- หน้าแรก
- ระบบรถบ้านผ่าวิกฤตวันสิ้นโลก
- บทที่ 2 - ดาวคณะหลินอวี่หาน กับแลมโบกินีขี้ประติ๋ว
บทที่ 2 - ดาวคณะหลินอวี่หาน กับแลมโบกินีขี้ประติ๋ว
บทที่ 2 - ดาวคณะหลินอวี่หาน กับแลมโบกินีขี้ประติ๋ว
บทที่ 2 - ดาวคณะหลินอวี่หาน กับแลมโบกินีขี้ประติ๋ว
หญิงสาวตรงหน้ามีเรือนผมสีดำยาวสลวยถึงบั้นเอว ผูกโบว์น่ารัก เรียวขายาวสวยสวมถุงน่องสีดำยาวเลยเข่า ดวงตาเรียวรีดุจจิ้งจอกเสริมบุคลิกให้ดูเป็นสาวงามผู้เย่อหยิ่งเย็นชา
ซูเป่ยรู้จักเธอดี
เธอคือหนึ่งในสี่ดาวมหาวิทยาลัยเจียงไห่ 'หลินอวี่หาน'
ก่อนจะถูกไล่ออก ซูเป่ยเคยเรียนห้องเดียวกับเธอ
ตอนนั้นหลินอวี่หานเปรียบเสมือนหงส์ฟ้าผู้สูงส่ง ส่วนซูเป่ยเป็นเพียงก้อนกรวดไร้ค่า ทั้งสองเหมือนอยู่คนละโลก
แต่ความบังเอิญทำให้ทั้งคู่ได้คุยกันที่โรงอาหารครั้งหนึ่ง ซูเป่ยจำได้แม่น
มุกตลกฝืดๆ ของเขาในตอนนั้น กลับทำให้เจ้าหญิงน้ำแข็งผู้ไม่เคยยิ้มให้ใคร หลุดขำออกมาได้
แม้หลังจากนั้นจนกระทั่งเขาโดนไล่ออก ทั้งคู่จะไม่ได้คุยกันอีก แต่เงาของหลินอวี่หานก็ยังตกตะกอนอยู่ในใจของซูเป่ยเสมอมา
ไม่นึกเลยว่าผ่านไปหนึ่งปี จะได้มาเจอกันในสถานการณ์แบบนี้
"เจอกันจนได้นะ" ซูเป่ยตรึกตรองครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยทักเสียงเรียบ
ความเย็นชาของเขาทำให้แววตาของหลินอวี่หานไหววูบด้วยความผิดหวังเล็กน้อย แต่เธอก็รีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ
"อืม... ไม่เจอกันปีนึง ไม่นึกเลยว่านายจะมีรถบ้านแบบนี้ ฉันดีใจด้วยนะ"
บรรยากาศตกอยู่ในความเงียบงัน
"เมื่อกี้ฉันเห็นนายเหมาของจากซูเปอร์มาเยอะมาก จะไปเที่ยวขับรถทางไกลเหรอ?"
หลินอวี่หานเป็นฝ่ายชวนคุยก่อน
ในความทรงจำของเธอ ซูเป่ยเป็นผู้ชายพูดน้อย ซื่อๆ และมีความอดทนสูง
ตอนปีสอง ซูเป่ยมีเรื่องชกต่อยกับรุ่นพี่ปีสี่หลายคน ผลคือรุ่นพี่พวกนั้นนอนโรงพยาบาล ส่วนซูเป่ยบาดเจ็บเล็กน้อย แต่ทางมหาวิทยาลัยกลับลงโทษรุ่นพี่เหล่านั้นแค่ทำทัณฑ์บน ส่วนซูเป่ยโดนไล่ออกสถานเดียว
จากนั้นเขาก็หายไปจากชีวิตเธอ จนมารู้จากเพื่อนสนิทว่าเขามาขับรถส่งของให้โรงอาหาร
ไม่รู้ทำไม เธออยากถามไถ่สารทุกข์สุกดิบเขาใจจะขาด แต่พออ้าปากกลับกลายเป็นคำถามโง่ๆ แบบนั้นไปได้
ซูเป่ยสบตาหลินอวี่หาน ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจพูด
"หลินอวี่หาน ถ้าไม่อยากตาย รีบเตรียมอาหารและน้ำ แล้วหาที่ปลอดภัยซ่อนตัวซะ เดี๋ยวนี้เลย"
"เอ๊ะ? นายหมายความว่า..."
ยังไม่ทันที่เธอจะถามจบ เสียงเครื่องยนต์คำรามลั่นก็ดังขัดจังหวะ
หลินอวี่หานและซูเป่ยหันขวับไปมองพร้อมกัน
เห็นเพียงรถสปอร์ตแลมโบกินีสีฉูดฉาดพุ่งเข้ามาจอดขวางหน้ารถบ้านของซูเป่ย
จากนั้น ชายหนุ่มหน้าตาดี สวมแว่นตา ท่าทางเจ้าสำอางก้าวลงจากรถ เดินตรงดิ่งไปหาหลินอวี่หานราวกับคนรอบข้างไม่มีตัวตน พร้อมเก๊กท่าที่คิดว่าหล่อที่สุด
การเผชิญหน้ากันของรถบ้านยักษ์ รถสปอร์ตหรู และสามคนดังแห่งเจียงไห่ เรียกไทยมุงให้หยุดดูทันที
"อวี่หาน ดูสิ พ่อเพิ่งถอยแลมโบกินี Urus S รุ่นล่าสุดให้ผม สวยไหม? ถ้าคุณชอบ ผมพาออกไปซิ่งนอกมอเดี๋ยวนี้เลยก็ได้นะ!"
ชายหนุ่มขยับแว่น หมุนพวงกุญแจรถเล่นโชว์ป๋า
เขาคือ 'จางเล่ยเคอ' ลูกชายคณบดีคณะวิศวกรรมอัจฉริยะ แม้ตัวจะเรียนวิศวะ แต่วันๆ สิงอยู่คณะอักษรเพื่อตามจีบหลินอวี่หาน
"ว้าว! โรแมนติกเวอร์ รับรักคุณชายจางไปเถอะ!"
"จริงแก ทั้งรวยทั้งหล่อ แถมรักเดียวใจเดียวแบบคุณชายจาง หาไม่ได้แล้วนะ ชาติที่แล้วต้องทำบุญด้วยอะไรเนี่ย"
"โอ๊ย ฉันจะละลายแล้ว!"
กองเชียร์เริ่มทำงาน บางคนถึงขั้นเปิดเพลงรักบิ้วอารมณ์จากลำโพงบ้าบอที่ไหนไม่รู้
"ช่างโชคดีเหลือเกิน~ ในวัยที่งดงามที่สุด..."
แต่ฉากหวานเลี่ยนนี้กลับทำให้หลินอวี่หานขมวดคิ้วด้วยความรำคาญ
"จางเล่ยเคอ ฉันคุยธุระกับคนอื่นอยู่ นายทำแบบนี้ไร้มารยาทมาก"
"อวี่หาน... อย่าบอกนะว่าคุณคุยกับไอ้หมอนั่น?"
จางเล่ยเคอปรายตามองซูเป่ยอย่างสงสัย
"ใช่ เพราะงั้นนายรีบไปซะ เอารถออกไปให้พ้นด้วย อย่าจอดขวางทาง" หลินอวี่หานไล่อย่างไม่ไยดี
คำพูดนั้นทำให้ใบหน้าหล่อเหลาของจางเล่ยเคอมืดครึ้มลงทันตา
เขาเดินดุ่มๆ เข้าไปหาซูเป่ย
คนดังย่อมรู้จักคนดัง จางเล่ยเคอจำวีรกรรมของซูเป่ยได้แม่น เขาไม่คิดเลยว่าไอ้ขี้แพ้ที่โดนไล่ออกไปขับรถส่งผัก จะมีปัญญาขับรถบ้าน... ที่เท่ระเบิดขนาดนี้มาอวดเบ่งในถิ่นเขา!
แถมยังคุยกับหลินอวี่หานอีก!
นั่นมันสิทธิ์ของเขาคนเดียวนะโว้ย ไอ้กระจอกนี่มีสิทธิ์อะไร!
สังเกตเห็นสายตาดูแคลนที่ฝูงชนมองไปที่รถบ้าน จางเล่ยเคอยืนประจันหน้าซูเป่ย แค่นหัวเราะเยาะ
"ไอ้เวรเอ๊ย สมแล้วที่เป็นขยะโดนไล่ออก เวลานี้ไม่ไสหัวไปส่งผัก แต่เสือกเอารถบ้านมาจอดขวางทางแลมโบกินีของฉัน อยากตายหรือไง?"
"ฉันจะส่งของหรือไม่ส่ง มันกงการอะไรของแก"
ซูเป่ยตอบเสียงเรียบ ไม่แม้แต่จะชายตามอง เขาเดินกลับไปที่ประตูรถทันที
เขาเสียเวลามามากพอแล้ว
"ซูเป่ย ดูท่าขับรถส่งของมาปีนึง สันดานกวนตีนยังแก้ไม่หายสินะ!"
ชายร่างยักษ์กล้ามโตเดินแหวกฝูงชนเข้ามาขวางทางซูเป่ย ยิ้มเยาะ
"แกคงยังไม่รู้สินะ ว่ารุ่นพี่ที่โดนแกซ้อมจนเข้าโรงพยาบาลเมื่อปีก่อน ตอนนี้ได้งานที่บริษัทบลูสกาย บริษัทท็อปของเมืองเจียงไห่กันหมดแล้ว เงินเดือนเกือบแสนหยวนเชียวนะโว้ย!"
"หวังซ่าน นายพูดความจริงต่อหน้ามันแบบนี้ เดี๋ยวผักในรถมันก็เหี่ยวหมดหรอก!" จางเล่ยเคอผสมโรง ตบหน้าหวังซ่านเบาๆ อย่างชอบใจ
"จางเล่ยเคอ หวังซ่าน พวกนาย..." หลินอวี่หานทนไม่ไหว ตวาดเสียงเขียว
"ฮ่าๆๆๆ คุณชายจางพูดถูกใจว่ะ ชนชั้นล่างก็ควรไสหัวไปขับรถส่งของซะ!"
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังระงมไปทั่ว ซูเป่ยสัมผัสได้ถึงความดูถูกเหยียดหยามจากสายตาทุกคู่ แต่มันด้านชาไปนานแล้ว
ที่สำคัญ...
เวลาที่ระบบแจ้งเตือนว่าวันสิ้นโลกจะมาถึง เหลือไม่ถึงห้านาทีแล้ว
รอไม่ได้แล้ว
ซูเป่ยจ้องหน้าจางเล่ยเคอ เอ่ยเสียงเย็น
"สรุปคือจะไม่ถอยใช่ไหม?"
"เหอะ! ตลกตายล่ะ!" จางเล่ยเคอถ่มน้ำลายลงพื้นแทบเท้าซูเป่ย "ที่นี่มหาวิทยาลัยเจียงไห่! ฉันเป็นนักศึกษา ส่วนแกไม่ใช่! จะให้แลมโบกินีหลีกทางให้รถบ้านบุโรทั่งเนี่ยนะ? ฝันไปเถอะ!"
"วันนี้แกทำฉันอารมณ์เสีย ถือว่าซวยซ้ำซวยซ้อนก็แล้วกัน ฉันให้แกเลือกสองทาง หนึ่ง... ขับรถถอยหลังกลับไปทางเดิม..."
จางเล่ยเคอขยับแว่น แสยะยิ้ม
"สอง... ขับรถแกเหยียบแลมโบกินีของฉันข้ามไปเลยสิ"
สิ้นคำท้า เสียงปรบมือโห่ร้องก็ดังสนั่น
"วู้ฮู้! คุณชายจางใจป๋าโคตร!"
"ใช่ๆ ไม่ดูสารรูปตัวเองเล้ย กล้ามาเบ่งใส่คุณชายจาง รถเขาคันนึงซื้อรถแกได้เป็นร้อยคันมั้ง!"
"ไอ้ขี้แพ้ รีบมุดหัวหนีไปซะ!"
คำด่าทอเสียดแทงหู แต่สีหน้าซูเป่ยกลับราบเรียบไร้ระลอกคลื่น
"พูดเองนะ"
ทิ้งคำพูดไว้เพียงเท่านั้น ซูเป่ยหมุนตัวกลับ แววตาฉายประกายอำมหิตวูบหนึ่ง
"แค่แลมโบกินีกระจอกๆ คิดจะมาขวางทางฉัน"
"มาดูกันสิว่ารถแกจะแข็ง หรือดวงแกจะแข็งกว่ากัน!"
ทันใดนั้น ท่ามกลางสายตาประชาชี ซูเป่ยถอยรถบ้านยักษ์ออกไปช้าๆ
"เชอะ นึกว่าจะแน่ สุดท้ายก็ต้องม้วนหาง..." จางเล่ยเคอถ่มน้ำลายซ้ำอย่างได้ใจ
หลินอวี่หานทนดูไม่ไหวตะโกนไล่ "จางเล่ยเคอ นายมันเกินไปแล้ว ถนนไม่ใช่ของบ้านนายนะ รีบไปถอยรถเดี๋ยวนี้!"
"อวี่หาน ผมอุตส่าห์ให้โอกาสมันแล้วนะ มันไม่กล้าเอง ถ้ามันแน่จริงกล้าเหยียบรถผม ผมจะยอมกราบ..."
บรื้นนน———
โครม!!!
ยังไม่ทันสิ้นเสียงเย้ยหยัน ทุกสายตาต้องเบิกโพลงด้วยความตระหนก เมื่อรถบ้านคันยักษ์ที่ถอยไปตั้งหลักสิบเมตร พุ่งทะยานเข้าชนแลมโบกินีกลางถนนเข้าอย่างจัง!
ไม่ถึงสิบวินาที
รถบ้านที่ไม่ระคายผิวแม้แต่น้อยก็แล่นฉิวจากไป ทิ้งซากแลมโบกินีคันใหม่เอี่ยมที่บัดนี้กลายเป็นเศษเหล็กบุบขยี้อัดก็อปปี้อยู่กับพุ่มไม้ข้างทาง
"ไอ้สารเลวเอ๊ย! ฉันจะฟ้องพ่อ! แจ้งตำรวจ! โทรบอกยามสกัดมันไว้! ฉันจะเอามันเข้าคุก!"
"เร็วเข้า! โทรหาพี่หน้าบาก! ให้ดักมันที่หน้าประตูมหาลัย กระทืบมันให้ตาย!"
เห็นรถสุดที่รักสภาพดูไม่ได้ จางเล่ยเคอก็เต้นผางๆ เป็นเจ้าเข้า กัดฟันกรอดด้วยความแค้น สั่งลูกน้องไล่ตามรถซูเป่ยไปติดๆ
"ซูเป่ย... เปลี่ยนไปเยอะเลยนะ..."
หลินอวี่หานมองตามท้ายรถบ้านที่พุ่งทะยานออกไป พลางเอามือป้องปากด้วยความตกตะลึง
ในขณะเดียวกัน หลินอวี่หานก็นึกถึงประโยคนั้นของซูเป่ยขึ้นมา...
มันหมายความว่าอะไรกันแน่?
[จบแล้ว]