- หน้าแรก
- ทะลุมิติไปเป็นแม่ของเหล่าบอสตัวร้าย
- บทที่ 25: ซื้อของ
บทที่ 25: ซื้อของ
บทที่ 25: ซื้อของ
บทที่ 25: ซื้อของ
กว่าทั้งสองจะทานมื้อเย็นเสร็จก็เป็นเวลาสองทุ่มแล้ว แทนที่จะอุดอู้อยู่แต่ในบ้าน พวกเขาจึงตัดสินใจออกไปเดินเล่น
ตอนแรกตั้งใจว่าจะเดินไป แต่พอนึกขึ้นได้ว่าจากประตูบ้านไปถึงหน้าหมู่บ้านต้องใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมง ขับรถไปน่าจะประหยัดเวลาและแรงมากกว่า
เมืองเผิงยามค่ำคืนนั้นคึกคักและน่าสนใจยิ่งกว่าตอนกลางวันเสียอีก
หนิงเจียงมองฝูงชนที่เดินขวักไขว่อย่างตื่นตาตื่นใจผ่านกระจกรถ เฝ้าสังเกตเมืองที่ยังดูแปลกใหม่สำหรับเขา
"ไปห้างสรรพสินค้ากันเถอะ พรุ่งนี้เช้าลูกต้องไปโรงเรียนแล้ว ต้องซื้อกระเป๋านักเรียนกับเครื่องเขียนเตรียมไว้" หวังฉีพูดกับหนิงเจียงที่นั่งอยู่ข้างๆ ขณะขับรถมุ่งหน้าสู่ใจกลางเมือง
"เราต้องซื้อพวกหม้อไหจานชามด้วยครับ ที่บ้านไม่มีอะไรเลย" หนิงเจียงเสริม
รอยยิ้มของหวังฉีกว้างขึ้นเมื่อได้ยินหนิงเจียงพูดคำว่า 'บ้าน' "โอเคจ้ะ"
ทั้งสองขับรถมาถึงห้างสรรพสินค้าใหญ่ใจกลางเมือง หลังจากจอดรถเสร็จ คาดการณ์ว่าคงต้องซื้อของเยอะ จึงเข็นรถเข็นกันไปคนละคัน
"พวกของกินซื้อแค่พอสำหรับสองวันนี้ก่อน พรุ่งนี้ถ้าแม่มีเวลา แม่จะจัดการเรื่องเครื่องใช้ไฟฟ้ากับของอื่นๆ ให้เรียบร้อย"
"ครับ"
"ช่วงนี้แม่คงจะยุ่งพอสมควร ไว้ลูกปิดเทอมหน้าร้อนเมื่อไหร่ เราค่อยมาดูว่าตรงไหนของบ้านที่ยังไม่ถูกใจ แล้วค่อยหาคนมารีโนเวทใหม่กัน"
"ตกลงครับ"
แม้จะเลยสองทุ่มแล้ว แต่ภายในซูเปอร์มาร์เก็ตยังคงเนืองแน่นไปด้วยผู้คน ส่วนใหญ่เป็นครอบครัวแบบหวังฉีและหนิงเจียงที่ออกมาเดินเล่นหลังอาหารเย็น
"กระเป๋านักเรียนใบนี้เป็นไง?" หวังฉีถือเป้หนังสีดำขึ้นมา เธอทาบมันกับแผ่นหลังของหนิงเจียงเพื่อเทียบขนาด และคิดว่ามันดูเข้าท่าทีเดียว
"ใบนี้ก็ดูดีนะครับ" อีกใบเป็นสีน้ำเงินไคลน์ ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในยุคนี้ แต่เธอไม่แน่ใจว่าหนิงเจียงจะชอบไหม
หนิงเจียงหยิบกระเป๋าสีน้ำเงินไคลน์จากมือหวังฉีใส่ลงในรถเข็น "ผมเอาใบนี้ครับ"
ใบนี้ราคาถูกกว่า ส่วนเป้หนังราคาตั้งแปดสิบแปดหยวน แพงเกินไป
ทั้งสองเดินเลือกซื้อของไปเรื่อยๆ ไม่นานรถเข็นทั้งสองคันก็เกือบเต็ม
หลังจากเดินช้อปปิ้งรอบนี้ หวังฉีสังเกตเห็นว่าหนิงเจียงมักจะเลือกของที่ราคาถูกที่สุดให้ตัวเองโดยไม่รู้ตัว สุดท้ายหวังฉีเลยยึดสิทธิ์ในการเลือกของเขา แล้วจัดการกวาดทุกอย่างที่เธอคิดว่าเหมาะกับเขา หรือของที่เขาชอบแต่ไม่กล้าหยิบเพราะราคาลงตะกร้าให้แทน
ตอนแรกทั้งคู่คิดว่ารถเข็นสองคันน่าจะเอาอยู่ เพราะกะว่าจะซื้อของใช้เล็กๆ น้อยๆ มาเติมส่วนที่ขาดในบ้านเท่านั้น แต่พอเดินไปเดินมากลับพบว่ายิ่งซื้อยิ่งเยอะ อันนั้นก็จำเป็น อันนี้ก็น่าจะใช้ได้ เผลอแป๊บเดียวจากรถเข็นสองคันก็งอกมาเป็นสี่คัน
หวังฉีและหนิงเจียงเข็นรถเข็นที่เต็มแน่นไปคนละสองคัน ดึงดูดสายตาผู้คนรอบข้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เมื่อออกจากซูเปอร์มาร์เก็ต ทั้งคู่เข็นรถมาที่รถยนต์ของหวังฉี เปิดกระโปรงหลังเพื่อลำเลียงของขึ้นรถ พอท้ายรถเต็ม ก็ต้องเอาของมายัดไว้ที่เบาะหลังและที่วางเท้า ขณะที่กำลังจัดของอยู่นั้น หวังฉีก็รู้สึกขึ้นมาว่าไม่ใช่เธอซื้อของเยอะเกินไปหรอก แต่เป็นเพราะรถของเธอคันเล็กเกินไปต่างหากที่ทำให้ใส่ของไม่พอ
ต้องยอมรับว่าการช้อปปิ้งเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้หญิงเสพติดได้ เมื่อหวังฉีเห็นว่ายังพอมีที่ว่างเหลืออยู่ที่เบาะหลังอีกนิดหน่อย เธอก็คิดว่าไหนๆ ก็ออกมาแล้ว ซื้อให้หนำใจไปเลยแล้วกัน
หวังฉีปิดประตูรถ แล้วลากหนิงเจียงกลับเข้าไปในห้างอีกรอบ
"เราซื้อของเกือบครบแล้วไม่ใช่เหรอครับ?" หนิงเจียงถามอย่างงุนงง
"ไหนๆ ก็มาแล้ว ไปซื้อเสื้อผ้าให้ลูกเพิ่มอีกหน่อยเถอะ"
"ผมมีแล้วครับ" ตอนอยู่ที่เมืองเผิง แม่ก็ซื้อให้เขาตั้งหลายชุดแล้ว
"อันนี้ไม่เหมือนกัน รอบนี้เราจะไปซื้อชุดชั้นในกับชุดลำลองใส่เล่นที่บ้าน"
หวังฉีลากหนิงเจียงตรงดิ่งไปที่ร้านขายชุดชั้นใน ขณะที่เธอกำลังเลือกชุดชั้นในให้เขา หนิงเจียงยืนตัวแข็งทื่อ รู้สึกราวกับว่าทุกคนรอบตัวกำลังจ้องมองเขาอยู่
เขาไม่เคยมาซื้อชุดชั้นในในที่แบบนี้มาก่อน เมื่อก่อนเขาก็แค่ซื้อสุ่มๆ จากแผงลอยในตลาดไม่กี่ตัว เขาไม่เคยรู้เลยว่าชุดชั้นในจะมีขนาดและเบอร์ให้เลือกเยอะแยะขนาดนี้
นอกจากชุดชั้นในแล้ว หวังฉียังเลือกชุดนอนสามชุดและชุดลำลองอีกสามชุดให้เขาด้วย
ความจริงตอนที่เลือกซื้อ หนิงเจียงอยากจะบอกเธอเหลือเกินว่าปกติเขาไม่ใส่เสื้อผ้านอน แต่เขาก็ไม่ได้พูดออกไป เพราะกลัวว่าแม่จะไม่ชอบ
หลังจากซื้อของพวกนี้เสร็จ มือของหนิงเจียงก็เต็มไปด้วยถุงช้อปปิ้ง แต่ทริปละลายทรัพย์ของหวังฉียังไม่จบแค่นั้น หลังจากออกจากร้านชุดชั้นใน เธอพาหนิงเจียงเดินสำรวจชั้นสองของห้างทีละชั้น
หวังฉีไม่ได้เดินช้อปปิ้งเพียงอย่างเดียว แต่เธอกำลังสังเกตว่าสไตล์ไหนกำลังเป็นที่นิยมในตลาด แบบไหนขายดี และแบบไหนที่ลูกค้าไม่สนใจ นอกจากนี้เธอยังให้ความสนใจกับการตกแต่งร้านและพนักงานขายเป็นพิเศษ
ตอนนี้โรงงานเสื้อผ้าซีหวังลงตัวแล้ว สินค้าเริ่มเข้าสู่กระบวนการผลิต เหลือเพียงแค่กว้านซื้อหน้าร้านในเมืองใหญ่ เริ่มรีโนเวท ฝึกอบรมพนักงาน และเปิดกิจการอย่างเป็นทางการ
ทว่ายังเดินไม่ทันครบทุกร้าน มือของหวังฉีและหนิงเจียงก็แบกถุงช้อปปิ้งจนล้นมือ
"ลูกจ๋า คราวหน้าช่วยเตือนแม่ด้วยนะว่าอย่าซื้อเยอะขนาดนี้ มันหนักชะมัด!" หวังฉีทุลักทุเลกับถุงช้อปปิ้งในมือ เพราะเผลอตัวซื้อเพลินไปหน่อย
หนิงเจียงไม่อยากจะบ่น ทุกครั้งที่เขาทัก แม่ก็จะบอกว่า 'ชิ้นสุดท้ายแล้ว' แต่หลังจาก 'ชิ้นสุดท้าย' ก็ยังมี 'ชิ้นสุดท้าย' ตามมาอีกเรื่อยๆ "ส่งมาให้ผมอีกสองถุงเถอะครับ ผมถือไหว"
เขาทนดูคนท้องอย่างหวังฉีแบกของพะรุงพะรังอย่างยากลำบากไม่ได้ แม้ว่าเจ้าตัวจะดูเหมือนลืมไปแล้วว่าตัวเองกำลังท้องอยู่ก็ตาม
หวังฉีมองถุงช้อปปิ้งที่ห้อยเต็มแขนหนิงเจียงแล้วส่ายหน้า "แม่ไหว!"
ทั้งสองกลับมาที่ลานจอดรถ เปิดประตูรถแล้วยัดเสื้อผ้าและรองเท้าที่เพิ่งซื้อมาใส่ลงในทุกที่ว่างของเบาะหลัง ถึงอย่างนั้นตอนขากลับหนิงเจียงก็ยังต้องนั่งกอดของไว้อีกตั้งหลายชิ้น
แม้จะเหนื่อย แต่เมื่อมองดูรถที่อัดแน่นไปด้วยข้าวของ ทั้งคู่กลับรู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก
ชีวิตใหม่ของพวกเขากำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว!
เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อหวังฉีตื่นนอน เธอคิดว่าเนื่องจากเป็นวันเปิดเทอมวันแรกของหนิงเจียง เธอควรจะตื่นมาทำอาหารเช้าให้เขาด้วยตัวเอง แต่พอลงมาถึงชั้นล่าง เธอก็พบว่าหนิงเจียงอยู่ในห้องครัวเรียบร้อยแล้ว
"อรุณสวัสดิ์จ้ะลูกชาย"
ทุกครั้งที่หวังฉีเรียกว่า 'ลูกชาย' หูของหนิงเจียงจะแดงขึ้นเล็กน้อย พอจับจุดได้ หวังฉีก็มักจะแกล้งเรียกเขาว่า 'ลูกชาย' เพื่อดูท่าทางเขินอายเล็กๆ ของเขา
"ทำอะไรอยู่จ๊ะ?"
"บะหมี่น้ำใสใส่ผักกับไข่ดาวครับ"
"หอมจังเลย ดูท่าพรุ่งนี้แม่ต้องตื่นให้เร็วกว่านี้ซะแล้ว"
"ทำไมเหรอครับ?" หนิงเจียงถามอย่างสงสัย
"ก็วันนี้ลูกไปโรงเรียนวันแรก แม่คิดว่าแม่ควรจะทำหน้าที่ทำอาหารเช้าให้ลูกน่ะสิ แล้วอีกอย่าง..." หวังฉีทำหน้าเกรงใจเล็กน้อย "มันรู้สึกแปลกๆ นะที่ต้องให้ลูกที่เป็นนักเรียนมาทำกับข้าวให้ผู้ใหญ่อย่างแม่กินทุกวัน"
หนิงเจียงตักบะหมี่ใส่ชาม "ผมชอบทำอาหารครับ"
หรือพูดให้ถูกคือ เขาชอบเห็นแม่มีความสุขเวลาได้กินอาหารฝีมือเขา
เขาชอบที่เป็นอยู่แบบนี้ เขาอยากทำอะไรบางอย่างเพื่อแม่ อยากเป็นคนมีประโยชน์สำหรับเธอ เพื่อที่ว่าหากวันหนึ่งเธอคิดจะทิ้งเขาอีก อย่างน้อยเธอก็อาจจะลังเลและเปลี่ยนใจ
"งั้นเอาแบบนี้ ตกลงกันว่าทุกเย็นวันเสาร์แม่จะเป็นคนลงมือทำอาหารเอง โอเคไหม?"
"ตกลงครับ"