- หน้าแรก
- ระบบรถบ้านผ่าวิกฤตวันสิ้นโลก
- บทที่ 10 - ความกังวลของหลินอวี่หาน กับดาวคณะคนที่สอง
บทที่ 10 - ความกังวลของหลินอวี่หาน กับดาวคณะคนที่สอง
บทที่ 10 - ความกังวลของหลินอวี่หาน กับดาวคณะคนที่สอง
บทที่ 10 - ความกังวลของหลินอวี่หาน กับดาวคณะคนที่สอง
"พลังพิเศษ? มันคือตัวบ้าอะไรน่ะ?"
เสี่ยวซานรีบลากเสี่ยวเอ้อร์กลับมา พลางช่วยตบไฟที่ลุกไหม้แขนเพื่อนอย่างทุลักทุเล
"ไอ้โง่! ก็ปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติที่วิทยาศาสตร์อธิบายไม่ได้ไงเล่า!"
เสี่ยวลิ่วที่ยืนอยู่ข้างๆ ตะโกนด่า ในบรรดาหกคนนี้ มีแค่มันคนเดียวที่จบชั้นประถม นอกนั้นแทบไม่ได้เรียนหนังสือกันเลย
"อ๋อ อย่างนี้นี่เอง มิน่าล่ะแขนพี่รองถึงไฟลุกพรึ่บ..."
"ตอนนี้ ผมขอสั่งให้พวกคุณส่งอาวุธมาให้หมด!"
เจียงฝานชูมือขวาที่มีประกายไฟลุกโชน จ้องมองกลุ่มพี่หน้าบากเขม็ง
"ถ้าไม่อยากลองดีโดนย่างสด ก็ส่งมาดีๆ ผมรับรองว่าจะไม่ทำร้ายพวกคุณ!"
"ไอ้เด็กเวร คิดว่าตัวเองเป็นใครวะ? แค่เล่นไฟได้หน่อยทำเป็น..."
"อยากลองไหมล่ะ?"
"แก..."
"หุบปาก!"
จู่ๆ พี่หน้าบากก็ตวาดลั่น
"ลูกพี่..."
แม้เสี่ยวซื่อจะขัดใจ แต่พอเห็นสายตาของลูกพี่ก็ต้องจำยอมสงบปากสงบคำ
เมื่อคุมลูกน้องอยู่หมัด พี่หน้าบากก็เปลี่ยนท่าทีจากหน้ามือเป็นหลังมือ หันมาปั้นหน้ายิ้มแย้มให้เจียงฝาน
"น้องชายเจียง ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ การริบอาวุธพวกพี่ไป ก็ไม่ต่างกับฆ่าแกงกันเลยนะ"
พี่หน้าบากพูดพลางขยิบตาให้ลูกน้อง
"เสี่ยวเอ้อร์เองก็ได้รับบทเรียนแล้ว พวกพี่สำนึกผิดแล้ว เอาอย่างนี้ อาหารในห้องเก็บของยกให้พวกน้องดูแลจัดการเลย พวกพี่จะไม่เข้าไปยุ่ง เรามาช่วยกันดูแลความปลอดภัย ร่วมมือกันฝ่าวิกฤตวันสิ้นโลกนี้ไปดีกว่าไหม?"
"ใช่ๆ พวกเราผิดไปแล้ว ต่อไปจะไม่กล้าอีกแล้วครับ!"
นอกจากเสี่ยวเอ้อร์ที่นอนร้องโอดโอย อีกสี่คนที่เหลือรีบเปลี่ยนสีหน้า อ้อนวอนเจียงฝานเสียงอ่อนเสียงหวาน
"เมื่อกี้พวกแกไม่ได้พูดแบบนี้นี่! เจียงฝาน ในเมื่อนายมีพลังพิเศษ ฉันว่าเผาพวกมันให้ตายไปเลยดีกว่า!"
หลินอวี่หานก้าวออกมาเสนอความคิดเห็นอย่างเด็ดขาด
"หา? อวี่หาน เธอจะให้เจียงฝานฆ่าคนเหรอ? มันจะโหดร้ายไปหน่อยไหม?"
เฉินซูถิงมองเจียงฝานด้วยความเป็นห่วง
"แค่ยึดอาวุธก็พอแล้วมั้ง ไม่เห็นต้องถึงกับฆ่าแกงกันเลย"
เจียงฝานพยักหน้าเห็นด้วยกับเฉินซูถิง
"อวี่หาน พวกเขาเป็นแค่นักเลงกระจอก โทษไม่ถึงตายหรอก"
"เจียงฝาน ช่วงเวลาวิกฤตต้องใช้มาตรการเด็ดขาด! สถานการณ์ตอนนี้เราต้องติดอยู่ที่นี่อย่างน้อยสามวัน อาหารก็น้อย คนพวกนี้ใจคอโหดเหี้ยม ไว้ใจไม่ได้ เราจะปล่อยเสือเข้าป่าไม่ได้นะ!"
หลินอวี่หานพยายามเกลี้ยกล่อมสุดฤทธิ์
"นังหนู จิตใจแกทำด้วยอะไรวะ! แค่เรื่องของกินถึงกับจะฆ่าจะแกงกันเลยเหรอ เกินไปหน่อยมั้ง"
พี่หน้าบากแสร้งทำเป็นโกรธเคืองน้อยใจ
"อวี่หาน โบราณว่าคนเยอะแรงแยะ ข้างนอกมีแต่ซอมบี้ คนที่รอดชีวิตควรจะสามัคคีกันไว้สิ จะมาฆ่ากันเองทำไม!"
จางเล่ยเคอที่ยืนดูสถานการณ์อยู่นานรีบผสมโรง
"จางเล่ยเคอ นาย..."
เห็นจางเล่ยเคอเข้าข้างคนนอกอีกแล้ว หลินอวี่หานแทบอยากจะง้างมือตบให้หน้าหัน
เธอหันไปมองนักศึกษาคนอื่นๆ ดูเหมือนทุกคนจะเห็นด้วยกับการไว้ชีวิต
ยังไงซะทุกคนก็ยังเป็นแค่นักศึกษา ไม่มีใครอยากมือเปื้อนเลือด
หลินอวี่หานหันกลับมามองเจียงฝาน
ในเวลานี้ ชายผู้ครอบครองพลังต่อกรกับซอมบี้ได้ คือคนที่มีอำนาจตัดสินใจสูงสุด
เธอหวังลึกๆ ว่าเขาจะเข้าใจเจตนาของเธอ
ทว่า...
"อวี่หาน ทุกคนพูดถูก ในวันสิ้นโลกสิ่งที่เราทำได้คือสามัคคีกัน ถ้าเราหันคมดาบใส่พวกเขา เราก็ไม่ต่างอะไรกับพวกเขาสิ"
เจียงฝานพูดด้วยน้ำเสียงจริงใจ
"เจียงฝาน นาย...!"
"พี่หน้าบาก ผมอนุญาตให้พวกพี่เก็บมีดพกไว้ป้องกันตัวคนละเล่ม ที่เหลือต้องส่งมาให้เรา นี่คือข้อเสนอที่ดีที่สุดที่ผมให้ได้"
"ตกลง พี่ไม่มีปัญหา"
พี่หน้าบากถอนหายใจโล่งอก หันไปสั่งลูกน้อง "เสี่ยวลิ่ว เก็บของเอ็งไว้ ที่เหลือส่งอาวุธให้น้องเจียงให้หมด"
ชั่วพริบตาหนึ่ง สายตาของพี่หน้าบากสบเข้ากับจางเล่ยเคอ ฝ่ายหลังลังเลเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าเบาๆ
ไม่นาน อาวุธเกือบทั้งหมดก็ถูกกองไว้ตรงหน้าเจียงฝาน
เขารีบแจกจ่ายมันให้กับนักศึกษาที่ไม่มีอาวุธ
"ทุกคน! อย่าเพิ่งท้อแท้ เชื่อผมนะ ขอแค่เราร่วมมือกัน เราจะต้องหนีออกไปจากที่นี่และรอดชีวิตไปได้แน่นอน!"
"เจียงฝาน ต่อไปนี้นายคือลูกพี่ของพวกเรา เราจะเชื่อฟังสั่งนาย!"
"ใช่ ฉันเชื่อนาย พาพวกเรารอดไปให้ได้นะ!"
"ผมสัญญา!"
มองดูเพื่อนร่วมสถาบันที่ฝากความหวังไว้ที่ตน เจียงฝานยิ้มออกมาด้วยความภาคภูมิใจ
ต่างจากเฉินซูถิงที่มองเจียงฝานด้วยรอยยิ้มปลื้มปริ่ม ในดวงตาของหลินอวี่หานกลับเต็มไปด้วยความกังวลลึกๆ
...
ซูเป่ยขับรถบ้านมาจอดเทียบข้างแปลงดอกไม้หน้าตึกทดลอง
เขาลดกระจกลง
หญิงสาวที่หน้าต่างชั้นสองฝั่งตรงข้ามมองเขาด้วยความดีใจ
"สวัสดีค่ะ! ช่วยฉันด้วย! ฉันติดอยู่บนนี้ออกไปไม่ได้!"
เสียงหวานใสกังวานดังมาให้ได้ยิน แม้จะเจือความแหบพร่าจากการขาดน้ำไปบ้าง
เวินหลานที่นั่งอยู่เบาะข้างคนขับได้ยินเสียงขอความช่วยเหลือ จึงชะโงกหน้ามอง
หลังจากเพ่งมองครู่หนึ่ง เธอก็จำได้แม่น
"นั่นมันมู่เสี่ยวอวี๋ไม่ใช่เหรอ?"
"เพื่อนเธอเหรอ?" ซูเป่ยถามเมื่อเห็นเวินหลานรู้จักชื่ออีกฝ่าย
"เปล่าค่ะ แค่เคยได้ยินชื่อว่าเป็นหนึ่งในสี่ดาวมหาลัย แล้วก็เคยเห็นรูปในเพจคิ้วท์บอยคิ้วท์เกิร์ลเฉยๆ"
เวินหลานส่ายหน้า
แม้จะอยู่คณะอักษรเหมือนกัน แต่แทบไม่เคยคุยกัน
อย่าว่าแต่เพื่อนเลย แค่คนรู้จักยังเรียกได้ไม่เต็มปาก
"สี่ดาวมหาลัยเหรอ... ว่าแต่เธอใช่หนึ่งในสี่คนนั้นด้วยรึเปล่า?"
ซูเป่ยถามพลางกวาดสายตาโลมเลียไปตามเรือนร่างขาวผ่องของเวินหลาน
"ไม่ใช่อยู่แล้ว ฉันไม่สนใจการจัดอันดับพรรค์นั้นหรอกน่า"
สัมผัสได้ถึงสายตาซุกซนของซูเป่ย เวินหลานกอดอกเชิดหน้า น้ำเสียงขุ่นเคืองเล็กน้อย
"ให้ตายสิ ผู้ชายเห็นผู้หญิงสวยเป็นต้องอ่อนระทวยไปหมด ไม่นึกว่านายจะเป็นไปกับเขาด้วย!"
"เมื่อวานเราก็เจอกันแบบนี้ไม่ใช่เหรอ?"
"นาย... นาย... ฮึ! คนบ้า ไหนรับปากว่าจะไม่พูดถึงเรื่องนั้นแล้วไง!"
เวินหลานหน้าแดงแปร๊ด สะบัดหน้าหนีไปอีกทาง ไม่อยากคุยกับเขาแล้ว
ซูเป่ยหัวเราะในลำคอ ก่อนจะหันไปตะโกนคุยกับมู่เสี่ยวอวี๋ที่หน้าต่าง
"เธอคือมู่เสี่ยวอวี๋เหรอ?"
"ใช่ค่ะ ฉันมู่เสี่ยวอวี๋เอง เพื่อนคะ ได้โปรดช่วยฉันด้วย! ซอมบี้มันล้อมทางออกไว้หมดแล้ว"
พอเห็นซูเป่ยยอมคุยด้วย มู่เสี่ยวอวี๋ก็ยิ้มออก รีบตะโกนขอความช่วยเหลือ
ซูเป่ยกำลังจะอ้าปากตอบ แต่เวินหลานที่ทำท่าปั้นปึ่งเมื่อกี้กลับพูดแทรกขึ้นมา
"ฉันขอเตือนไว้ก่อนนะ อย่าโดนหน้าซื่อๆ ของยัยนั่นหลอกเชียว มู่เสี่ยวอวี๋ไม่ได้ใสซื่อบริสุทธิ์เหมือนดอกบัวขาวอย่างที่เห็นหรอกนะ"
"ดูออกด้วยเหรอ?" ซูเป่ยเลิกคิ้วถามอย่างสนใจ
"เรื่องนี้รู้กันทั้งมหาลัยแหละ มู่เสี่ยวอวี๋น่ะบริหารเสน่ห์เก่งจะตาย คุยกับผู้ชายทีละหลายคน แถมยังชอบหลอกใช้พวกทาสรักให้ไปทำงานส่งอาจารย์ หรือลงแข่งงานต่างๆ ในชื่อตัวเอง แล้วก็... โอ๊ย เยอะแยะ สรุปคือนางไม่ใช่นางเอกอย่างที่คิดหรอก"
"งั้นเหรอ?"
ซูเป่ยยิ้มมุมปาก หันกลับไปมองมู่เสี่ยวอวี๋
"คุณมู่ ผมคงช่วยอะไรไม่ได้ ข่าวบอกว่ากองทัพจะมาช่วยในอีกหนึ่งอาทิตย์ คุณรอต่อไปเถอะ!"
"ต...แต่ห้องนี้มันห้องเก็บตัวอย่างทดลอง ไม่มีของกินเลย แม้แต่น้ำสักหยดก็ไม่มี แถมหน้าห้องก็มีแต่ซอมบี้ ฉันอยู่ไม่ถึงอาทิตย์แน่ๆ เพื่อนคะ ช่วยฉันเถอะนะ! ฉันจะตอบแทนบุญคุณอย่างงามเลย!"
มู่เสี่ยวอวี๋หน้าซีดเผือด น้ำเสียงสั่นเครือด้วยความกลัว
เห็นชัดว่าพอซูเป่ยทำท่าจะเท เธอก็เริ่มลนลาน
"บนรถผมเสบียงมีจำกัด แบ่งให้คนอื่นไม่ได้หรอก" ซูเป่ยแย้ง
"ไม่ต้องห่วงค่ะ! ช่วงนี้ฉันไดเอท กินนิดเดียวก็ได้!"
มู่เสี่ยวอวี๋รีบส่ายหน้ารัวๆ
ได้ยินประโยคคุ้นหู ซูเป่ยหันไปยิ้มล้อเลียนใส่เวินหลาน
"ฉันไดเอทจริงๆ นะ!!!"
เวินหลานเบะปากงอนแก้มป่อง
"รู้แล้วน่า"
ซูเป่ยชะโงกหน้าออกไปสั่งการ
"เอาผ้าม่านผูกกับเหล็กดัดหน้าต่าง แล้วโรยตัวลงมาซะ"
"ต...แต่ข้างล่างมีซอมบี้นะคะ!"
มู่เสี่ยวอวี๋มองซอมบี้สองสามตัวที่เดินป้วนเปี้ยนอยู่ไม่ไกลด้วยความหวาดกลัว
"ไม่ต้องสน ถ้าทำตามที่ผมบอก ผมถึงจะยอมให้ขึ้นรถ"
"...ก็ได้ค่ะ! คุณห้ามเบี้ยวนะ!"
มู่เสี่ยวอวี๋กัดริมฝีปากแน่น ตัดสินใจผละจากหน้าต่าง
ไม่นาน ผ้าม่านผืนยาวก็ถูกปลดลงมาพาดผ่านขอบหน้าต่างห้อยลงสู่พื้น
"เพื่อนคะ ฉันจะลงไปแล้วนะ!"
ซูเป่ยเงยหน้ามอง
มู่เสี่ยวอวี๋ค่อยๆ ปีนขึ้นมายืนบนขอบหน้าต่าง
เรียวขาขาวเนียนภายใต้ถุงน่องสีขาวและกระโปรงสั้นพลิ้วไหวตามแรงลม ปรากฏแก่สายตาของซูเป่ยแบบเต็มตา
ซูเป่ยจ้องมองอาหารตาตรงหน้าอย่างไม่เกรงใจ
สมคำร่ำลือจริงๆ
แค่ขาคู่นี้คู่เดียว ก็สมศักดิ์ศรีตำแหน่งหนึ่งในสี่ดาวมหาลัยแล้ว
[จบแล้ว]