- หน้าแรก
- มิติเพาะปลูกระดับเทพ
- ตอนที่ 39 สร้างความตกตะลึงแก่ทุกคน
ตอนที่ 39 สร้างความตกตะลึงแก่ทุกคน
ตอนที่ 39 สร้างความตกตะลึงแก่ทุกคน
ตอนที่ 39 สร้างความตกตะลึงแก่ทุกคน
"นี่..." ยายเฒ่าอู๋รู้สึกลังเลใจ ทว่าเมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของเย่เทียน นางจึงจำใจต้องส่ง 'กระบี่อสรพิษวิญญาณ' ให้เขาไป
"ลูกเอ๋ย!" หวังซือสวมกอดเย่เทียนด้วยความเป็นห่วง น้ำตาไหลรินอาบแก้ม "จำไว้ให้ดีนะ! ต้องกลับมาให้ได้อย่างปลอดภัยล่ะ"
"ใช่แล้ว! ท่านพี่! ข้ายังรอไปเข้าเรียนที่สำนักศึกษาตระกูลม่อพร้อมกับท่านอยู่นะ!" เย่เชี่ยนเชี่ยนเอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย
"พูดจาอัปมงคลอะไรกันเนี่ย?" เย่เทียนยื่นมือไปลูบหัวเย่เชี่ยนเชี่ยนอย่างเอ็นดู ก่อนจะส่ายหน้าอย่างจนใจ "วางใจเถอะ ข้าไม่เคยทำอะไรโดยที่ไม่มีความมั่นใจหรอก"
"ท่านพี่..." เย่เชี่ยนเชี่ยนกระทืบเท้าด้วยความไม่เชื่อ
"นายน้อย เอาอย่างนี้ดีกว่า... ข้าไปกับท่านด้วย!" ท่านลุงอิ๋งอาสาด้วยสีหน้าจริงจัง
"ไม่ต้อง!" เย่เทียนส่ายหน้าปฏิเสธ "ท่านลุงอิ๋ง แค่คอยคุ้มกันท่านแม่ก็พอแล้ว! อ้อ... แล้วก็อย่าปล่อยให้เหลยเทียนเป้าหนีไปได้ล่ะ!"
"นี่... ก็ได้!"
ท่านลุงอิ๋งพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้
พูดตามตรง มันรู้สึกเข็ดขยาดกับหุ่นเชิดจักรกลพวกนี้ไปแล้ว ต่อให้ต้องตามเย่เทียนไปร่วมสู้ด้วย มันก็คงได้แต่สู้แบบหลับหูหลับตาชน เพราะมันไม่รู้วิธีรับมือที่แท้จริงเลย
ตึง~~~!
ตึง~~~!
เสียงฝีเท้าของหุ่นเชิดจักรกลทั้งสิบเก้าตัวดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ราวกับเสียงมัจจุราชมาเยือน
"พวกท่านกลับเข้าไปข้างในเถอะ!" เย่เทียนโบกมือไล่คนในตระกูลเย่ที่อยู่หน้าประตู ก่อนจะใช้วิชาเคลื่อนที่พริบตาในมิติหายวับไปจากตรงนั้น และปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งที่ด้านหลังหุ่นเชิดจักรกลตัวหนึ่งในระยะห่างเพียงห้าเมตรแทบจะในเวลาเดียวกัน
เคร้ง!
ประกายไฟสว่างวาบ
'กระบี่อสรพิษวิญญาณ' ในมือ แทงทะลุข้อเข่าของหุ่นเชิดจักรกลตัวนั้นอย่างแม่นยำ ทันทีที่ชักกระบี่ออก ร่างของเขาก็หายวับเข้าไปในมิติดินดำอันโกลาหล
ส่วนหุ่นเชิดจักรกลที่ถูกแทงเข้าที่ข้อเข่า จู่ๆ มันก็ชะงักงันราวกับไร้วิญญาณ ก่อนจะพังทลายลงกลายเป็นชิ้นส่วนโลหะร่วงหล่นเกลื่อนกลาดบนพื้นดิน
เหตุการณ์เมื่อครู่ หากจะเล่าก็คงต้องใช้เวลา ทว่าความจริงแล้วมันเกิดขึ้นและจบลงภายในเสี้ยววินาทีเท่านั้น
"เป็นไปได้อย่างไร?"
ยายเฒ่าอู๋เบิกตากว้าง ร้องอุทานด้วยความตกใจเมื่อเห็นภาพนั้น
"นั่นสิ! ล้มหุ่นเชิดจักรกลได้ในดาบเดียวงั้นรึ?" ท่านลุงอิ๋งยืนอึ้งเป็นไก่ตาแตก
ต้าเถียชุย หวังซือ และเย่เชี่ยนเชี่ยน ต่างพากันขยี้ตาตัวเองแทบไม่เชื่อสายตา
ในสายตาพวกเขา หุ่นเชิดจักรกลที่แข็งแกร่งดุจปีศาจเหล่านี้ ไม่มีทางถูกเย่เทียนโค่นล้มได้ง่ายๆ เช่นนี้แน่
เหลยเทียนเป้าที่นั่งอยู่บนพยัคฆ์ศึกแผงคอ ก็ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง "นี่... ไอ้เด็กเย่เทียนนี่ มันเป็นคนหรือปีศาจกันแน่? เด็กเมื่อวานซืนที่มีพลังแค่ระดับอาณาเขตขั้นต้น กลับสามารถใช้กระบี่เดียวล้มหุ่นเชิดจักรกลระดับกฎเกณฑ์ขั้นต้นได้อย่างนั้นรึ?"
"บัดซบ! บัดซบเอ๊ย! ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ดีแน่!" เหลยเทียนเป้าเริ่มลุกลี้ลุกลน เมื่อเห็นว่าคนของตระกูลเย่ไม่มีใครจับตามองมันอยู่ มันจึงรีบตบก้นพยัคฆ์ศึกแผงคออย่างแรง หันหลังเตรียมจะเผ่นหนี
มันรู้ตัวดีว่า ต่อให้มันไม่อยู่ที่หน้าประตูคฤหาสน์ตระกูลเย่แล้ว หุ่นเชิดจักรกลที่เหลืออีกสิบแปดตัวก็จะยังคงไล่ล่าฆ่าฟันคนตระกูลเย่ต่อไปอย่างไม่ลดละ จนกว่าจะหมดเวลาอัญเชิญหนึ่งวัน
ทว่าพยัคฆ์ศึกแผงคอเพิ่งจะหันหัวกลับ
ฟุ่บ~~~!
ท่านลุงอิ๋งก็ถือดาบศึกมาปรากฏกายขวางหน้ามันไว้ นัยน์ตาแผ่ซ่านด้วยรังสีอำมหิตอันเข้มข้น "เหลยเทียนเป้า! ...คิดจะหนีเอาป่านนี้ มันไม่สายไปหน่อยรึ?"
"อิ๋งอีเตา... เจ้า... เจ้าฆ่าข้าไม่ได้หรอก และเจ้าก็ไม่กล้าฆ่าข้าด้วย อย่าลืมสิว่า ข้าคือนายกเทศมนตรีเมืองหรงเหยียนเชียวนะ!!" เหลยเทียนเป้าตวาดขู่ด้วยความหวาดกลัว
ในขณะเดียวกัน มันก็หันไปมองทางหุ่นเชิดจักรกลด้วยความสงสัย ว่าเหตุใดหุ่นเชิดจักรกลพวกนี้ถึงไม่ยอมมาช่วยมัน?
ทว่าวินาทีต่อมา มันก็ต้องยืนอึ้ง
ที่แท้ ไม่ใช่ว่าหุ่นเชิดจักรกลไม่ยอมมาช่วยมัน ทว่าเมื่อใดที่มีหุ่นเชิดจักรกลทำท่าจะเดินมาทางมัน เย่เทียนก็จะปรากฏกายขึ้นด้วยความเร็วที่เหนือชั้นประดุจภูตผี
เพียงกระบี่เดียว... กระบี่เดียวเท่านั้น! หุ่นเชิดจักรกลตัวนั้นก็จะพังทลายกลายเป็นกองเศษเหล็กกองอยู่บนพื้น
ส่วนเย่เทียน...
ก็หายวับไปอย่างไร้ร่องรอยโดยไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ เลย!
ก่อนจะปรากฏกายขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อจัดการหุ่นเชิดจักรกลตัวที่เหลือ
ภายในเวลาชั่วพริบตาที่มันกำลังต่อปากต่อคำกับท่านลุงอิ๋ง ก็มีหุ่นเชิดจักรกลถูกกำจัดไปถึงเจ็ดตัวแล้ว และตอนนี้เหลือหุ่นเชิดจักรกลรอดชีวิตเพียงสิบเอ็ดตัวเท่านั้น
"ไอ้เด็กเย่เทียนนี่ มันปีศาจชัดๆ!" เมื่อดึงสติกลับมาได้ เหลยเทียนเป้าก็เหงื่อแตกพลั่ก ในตอนนี้ มันมีเพียงความคิดเดียวในหัว นั่นคือ 'หนี'!
ทว่าเมื่อมีท่านลุงอิ๋งผู้ครอบครองอาณาเขตแห่งความเร็วมาขวางหน้าอยู่ มันจะหนีไปได้อย่างไร?
โฮก~~~!
ในยามคับขัน เหลยเทียนเป้าก็ตัดสินใจงัดไม้ตายสุดท้ายออกมาใช้ มันเปิดใช้อาณาเขตคลุ้มคลั่งจำแลงกาย ร่างกายขยายใหญ่ขึ้นกลายเป็นเสือดาวสองหัวลายพาดกลอน กระโจนเข้าใส่ท่านลุงอิ๋งที่ขวางทางอยู่ และต่อสู้พัวพันกันอุตลุด
ทว่ายามนี้ ท่านลุงอิ๋งสวมกำไลต้นกำเนิดอยู่ พลังฝีมือจึงพุ่งสูงถึงระดับกฎเกณฑ์ขั้นสูงสุด ซึ่งเหนือกว่าเหลยเทียนเป้าอยู่หลายขุม
ต่อให้มันงัดไม้ตายก้นหีบออกมาใช้ ก็ยังไม่ใช่คู่มือของท่านลุงอิ๋งอยู่ดี ทำได้เพียงเป็นกระสอบทรายให้ท่านลุงอิ๋งซ้อมอยู่ฝ่ายเดียว
เวลานี้...
คิดจะหนี
ก็ไม่มีทางให้หนี
คิดจะสู้
ก็สู้ไม่ได้ เพราะพลังฝีมือมันต่างกันเกินไป
จนถึงบัดนี้ เหลยเทียนเป้าถึงเพิ่งจะตระหนักได้ว่า การที่มันทุ่มเทแรงกายแรงใจคิดจะแย่งชิงสมบัติของตระกูลเย่นั้น มันช่างเป็นเรื่องตลกที่น่าสมเพชเพียงใด
รากฐานของตระกูลเย่...
สำหรับมันแล้ว ช่างน่าสะพรึงกลัวเกินไปจริงๆ
โดยเฉพาะพลังฝีมือของเย่เทียน ที่ทำเอามันถึงกับต้องทบทวนความรู้เกี่ยวกับมนุษย์เสียใหม่ เด็กหนุ่มที่เพิ่งมีพลังแค่ระดับอาณาเขตขั้นต้น กลับสามารถจัดการหุ่นเชิดจักรกลระดับกฎเกณฑ์ยี่สิบตัวได้อย่างง่ายดาย
นี่มันจะบ้าบอคอแตกเกินไปแล้ว!
ทางด้านเย่เทียน เมื่อจำนวนหุ่นเชิดจักรกลลดน้อยลง ความเร็วในการลงมือของเขาก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้น เพียงแค่ไม่ถึงสิบวินาที เขาก็จัดการเปลี่ยนหุ่นเชิดจักรกลทั้งหมดให้กลายเป็นกองเศษเหล็กได้สำเร็จ
เมื่อเห็นว่าท่านลุงอิ๋งยังคงพัวพันอยู่กับเหลยเทียนเป้า เย่เทียนก็ใช้วิชาเคลื่อนที่พริบตาในมิติติดต่อกันสองครั้ง เพื่อไปโผล่ที่ด้านหลังของเหลยเทียนเป้าอย่างเงียบเชียบ
เคร้ง!
'กระบี่อสรพิษวิญญาณ' ในมือ แทงเข้าที่ขาหลังของเสือดาวสองหัวลายพาดกลอนที่เหลยเทียนเป้าจำแลงมาอย่างไม่ลังเล
ทว่าสิ่งที่เหนือความคาดหมายก็คือ
'กระบี่อสรพิษวิญญาณ' กลับถูกสะท้อนกลับมาอย่างแรง ทำได้เพียงแค่สร้างรอยถลอกเล็กๆ บนผิวหนังของมันเท่านั้น
ฟุ่บ~~~!
เหลยเทียนเป้าฉวยโอกาสนั้นกระโจนตัวลอยขึ้นสูงสิบกว่าเมตร ไปเกาะอยู่บนหลังคาบ้านเรือนของชาวบ้าน หมายจะหลบหนี
ท่านลุงอิ๋งและเย่เทียนมีหรือจะยอมปล่อยมันไป ทั้งสองรีบกระโจนตามไปติดๆ
เหลยเทียนเป้ารู้สึกสิ้นหวัง มันหันกลับมาตะโกนใส่เย่เทียนขณะวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน "เจ้าจะไล่ต้อนข้าให้จนตรอกเลยหรือไง?"
"คำถามนี้ข้าควรจะเป็นคนถามเจ้ามากกว่านะ ตอนที่เจ้านำคนแห่มาที่คฤหาสน์ตระกูลเย่ เจ้าไม่คิดบ้างหรือว่าจะต้องพบจุดจบเช่นนี้?" เย่เทียนแค่นเสียงเย็น ก่อนจะใช้วิชาเคลื่อนที่พริบตาติดๆ กันถึงห้าครั้ง พุ่งไปดักหน้าเหลยเทียนเป้าได้สำเร็จ
ทว่าการใช้วิชาติดต่อกันหลายครั้ง ก็ทำให้พลังต้นกำเนิดของเขาเหือดแห้งไปจนหมดสิ้นเช่นกัน
แต่ยามนี้เมื่อเขาดักหน้าเหลยเทียนเป้าไว้ได้ ประกอบกับมีท่านลุงอิ๋งคอยสนับสนุน เย่เทียนก็รู้ดีว่าเหลยเทียนเป้าที่จนตรอกย่อมไม่มีทางรอดไปได้แน่
โฮก~~~!
เสือดาวสองหัวลายพาดกลอนที่เหลยเทียนเป้าจำแลงกายมา หมอบลงกับพื้นหอบหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อย "เย่เทียน อิ๋งอีเตา! พวกเจ้าไม่กล้าฆ่าข้าหรอก พวกเจ้ารู้ไหมว่าผลของการฆ่าข้าคืออะไร?"
"หึ! ทำไมข้าจะไม่กล้า ส่วนผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรข้าก็ไม่อยากรู้ด้วย!" เย่เทียนชู 'กระบี่อสรพิษวิญญาณ' ขึ้นสูง รังสีอำมหิตเปล่งประกายในดวงตา "ไปตายซะเถอะ! เหลยเทียนเป้า ข้าจะให้เจ้าชดใช้กรรมที่ก่อไว้ในวันนี้อย่างสาสม!"
"ไม่!" เหลยเทียนเป้าหลับตาลงด้วยความสิ้นหวังเมื่อเห็นว่าไม่มีทางหนีรอดได้อีกต่อไป