เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 26: หมวกเขียว

บทที่ 26: หมวกเขียว

บทที่ 26: หมวกเขียว


บทที่ 26: หมวกเขียว

เมื่อหวังฉีมาส่งหนิงเจียงที่โรงเรียน เวลาก็ล่วงเลยมาถึง 7:40 น. พอดิบพอดี หน้าโรงเรียนคลาคล่ำไปด้วยนักเรียนที่สะพายกระเป๋าเดินเข้าไปด้านใน

บ้างก็ขี่จักรยาน บ้างก็เดินเท้า และมีไม่น้อยที่มีผู้ปกครองขับรถมาส่ง

ก่อนหนิงเจียงจะลงจากรถ หวังฉีหยิบเงินห้าร้อยหยวนออกมาจากกระเป๋าสตางค์แล้วยื่นให้เขา "นี่เป็นค่าอาหารและค่าใช้จ่ายส่วนตัวของเดือนนี้นะ"

"ผมไม่ต้องใช้เยอะขนาดนี้หรอกครับ" หนิงเจียงหยิบเงินออกมาแค่สองร้อยหยวน

หวังฉียัดเงินห้าร้อยหยวนใส่มือหนิงเจียงทันที "แม่ให้ก็รับไว้เถอะ เปิดเทอมใหม่ๆ ต้องมีเรื่องให้ใช้เงินเยอะแยะ แล้วลูกก็กำลังโต ต้องกินต้องใช้อีกเยอะ เอาสามร้อยไปเติมใส่บัตรรอหาร ส่วนอีกสองร้อยเก็บไว้ซื้ออะไรที่อยากได้ ถ้าเงินไม่พอต้องบอกแม่นะ เข้าใจไหม?"

เมื่อเห็นท่าทีจริงจังของหวังฉี หนิงเจียงจำต้องเก็บเงินใส่กระเป๋าแล้วพยักหน้ารับ

"ตั้งใจเรียนนะ เลิกเรียนแล้วแม่จะมารับ"

หนิงเจียงสะพายกระเป๋าขึ้นหลัง เขารู้ดีว่าหวังฉีงานยุ่ง จึงไม่อยากให้เธอต้องเสียเวลางานมารับเขา และไม่อยากทำตัวเป็นภาระ "แม่ทำงานเถอะครับ ไม่ต้องมารับหรอก ผมจำทางกลับเองได้"

"วันแรกของการเปิดเทอม จะไม่ให้แม่มารับได้ยังไง? ไม่ต้องห่วง แม่จัดการเวลาได้น่า สายแล้ว รีบเข้าโรงเรียนเถอะ! อย่าลืมไปที่ตึกอำนวยการหาอาจารย์หยางที่เจอเมื่อวานก่อนนะ โอเคไหม?"

"รู้แล้วครับ" หนิงเจียงปิดประตูรถ "แม่ไปได้แล้วครับ"

"ลูกเข้าไปก่อนเดี๋ยวแม่ค่อยไป" พูดจบ หวังฉีก็โบกมือให้หนิงเจียง

หนิงเจียงยิ้มและโบกมือกลับให้หวังฉี แต่พอหันหลังกลับ รอยยิ้มนั้นก็ค่อยๆ จางลง พร้อมกับความรู้สึกแสบจมูกนิดๆ

เขาไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยว่า สิ่งที่เคยได้แต่เฝ้าฝันถึง จะกลายเป็นความจริงขึ้นมาในวันหนึ่ง

เมื่อหนิงเจียงแบกกระเป๋ามาถึงตึกอำนวยการ หยางกั๋วก็ยืนรออยู่ก่อนแล้ว

"คุณแม่ไม่ได้มาส่งเหรอครับ?" หยางกั๋วมองไปทางด้านหลังของหนิงเจียง แต่ไม่เห็นใคร เขาเข้าใจว่าวันนี้หวังฉีจะพาหนิงเจียงมาส่งด้วยตัวเองเสียอีก

พอไม่เห็นหวังฉี เขาก็อดรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยไม่ได้

หนิงเจียงมองหยางกั๋วด้วยสายตาเย็นชาแล้วเอ่ยว่า "ถ้าแม่ผมไม่มา ผมเข้าเรียนไม่ได้เหรอครับ?"

หยางกั๋วมองหนิงเจียงที่ดูเฉยเมยและปิดกั้นผู้คนอย่างสิ้นเชิง แล้วลอบกลืนน้ำลายลงคอ

เด็กคนนี้ดูอายุยังไม่เท่าไหร่ แต่ทำไมแววตาถึงได้ดูดุร้ายเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อคนขนาดนี้นะ?

"เปล่าๆ ไปกันเถอะ ใกล้จะเข้าเรียนแล้ว เดี๋ยวครูจะพาไปหาครูประจำชั้น"

หนิงเจียงเงียบกริบ เดินตามหลังหยางกั๋วไปโดยไม่พูดไม่จา

สัญชาตญาณของเขาถูกต้อง ผู้ชายคนนี้ชอบแม่เขาแน่ๆ แต่เสียใจด้วยนะ เขาไม่มีโอกาสหรอก เขาเพิ่งจะได้กลับมาอยู่กับแม่ จะไม่ยอมให้ใครเข้ามาแทรกแซงชีวิตของพวกเราเด็ดขาด

ครูประจำชั้นของหนิงเจียง แซ่กัว ชื่อ กัวเหวินหมิง เป็นครูสอนวิชาคณิตศาสตร์ประจำชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 อายุยังน้อยเพียงยี่สิบเก้าปีเท่านั้น

หยางกั๋วพาหนิงเจียงไปที่ห้องพักครูคณิตศาสตร์ แนะนำให้รู้จักกับกัวเหวินหมิง แล้วจึงขอตัวกลับไป

บรรดาครูในห้องพักต่างหันมามองหนิงเจียงทันทีที่เดินเข้ามา หลักๆ ก็เพราะแม้เด็กหนุ่มจะดูอายุน้อย แต่หน้าตาหล่อเหลาเอาการ ยิ่งถ้าไม่ทำหน้านิ่งเป็นน้ำแข็งตลอดเวลา คงจะมีเสน่ห์ดึงดูดใจกว่านี้อีกโข

"เธอคงเป็นหนิงเจียงสินะ ไป๋เย่าจู่พูดถึงเธอตั้งแต่เมื่อวานแล้ว เขาช่วยขนหนังสือของเธอไปไว้ในห้องเรียนแล้ว แถมชุดนักเรียนของเธอก็อยู่ที่เขาด้วย งั้นเราไปที่ห้องเรียนกันเลย"

"ครับ" หนิงเจียงโล่งใจที่ครูประจำชั้นพูดภาษาจีนกลาง

อย่างที่หยางกั๋วบอกกับหวังฉีเมื่อวาน ทั้งสามคนถูกจัดให้มาอยู่ห้อง ม.2/17 จริงๆ

ห้อง 11 ถึง 16 ของระดับชั้น ม.2 เป็นนักเรียนไปกลับ ส่วนห้อง 18 ถึง 26 เป็นนักเรียนประจำ ห้อง 17 จึงมีความพิเศษตรงที่เป็นห้องเรียนแบบผสม มีทั้งนักเรียนไปกลับและนักเรียนประจำเรียนร่วมกัน

เมื่อมาถึงหน้าห้อง ม.2/17 นักเรียนข้างในกำลังหัวเราะเล่นหัวกันสนุกสนาน กัวเหวินหมิงมองเหล่านักเรียนที่เต็มไปด้วยพลังงาน แล้วใช้หนังสือกาะประตูห้องเรียน เรียกความสนใจจากทุกคนในห้อง

"หนิงเจียง!"

ไป๋เย่าจู่ที่นั่งอยู่แถวหลังสุดของห้อง สวมชุดพละสีน้ำเงินขาว โบกไม้โบกมือให้หนิงเจียงอย่างกระตือรือร้น แต่หนิงเจียงกลับทำเมินเฉย

นักเรียนในห้องเงียบกริบทันทีเมื่อเห็นหนิงเจียงผู้หล่อเหลา สุภาพ แต่แฝงแววเย็นชา

ให้ตายสิ เด็กใหม่คนนี้หล่อเกินไปแล้ว! หน้าตาระดับนี้สูสีกับโจวหวายจากห้องอินเตอร์ได้สบายๆ เลย!

"ครูขอแนะนำให้ทุกคนรู้จัก นี่คือนักเรียนใหม่คนสุดท้ายในสามคนที่ครูบอกเมื่อวาน" กัวเหวินหมิงมองหนิงเจียงที่ยืนอยู่ข้างๆ แล้วเอ่ยว่า "หนิงเจียง แนะนำตัวหน่อยสิ"

หนิงเจียงกวาดตามองสายตาหลายคู่ที่จ้องมองมาจากด้านล่าง แล้วเอ่ยสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "ผมชื่อหนิงเจียง"

...

หลังจากส่งหนิงเจียงที่โรงเรียน หวังฉีก็ขับรถตรงไปยังโรงงาน เนื่องจากบริษัทยังไม่ได้เลือกสถานที่ตั้งถาวร งานทุกอย่างของบริษัทจึงต้องจัดการที่โรงงานไปพลางๆ ก่อน

เมื่อหวังฉีมาถึงโรงงาน เวลายังค่อนข้างเช้า พนักงานฝ่ายผลิตยังไม่เริ่มงาน แต่เสียงวิ่งและเสียงตะโกนขานรับจังหวะอันดังกึกก้องก็ดังมาจากลานโรงงานแล้ว ใครผ่านไปผ่านมาคงนึกว่ามีหน่วยทหารมาฝึกซ้อมอยู่ที่นี่

ขณะที่หวังฉีก้าวลงจากรถและเดินตรงไปยังออฟฟิศ เธอก็สวนทางกับเหล่าทหารผ่านศึกจากแผนกรักษาความปลอดภัย นำโดยหลี่คุน ที่กำลังวิ่งผ่านไปพอดี

"อรุณสวัสดิ์ครับ ท่านประธานหวัง!"

เสียงทักทายอย่างพร้อมเพรียงของเหล่าทหารผ่านศึกดังก้องไปทั่วโรงงาน เสียงดังสนั่นจนหวังฉีแทบสะดุ้ง หวังฉียิ้ม พยักหน้ารับ และบอกให้พวกเขาฝึกซ้อมต่อไป

หวังฉีมาถึงออฟฟิศ เห็นว่ายังเช้าอยู่ จึงจดรายการสิ่งที่ต้องทำในช่วงนี้ออกมา

เรื่องเร่งด่วนที่สุดคือการรับสมัครพนักงาน ไม่ใช่แค่แรงงานทั่วไป แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือบุคลากรด้านเทคนิค

เธอวางแผนว่าจะรอให้เจียงซือเฉิงมาถึง แล้วให้เขาพาไปที่คณะออกแบบแฟชั่น มหาวิทยาลัยเผิงเฉิง เพื่อรับสมัครคน

ตอนนี้ก็ปลายเดือนเมษายนแล้ว นักศึกษาปีสี่ที่กำลังจะจบการศึกษาน่าจะเริ่มหางานกันแล้ว

อันที่จริง นอกจากบุคลากรด้านเทคนิคแล้ว บุคลากรด้านการบริหารจัดการก็สำคัญมากเช่นกัน แต่คนระดับผู้จัดการนั้นหายาก และคอนเนคชั่นของหวังฉีในเมืองเผิงก็มีจำกัด

ถ้าอู๋คังมารายงานตัวในวันพรุ่งนี้ หวังฉีวางแผนจะให้เขาติดตามเธอไปเลือกทำเลและซื้อหน้าร้านตามเมืองต่างๆ ให้เขารับผิดชอบดูและบริหารจัดการร้านค้า และลองให้เขาช่วยมองหาคนเก่งๆ ด้านการบริหารมาเสริมทีมด้วย ถ้าหาคนไม่พอจริงๆ เธอก็คงต้องไปตระเวนตามมหาวิทยาลัยในช่วงรับสมัครงาน

ที่จริงการรับสมัครเด็กจบใหม่ก็ไม่ได้แย่ บัณฑิตส่วนใหญ่มักมีไอเดีย ไฟแรง และมีความทะเยอทะยาน ซึ่งเหมาะกับแบรนด์ที่เพิ่งก่อตั้งของเธอ

นอกจากการรับสมัครคนแล้ว สิ่งสำคัญรองลงมาคือเรื่องหน้าร้านและการเลือกสถานที่ตั้งบริษัทในเมืองเผิง

หวังฉียังมีเงินสดอยู่ในมือกว่าสี่สิบล้านหยวน ซึ่งเพียงพอสำหรับการดำเนินการ ต่อให้ใช้หมด เธอก็ยังมีหยกดิบอีกก้อนฝากไว้ที่ธนาคาร HSBC ในฮ่องกง ซึ่งสามารถขายเพื่อหมุนเงินมาเสริมสภาพคล่องได้ทันทีหากจำเป็น

เวลาประมาณ 8:50 น. เจียงซือเฉิงเดินเข้ามาในออฟฟิศด้วยขอบตาดำคล้ำราวกับหมีแพนด้า

หวังฉีวางแผนงานในมือลง แล้วขมวดคิ้วมองเจียงซือเฉิง "เกิดอะไรขึ้นกับคุณ?"

ขอบตาคล้ำของเจียงซือเฉิงนั้นชัดเจนเกินกว่าที่หวังฉีจะทำเป็นไม่เห็นได้

"เมื่อคืนผมไม่ได้นอนเลยครับ ไปเฝ้าแฟนเก่าที่โรงพยาบาลมา"

หวังฉีมองเจียงซือเฉิงด้วยความงุนงง เธอจำได้ว่าตอนที่เธอพาเขาไปส่งโรงพยาบาลเมื่อไม่นานมานี้ เธอยังเป็นแฟนสาวของเขาอยู่เลย ผ่านไปแค่ไม่กี่วัน กลายเป็นแฟนเก่าไปซะแล้ว

"เลิกกันแล้วเหรอ?"

เจียงซือเฉิงพยักหน้าอย่างห่อเหี่ยว "แต่ตอนนี้เธออยากจะขอคืนดีกับผมครับ"

"ขอถามได้ไหมว่าทำไมถึงเลิกกัน?" หวังฉีถามเมื่อเห็นท่าทางกลัดกลุ้มของเจียงซือเฉิง

เจียงซือเฉิงลังเลครู่หนึ่งก่อนจะเล่าว่า "เมื่อก่อนหน้านี้ เพื่อจะหาเงินซื้อบ้านให้น้องชาย เธอไปขายเหล้าที่ไนท์คลับแล้วไปถูกตาต้องใจเสี่ยคนหนึ่งเข้า เธอมาบอกเลิกผมเพราะตั้งใจจะไปอยู่กับเสี่ยคนนั้น แต่เมียหลวงของเสี่ยตามมาเจอ เข้าไปตบตีจนเธอต้องเข้าโรงพยาบาล แล้วก็ตัดขาดความสัมพันธ์กับเสี่ยคนนั้นไป"

"แล้วคุณรู้เรื่องนี้ตอนไหน?"

"หลังจากเธอเข้าโรงพยาบาลครับ ก่อนหน้านั้นเธอเคยขอเลิก แต่ผมไม่ยอม"

"แล้วทำไมถึงเลิกกัน แล้วตอนนี้เธอถึงอยากจะขอคืนดีล่ะ?"

"เธออธิบายว่าเธอกับเสี่ยคนนั้นแค่คุยๆ กันเล่นๆ ไม่ได้มีอะไรลึกซึ้ง ไม่ถือว่านอกใจ เธออยากให้ผมยกโทษให้ เห็นแก่ความสัมพันธ์สี่ปีที่ผ่านมาของเรา"

หวังฉีถึงกับพูดไม่ออก เธอมองหน้าเจียงซือเฉิงแล้วถามว่า "อะไรนะ? คุณคิดว่าการสวมหมวกเขียวใบเข้มกับหมวกเขียวใบอ่อน มันต่างกันตรงไหนเหรอ?"

จบบทที่ บทที่ 26: หมวกเขียว

คัดลอกลิงก์แล้ว