- หน้าแรก
- มิติเพาะปลูกระดับเทพ
- ตอนที่ 31 ข้ออ้างอันชอบธรรม
ตอนที่ 31 ข้ออ้างอันชอบธรรม
ตอนที่ 31 ข้ออ้างอันชอบธรรม
ตอนที่ 31 ข้ออ้างอันชอบธรรม
"นั่นสิขอรับ! ทว่าเสียงโวยวายนั่น ดูเหมือนจะดังใกล้คฤหาสน์ตระกูลเย่ของเราเข้ามาทุกทีแล้วนะขอรับ?" เย่เทียนสังหรณ์ใจว่ากำลังจะมีเรื่องร้ายเกิดขึ้น
หวังซือปลอบใจ "ลูกอย่าคิดมากไปเลย ตอนนี้ต้าเถียชุยกับท่านลุงอิ๋งบาดแผลหายดีแล้ว แม่เชื่อว่าพวกเขาคงจัดการเรื่องนี้ได้"
"นั่นก็จริงขอรับ!" เย่เทียนแย้มยิ้ม
ในตอนนี้ ต้าเถียชุยกับท่านลุงอิ๋งได้บรรลุถึงระดับกฎเกณฑ์ขั้นต้นแล้ว นับว่าเป็นยอดฝีมือระดับแนวหน้าของเมืองหรงเหยียนเลยก็ว่าได้ หากมีใครหน้ามืดตามัวกล้ามาก่อความวุ่นวายที่คฤหาสน์ตระกูลเย่ พวกมันย่อมไม่ได้กลับไปดีๆ แน่
ทว่าความคิดนั้นเพิ่งจะผุดขึ้นมา รอยยิ้มบนใบหน้าของเย่เทียนก็พลันแข็งค้าง
เพราะเขาเหลือบไปเห็นเงาดำสายหนึ่งปรากฏกายขึ้นบริเวณหน้าประตูคฤหาสน์ตระกูลเย่ เนื่องจากคฤหาสน์ตระกูลเย่ไม่ได้เปิดค่ายกลสังหารเทพเพื่อประหยัดหินวิญญาณ เงาดำสายนั่นจึงสามารถกระโดดข้ามกำแพงคฤหาสน์ที่สูงถึงห้าเมตรเข้ามาได้อย่างง่ายดาย
"แย่แล้ว!" หวังซือที่สังเกตเห็นเช่นกัน ก็ร้องอุทานด้วยความตกใจ "มีนักฆ่าลอบเข้ามา!"
"ท่านแม่ อย่าเพิ่งตื่นตระหนกไปเลยขอรับ ข้าเชื่อว่าเดี๋ยวต้าเถียชุยกับท่านลุงอิ๋งคงเข้ามาจัดการเรื่องนี้แน่!" เย่เทียนกล่าวอย่างเยือกเย็น "ทว่าตอนนี้น้องสาวอยู่ที่ไหนขอรับ? ข้าเป็นห่วงความปลอดภัยของนางยิ่งนัก"
"ตามแม่มา เชี่ยนเชี่ยนกำลังกินข้าวอยู่!" หวังซือเร่งฝีเท้าเดินตรงไปยังห้องโถงใหญ่
เย่เทียนเดินตามไปติดๆ
ทว่ายังไม่ทันจะถึงห้องโถงใหญ่ บ่าวรับใช้ร่างอ้วนผู้หนึ่งก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาขวางหน้าหวังซือ "ฮูหยิน ฮูหยิน! แย่แล้วขอรับ เหลยเทียนเป้าพาคนหลายร้อยคนมาปิดล้อมประตูคฤหาสน์เราไว้ แล้วตะโกนให้พวกเราส่งตัวหัวขโมยที่ลอบสังหารเศรษฐีจงออกมาขอรับ!"
เศรษฐีจง เป็นพ่อค้าขายศัสตราลี้ลับ มีชื่อจริงว่า จงคุน เขามีทรัพย์สินมหาศาล และเป็นเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองหรงเหยียน
พอหวังซือได้ยินว่าจงคุนถูกฆ่าตาย นางก็ตกใจจนสะดุ้ง "เหลยเทียนเป้ามันบ้าไปแล้วหรือ ถึงได้มารื้อค้นหาตัวหัวขโมยที่ฆ่าเศรษฐีจงในคฤหาสน์ตระกูลเย่ของเราเนี่ย?"
"นั่นสิขอรับ! ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี!" เย่เทียนเองก็ไม่เข้าใจเช่นกัน
ทว่าจู่ๆ เขาก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ "ท่านแม่ ข้าว่าเรื่องนี้ต้องเป็นแผนการชั่วร้ายของมันแน่ๆ หากข้าเดาไม่ผิด ชายชุดดำที่เพิ่งแอบหนีเข้ามาในคฤหาสน์ของเราเมื่อครู่นี้ ก็คือหัวขโมยที่เหลยเทียนเป้าพูดถึงนั่นแหละ!"
บ่าวร่างอ้วนรีบพยักหน้ารับ "ถูกต้องแล้วขอรับนายน้อย! ตามที่เหลยเทียนเป้ากล่าวอ้าง พวกมันไล่ตามหัวขโมยออกมาจากบ้านเศรษฐีจงจนมาถึงคฤหาสน์ตระกูลเย่ของเรา แล้วจู่ๆ หัวขโมยก็หายตัวไป พวกมันจึงต้องการบุกเข้ามาตรวจค้นในคฤหาสน์ ซ้ำยังใส่ร้ายฮูหยินว่าสมรู้ร่วมคิดกับหัวขโมยอีกด้วยขอรับ"
"อะไรนะ? เหลยเทียนเป้ามันช่างหน้าไม่อายจริงๆ!" หวังซือโกรธจัดจนกัดฟันกรอดเมื่อได้ยินเช่นนั้น
เย่เทียนเอ่ยปลอบ "ท่านแม่ใจเย็นก่อนขอรับ การที่เหลยเทียนเป้าทำเช่นนี้ ก็เพราะตั้งใจจะหาเรื่องคฤหาสน์ตระกูลเย่ของเราอยู่แล้ว พวกเราออกไปเผชิญหน้ากับมันที่หน้าประตูกันเถอะ"
"ตกลง!" หวังซือพยักหน้ารับ
เพิ่งจะเดินไปได้สองก้าว เย่เทียนก็หยุดชะงัก "ท่านแม่ ยิ่งคิดข้าก็ยิ่งรู้สึกว่าเรื่องนี้มันทะแม่งๆ นะขอรับ หากเหลยเทียนเป้าแค่ใช้เรื่องจับหัวขโมยเป็นข้ออ้างเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ แล้วส่งคนเข้ามาลักพาตัวเชี่ยนเชี่ยนไปล่ะจะทำอย่างไร? ตอนนี้นางเป็นเป้าหมายสำคัญเสียด้วย!"
"จริงด้วย!" หวังซือรีบเห็นด้วย "เช่นนั้นเจ้าไปหาเชี่ยนเชี่ยนที่ห้องโถงใหญ่เถอะ แม่จะออกไปรับหน้าเหลยเทียนเป้าเอง เสร็จแล้วพวกเราค่อยไปรวมตัวกันที่หน้าประตู หากเจอท่านยายอู๋ ก็บอกนางด้วยล่ะ"
"ขอรับ!" เย่เทียนกระโดดตัวลอย พุ่งทะยานมุ่งหน้าไปยังห้องโถงใหญ่อย่างรวดเร็ว
ทว่าผิดคาด เย่เชี่ยนเชี่ยนไม่ได้เป็นอะไรเลย นางกำลังนั่งจิบโจ๊กอย่างสบายใจเฉิบอยู่ริมหน้าต่างห้องโถงใหญ่
เย่เทียนถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาปรี่เข้าไปคว้าข้อมือของเย่เชี่ยนเชี่ยน แล้วลากนางให้วิ่งตามไปยังประตูใหญ่คฤหาสน์ทันที
"ท่านพี่! เป็นอะไรไปเนี่ย? โจ๊กข้ายังกินไม่หมดเลยนะ?" เย่เชี่ยนเชี่ยนร้องโวยวายด้วยความขัดใจ
เย่เทียนหยุดเดิน หันกลับมาเอ็ด "น้องพี่ เหลยเทียนเป้าพาคนหลายร้อยคนมาปิดล้อมประตูคฤหาสน์ตระกูลเย่ของเราแล้วนะ เจ้ายังมีกะจิตกะใจมากินโจ๊กอีกรึ? ไป! ตามข้าไปหาท่านแม่เถอะ เจ้าอยู่คนเดียวในห้องโถงใหญ่มันอันตราย"
"หา?" เย่เชี่ยนเชี่ยนตกใจ "ท่านพี่! เหลยเทียนเป้ามีสิทธิ์อะไรมาปิดล้อมคฤหาสน์ของเรา?"
"เดี๋ยวไปถึงหน้าประตูก็รู้เองแหละน่า!" เย่เทียนส่ายหน้าอย่างจนใจ "จะถามอะไรให้มากความนักนะ?"
"ก็จริงของท่านพี่!" เย่เชี่ยนเชี่ยนรีบเร่งฝีเท้าเดินตามหลังเย่เทียนไป
ณ บริเวณประตูใหญ่คฤหาสน์ตระกูลเย่
เย่เทียนและเย่เชี่ยนเชี่ยนแหวกทางผ่านกลุ่มองครักษ์นับสิบคน เข้าไปยืนเคียงข้างหวังซือ
เมื่อเห็นฝูงชนมืดฟ้ามัวดินที่ยืนอยู่เบื้องหลังเหลยเทียนเป้า สองพี่น้องก็ถึงกับสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ
ในฝูงชนเหล่านั้น มียอดฝีมือระดับอาณาเขตหลายสิบคน และยังมีกลิ่นอายของยอดฝีมือระดับกฎเกณฑ์ปะปนอยู่อีกหลายสาย
การจัดกระบวนทัพของเหลยเทียนเป้าในคราวนี้ ไม่ใช่แค่การมาขอตรวจค้นธรรมดาเสียแล้ว ทว่ามันจงใจจะใช้กำลังเข้าบดขยี้คฤหาสน์ตระกูลเย่ให้ราบเป็นหน้ากลองต่างหาก
"พวกเจ้ามาแล้วรึ!" หวังซือถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นเย่เทียนพาเย่เชี่ยนเชี่ยนมาถึงอย่างปลอดภัย
"ขอรับ!" เย่เทียนพยักหน้ารับ
ส่วนเย่เชี่ยนเชี่ยนก็รีบหลบไปอยู่ด้านหลังเย่เทียนด้วยความหวาดกลัว
"ฮูหยิน!"
ยายเฒ่าอู๋พร้อมด้วยองครักษ์หลายสิบคน ก็รุดมาถึงหน้าประตูในเวลาไล่เลี่ยกัน
เมื่อเห็นเหลยเทียนเป้าขี่พยัคฆ์ศึกแผงคอ ยืนจ้องมองคฤหาสน์ตระกูลเย่ด้วยสีหน้ามืดทะมึน นางก็หันไปถามท่านลุงอิ๋งที่ยืนอยู่ข้างๆ ทันที "นี่มันเรื่องอะไรกัน?"
"อย่าให้พูดเลย เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน มีหัวขโมยลอบเข้าไปในบ้านเศรษฐีจง ไม่เพียงแต่ขโมย 'กระบี่มังกรเงิน' ศัสตราลี้ลับระดับสี่อันล้ำค่าไป ทว่ามันยังลงมือสังหารเศรษฐีจงอีกด้วย!" ท่านลุงอิ๋งส่ายหน้าอย่างจนใจ "ส่วนเหลยเทียนเป้าที่รับแจ้งเหตุก็นำคนไล่ตามหัวขโมยนั่นมาจนถึงคฤหาสน์ตระกูลเย่ของเรา แล้วคนของเขาก็อ้างว่าเห็นหัวขโมยหนีเข้ามาในคฤหาสน์ของเรา มันจึงยืนกรานจะบุกเข้ามาตรวจค้นให้ได้ นี่ถ้าไม่ได้ข้ากับต้าเถียชุยขวางไว้ ป่านนี้พวกมันคงบุกเข้ามานานแล้ว"
"โอ้... มีเรื่องเช่นนี้ด้วยรึ?" เมื่อเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด ดวงตาของยายเฒ่าอู๋ก็ฉายแวววาวโรจน์ด้วยจิตสังหาร "ต่อให้หัวขโมยนั่นจะหนีเข้ามาในคฤหาสน์ตระกูลเย่จริงๆ แล้วอย่างไร? เหลยเทียนเป้ามีสิทธิ์อะไรมาตรวจค้นคฤหาสน์ของเรา?"
"ท่านยายอู๋ ท่านไปโวยวายกับข้าก็ไร้ประโยชน์" ท่านลุงอิ๋งกล่าวอย่างหัวเสีย "ประเด็นคือตอนนี้เหลยเทียนเป้าปักใจเชื่อไปแล้วว่าหัวขโมยหนีเข้ามาในคฤหาสน์ของเรา ซ้ำยังกล่าวหาว่าพวกเราเป็นพวกเดียวกับหัวขโมยอีก ในฐานะนายกเทศมนตรี มันย่อมมีข้ออ้างอันชอบธรรมที่จะบุกเข้ามาตรวจค้นคฤหาสน์ตระกูลเย่ได้อย่างแน่นอน!"
"มันกล้าดียังไง!" ยายเฒ่าอู๋ตวาดเสียงต่ำ
ท่านลุงอิ๋งส่ายหน้า "จะกล้าหรือไม่ข้าก็ไม่อาจรู้ได้ ทว่าข้ารู้เพียงว่าคราวนี้เหลยเทียนเป้าเตรียมการมาอย่างดี พวกเราคงต้องระวังตัวให้จงหนักแล้ว"
"อืม!" ยายเฒ่าอู๋เดินตรงเข้าไปหาหวังซือ
นางอยากรู้ว่าฮูหยินจะมีความเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้
และในตอนนั้นเอง เหลยเทียนเป้าที่นั่งอยู่บนหลังพยัคฆ์ศึกแผงคอก็เอ่ยปากขึ้น มันชี้หน้าหวังซือแล้วถามว่า "ฮูหยินเย่ ท่านจะปกป้องหัวขโมยที่สังหารเศรษฐีจง แล้วยืนกรานไม่ให้ข้าเข้าไปตรวจค้นในคฤหาสน์ตระกูลเย่จริงๆ งั้นรึ?"
"หึ! ข้ากับเศรษฐีจงไม่ได้มีความแค้นเคืองต่อกัน เหตุใดข้าต้องปกป้องหัวขโมยนั่นด้วย?" หวังซือแค่นเสียงหัวเราะหยัน "เหลยเทียนเป้า ท่านอย่ามาใช้ตำแหน่งนายกเทศมนตรีมาข่มขู่ข้าเลย คนอื่นอาจจะกลัวท่าน ทว่าข้า หวังซือ ผู้บริสุทธิ์ใจ ย่อมไม่กลัวท่าน หากคิดจะนำคนบุกเข้ามาตรวจค้นในคฤหาสน์ตระกูลเย่ล่ะก็ ฝันไปเถอะ"
"งั้นรึ? ในเมื่อท่านบริสุทธิ์ใจ แล้วเหตุใดถึงไม่ยอมให้ข้าเข้าไปตรวจค้นล่ะ?" เหลยเทียนเป้าแสยะยิ้มอย่างชั่วร้าย "หรือว่าท่านสมรู้ร่วมคิดกับหัวขโมยนั่น แล้วบงการให้มันไปปล้นชิง 'กระบี่มังกรเงิน' ศัสตราลี้ลับระดับสี่มาจากเศรษฐีจงกันแน่?"
"ท่านมันตดเหม็นชัดๆ!" เย่เทียนอดไม่ได้ที่จะชี้หน้าด่าเหลยเทียนเป้า "หากมีหัวขโมยหนีเข้าไปในคฤหาสน์ตระกูลเหลยของท่าน นั่นก็หมายความว่าท่านเป็นคนบงการงั้นสิ?"
"ใช่แล้ว! ใช่แล้ว! อย่ามาใส่ร้ายตระกูลเย่ของเราส่งเดชนะ!" เย่เชี่ยนเชี่ยนกำหมัดแน่น พลางเอ่ยสมทบด้วยความโกรธ