- หน้าแรก
- สมรภูมิระดับโลก ผมมีระบบสุ่มการ์ดไร้ขีดจำกัด
- บทที่ 21 สถานการณ์ตึงเครียด
บทที่ 21 สถานการณ์ตึงเครียด
บทที่ 21 สถานการณ์ตึงเครียด
บทที่ 21 สถานการณ์ตึงเครียด
【ชื่อ: หลินฉวิน】
【เลเวล: 5 (0/1200)】
【พละกำลัง: 12】
【ความว่องไว: 10】
【ร่างกาย: 13】
【พลังจิต: 6/20】
【คำแนะนำ: ค่ามาตรฐานของมนุษย์ปกติในข้อมูลข้างต้นทั้งหมดคือ 10】
【พรสวรรค์: ความสามารถสุ่มการ์ด】
【จำนวนการสุ่มการ์ดปัจจุบันคงเหลือ: 0】
ในที่สุดค่าความว่องไวของหลินฉวินก็แตะระดับ 10 ซึ่งเท่ากับค่ามาตรฐานของมนุษย์ทั่วไปเสียที
แต่สิ่งที่ทำให้เขาตื่นเต้นยิ่งกว่าคือ ค่าร่างกายของเขาในครั้งนี้กลับเพิ่มขึ้นถึงสองแต้ม!
ด้วยค่าร่างกายสองแต้มที่เพิ่มขึ้นนี้ เขาจะสามารถระเบิดหัวคู่ต่อสู้ที่มีค่าร่างกายสูงถึง 26 แต้มได้แล้ว
นั่นคือสูงกว่าค่ามาตรฐานมนุษย์ถึง 2.6 เท่า!
ด้วยค่าสถานะที่สูงลิ่วขนาดนี้ หากต้องเผชิญหน้ากับพวกบากาตัน การจัดการกับพวกมันคงกลายเป็นเรื่องง่ายเหมือนปอกกล้วย
ดวงตาของหลินฉวินสั่นระริกด้วยความตื่นเต้น เขาเดินลงมาจากอาคาร 2 แล้วกลมกลืนเข้าไปในกลุ่มผู้รอดชีวิตที่เพิ่งเข้ามาในหมู่บ้าน
ทหารสองหมู่ที่มาใหม่สังกัดกองพลยานเกราะที่ 6 เช่นเดียวกัน พวกเขาคุ้มกันผู้รอดชีวิตกลุ่มใหญ่รวมกว่าสองร้อยชีวิต ซึ่งการดูแลคนจำนวนมากขนาดนี้เองคือสาเหตุที่ทำให้ตกเป็นเป้าโจมตีของพวกบากาตันได้ง่าย
คนเหล่านี้ส่วนใหญ่ถูกช่วยมาระหว่างทาง
หลินฉวินมองเห็นความสิ้นหวังจากใบหน้าที่หมองคล้ำ ไร้ชีวิตชีวา ไม่ต่างจากร่างไร้วิญญาณที่เดินได้
เนื่องจากหมู่บ้านหลงเฉิงตี้จิ่งตั้งอยู่เกือบชายขอบเมืองโม๋ตู จึงยังไม่ถูกโจมตีอย่างหนักหน่วงนัก
ต่างจากผู้รอดชีวิตกลุ่มนี้ที่หนีมาจากพื้นที่อื่นซึ่งถูกกวาดล้างจนพินาศ หลายคนต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไปตลอดกาล
ผู้คนกว่าสองร้อยชีวิตที่รวมตัวกันแทบไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา ความวังเวงและอาการชาชินที่สัมผัสได้นั้นรุนแรงยิ่งกว่าที่หมู่บ้านหลงเฉิงตี้จิ่งเสียอีก
มันคือภาพสะท้อนแห่งความโศกเศร้าในวันสิ้นโลกที่ชัดเจนที่สุด
ถึงแม้ว่ากองพลยานเกราะที่ 6 ได้มารวมตัวกัน แต่ทั้งสามหมู่ต่างเหลือกำลังพลไม่เท่าไหร่ เมื่อนับรวมกันแล้วเหลือเพียงยี่สิบกว่านายเท่านั้น
ซึ่งต้องแบกรับภาระปกป้องผู้รอดชีวิตมากกว่าสี่ร้อยคน พวกเขาจึงจำต้องทำตามแผนเดิม คือการรวบรวมผู้รอดชีวิตไว้ในอาคารเพียงไม่กี่ตึกเพื่อให้ง่ายต่อการคุ้มครอง
เมื่อมองจากสีหน้าของเหล่าทหาร ก็พอจะเดาได้ว่าสถานการณ์ภายนอกคงเลวร้ายเกินกว่าจะรับมือ
ในตอนนั้นเอง ฟ่านเหวินฉวนได้นำคนวิ่งกรูเข้ามาจากด้านหน้าเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการต้อนรับและจัดสรรที่พักให้แก่ผู้รอดชีวิตกลุ่มนี้
แม้จะไม่มีตำแหน่งอย่างเป็นทางการ แต่ก็ดูเหมือนฟ่านเหวินฉวนจะกลายเป็นผู้นำแห่งนี้ไปเสียแล้ว เขาเริ่มมีชื่อเสียงและอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ จากการพยายามตีสนิทกับพวกทหาร
อีกทั้งยังมียอดฝีมืออย่างหลี่ซิงเหอคอยหนุนหลัง พร้อมด้วยกลุ่มผู้คนที่คอยตามรับใช้ ทำให้บารมีของฟ่านเหวินฉวนพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
หลินฉวินกวาดสายตามองไปรอบๆ เขาต้องการหาใครสักคนเพื่อถามไถ่สถานการณ์โลกภายนอกในตอนนี้
ตัวเลขนับถอยหลังในดวงตากำลังจะสิ้นสุดลง เมื่อถึงตอนนั้นหลินฉวินสังหรณ์ใจว่าสถานการณ์คงจะเลวร้ายลงยิ่งกว่าเดิม
เขาอาจจะอยู่ในหมู่บ้านหลงเฉิงตี้จิ่งแห่งนี้อีกไม่นาน เพราะในที่สุดเขาก็ต้องเข้าร่วมกับสมรภูมิใจกลางนครโม๋ตูอยู่ดี ดังนั้นการรู้สถานการณ์ล่วงหน้าไว้ก่อนย่อมเป็นเรื่องที่ได้เปรียบ
ดูเหมือนฝั่งทหารที่กำลังวุ่นวายจะจงใจปกปิดข้อมูลบางอย่างไว้ หลินฉวินจึงตัดสินใจมองหาใครสักคนในกลุ่มผู้รอดชีวิตที่มาใหม่เพื่อสอบถามแทน
แต่สิ่งที่เขาคาดไม่ถึงคือ กลับมีคนเป็นฝ่ายเดินเข้ามาทักเขาเสียก่อน
มีใครบางคนตบหลังเขาเบาๆ พร้อมเอ่ยด้วยความดีใจว่า "หลินฉวิน? พี่หลิน เป็นพี่จริงๆ ด้วย!"
หลินฉวินหันกลับไป และพบกับชายหนุ่มอายุยี่สิบต้นๆ คนหนึ่ง ความทรงจำของร่างเดิมแล่นผ่านเข้ามาในหัว...
"นายคือ... หลี่เจี๋ย?"
สายตาของหลินฉวินเลื่อนไปมองหญิงสาวสวยที่อยู่ด้านหลังหลี่เจี๋ย ก่อนที่สีหน้าจะเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม "ผู้จัดการเฉียน?"
ทั้งสองคนที่ปรากฏตัวต่อหน้าหลินฉวิน คืออดีตเพื่อนร่วมงานก่อนที่เรื่องราวทั้งหมดจะเริ่มขึ้น
หลี่เจี๋ย คือเพื่อนสนิทในบริษัทของหลินฉวิน เขาเป็นคนร่าเริงและกระตือรือร้น เพิ่งเรียนจบและเริ่มทำงานได้เพียงปีเศษ ส่วนอีกคนคือ เฉียนอิ๋งอิ๋ง ผู้จัดการแผนกซึ่งเป็นหัวหน้าโดยตรงของพวกเขาทั้งคู่
อาจเป็นเพราะความทรงจำของร่างเดิม ทำให้หลินฉวินรู้สึกคุ้นเคยเมื่อเห็นพวกเขา โดยเฉพาะหลี่เจี๋ยที่เคยเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันมาก่อน หลินฉวินรู้สึกถึงความอบอุ่นและมิตรภาพที่หวนคืนมา
ในยามที่เกิดหายนะครั้งยิ่งใหญ่เช่นนี้ ไม่มีอะไรน่ายินดีไปกว่าการได้เห็นคนรู้จักยังมีชีวิตอยู่
หลี่เจี๋ยโผเข้ากอดหลินฉวินเต็มแรง "พี่! พี่ไม่รู้หรอกว่าตอนที่ผมรู้ว่ามาถึงหมู่บ้านของพี่ ผมตื่นเต้นแค่ไหน ผมกลัวแทบตายว่าพี่จะ... แต่พี่รอดมาได้จริงๆ ดีจังเลยพี่!"
น้ำเสียงของเขาบริสุทธิ์ใจจนสัมผัสได้ว่าไม่มีการเสแสร้งแม้แต่น้อย
แต่หลินฉวินมองที่มือของคนทั้งคู่ด้วยความงุนงง หลี่เจี๋ยและเฉียนอิ๋งอิ๋งกำลังกุมมือกันอยู่
หลี่เจี๋ยหัวเราะแหะๆ พลางเกาหัว "คือ... พี่ครับ ตอนนี้ผู้จัดการเฉียนเป็นแฟนผมแล้ว"
หลินฉวินถึงกับยืนอึ้ง พูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ
เฉียนอิ๋งอิ๋งเป็นผู้หญิงที่สวย อีกทั้งยังเป็นหัวหน้าของพวกเขา เธอเคยเป็นคนที่พวกเขาต่างทั้งรักทั้งเกลียดในเวลาเดียวกัน
หลินฉวินจำได้แม่นว่าหลี่เจี๋ยเคยประกาศกร้าวว่าจะจีบผู้จัดการเฉียนมาเป็นแฟนให้ได้ เพื่อที่พวกตนจะได้มีชีวิตการทำงานที่สบายขึ้นบ้าง ไม่คิดเลยว่าหมอนี่จะทำสำเร็จจริงๆ
หลี่เจี๋ยยังคงเป็นคนพูดเก่งเหมือนเดิม เมื่อเจอหน้าหลินฉวินเขาก็เล่าด้วยความตื่นเต้นว่า "พี่ พี่ไม่รู้หรอกว่าพวกเราเจออะไรมาบ้าง"
"ข้างนอกนั่นบ้าไปหมดแล้ว ไอ้พวกชาวบากาตันนั่นน่ะ พวกมันมีสิ่งที่เรียกว่าผู้ใช้พลังจิตด้วยนะพี่ มันฆ่าคนตายได้โดยไม่กะพริบตาเลยด้วยซ้ำ เก่งกว่าพวกเราที่เพิ่งตื่นรู้พรสวรรค์อีก..."
"ผู้ใช้พลังจิต? มันคืออะไร" สำหรับหลินฉวิน นี่คือข้อมูลใหม่ที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน
"ผมก็ไม่รู้แน่ชัดหรอกพี่ ไม่เคยเห็นกับตาเหมือนกัน แต่เขาว่ากันว่าเป็นชาวบากาตันระดับสูง มีสถานะสูงมากในเผ่าพันธุ์ของพวกมัน"
"อารมณ์เหมือนพวกจอมเวทในเกมที่เราเคยเล่นกันนั่นแหละ"
"สรุปง่ายๆ คือ เป็นตัวพิเศษอะไรทำนองนั้น ต่อให้เป็นกองทัพของเรา ถ้าพวกเขาไม่มีอาวุธอะไรหนักๆ ก็ต้องหนีกระเจิงเหมือนกัน..."
คำบอกเล่าของหลี่เจี๋ยทำให้หัวใจของหลินฉวินสั่นไหวเล็กน้อย
เขานึกถึงภาพเมื่อวันก่อนที่เห็นสิ่งมีชีวิตคล้ายพวกบากาตันบินอยู่เหนือฟากฟ้าเมืองโม๋ตู…
พวกบากาตันก็ไม่ต่างจากมนุษย์ พวกมันคืออารยธรรมที่เข้าร่วมในมหาสงครามครั้งนี้ สามารถเลื่อนระดับและใช้แต้มผลงานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถได้เช่นกัน
ในหมู่พวกมันย่อมต้องมีระดับยอดฝีมืออยู่ด้วย
ยอดฝีมือที่สามารถต้านทานกองทัพได้ทั้งกองทัพ!
หลินฉวินสูดลมหายใจลึกและถามต่อว่า "แล้วสถานการณ์ข้างนอกเป็นยังไงบ้าง? ระหว่างกองทัพเรากับพวกบากาตัน ฝั่งไหนเป็นฝ่ายได้เปรียบ? แล้วเรื่องกำลังเสริมล่ะ มาถึงหรือยัง?"
"ฝั่งไหนได้เปรียบผมก็ไม่แน่ใจครับพี่ แต่ข้างนอกนั่น โดยเฉพาะแถวใจกลางเมือง ตอนนี้เต็มไปด้วยชาวบากาตันระดับหัวกะทิ"
"ว่ากันว่าที่นั่นมีแต่ศพมนุษย์เกลื่อนไปหมด ส่วนเรื่องกำลังเสริม ลืมไปได้เลยครับพี่ พวกเขาไม่มีทางมาถึงหรอก!"
หลี่เจี๋ยที่มาจากข้างนอกย่อมรู้ข้อมูลเชิงลึกมาไม่น้อย เขาเอ่ยเสียงเบาลง "ไอ้พวกชาวบากาตันพวกนี้มันเคลื่อนพลล่วงหน้าทำให้โม๋ตูถูกปิดตายไปแล้ว"
"คนนอกเข้าไม่ได้ คนในออกไม่ได้ จะไปมีกำลังเสริมมาจากไหน?"
"ทางรอดตอนนี้มีแค่... ไม่พวกมันฆ่าเราจนหมด ก็ต้องเป็นเราที่กวาดล้างพวกมันให้สิ้นซาก หรือไม่ก็ต้องรอให้มหาสงครามระดับโลกเปิดฉากอย่างเต็มตัว ถึงตอนนั้นค่อยมาลุ้นกันว่าจะมีตัวแปรอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นบ้าง..."
ข้อมูลที่หลี่เจี๋ยพ่นออกมา แทบไม่ต่างจากสิ่งที่หลินฉวินเคยได้ยินมาก่อนหน้านี้เลย
หัวใจของเขาดิ่งวูบ "นี่คือเรื่องจริงงั้นหรือ?"
"จริงสิครับ ทหารคนแรกที่ช่วยพวกเราตอนหนีมาเป็นคนหลุดปากบอกผมเอง...แต่พี่เหยียบไว้เลยนะ เพราะเป็นพี่ผมถึงยอมบอก"
หลี่เจี๋ยกดเสียงต่ำ "ตอนนี้กองทัพกำลังสั่งปิดข่าวเงียบ ใครขืนป่าวประกาศออกไปจนเกิดความโกลาหลล่ะก็... มีหวังได้เกิดเรื่องใหญ่แน่" พูดจบหลี่เจี๋ยก็ชี้ขึ้นไปบนฟ้า
หลินฉวินเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังนั้นในทันที ในเมื่อคนในโม๋ตูออกไปไม่ได้ และกำลังเสริมจากภายนอกเข้าไม่ได้ นั่นหมายความว่าขุมกำลังในโม๋ตูมีเพียงหยิบมือเท่าที่มีอยู่ตรงหน้า
แต่รอยแยกบนท้องฟ้ายังคงเปิดกว้าง ซึ่งหมายความว่ากองทัพบากาตันสามารถหลั่งไหลเข้ามาได้เรื่อยๆ อย่างไม่จำกัด
เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ต่อให้ตอนนี้มนุษย์จะเป็นฝ่ายได้เปรียบ สุดท้ายแล้วจุดจบของโม๋ตูก็พอจะมองออกได้อย่างชัดเจน
ชาวบากาตันสามารถใช้จำนวนที่มากกว่ามหาศาล บดขยี้โม๋ตูให้จมลงดินได้ไม่ยาก!
ในตอนนี้ การดิ้นรนของมนุษย์ในโม๋ตูจึงไม่ต่างอะไรจากเฮือกสุดท้ายก่อนสิ้นลมหายใจ
"พวกมัน... มีขุมกำลังของทั้งอารยธรรมหนุนหลัง ต่อให้พวกมันจะแยกกำลังไปโจมตีเมืองอื่นด้วยก็ตาม แต่พวกเราที่นี่... มีเพียงกำลังจากเมืองนี้เพียงเมืองเดียวเท่านั้นที่สู้กับพวกมัน..."
ความตื่นเต้นจากการล่าที่เพิ่งประสบความสำเร็จของหลินฉวินมลายหายไปราวกับถูกน้ำป่าซัด
สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือความหนาวเหน็บที่กัดกินลึกไปถึงขั้วหัวใจ... ราวกับจุดจบถูกกำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว
เว้นเสียแต่ว่า... จะเกิดปาฏิหาริย์ที่พลิกผันโชคชะตา
หรือ... จะมีใครบางคนที่ก้าวข้ามขีดจำกัด จนมีพลังเพียงพอจะต่อกรกับอารยธรรมบากาตันได้ด้วยตัวคนเดียว!