เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 26 นกขมิ้นอยู่หลัง

ตอนที่ 26 นกขมิ้นอยู่หลัง

ตอนที่ 26 นกขมิ้นอยู่หลัง


ตอนที่ 26 นกขมิ้นอยู่หลัง

เหลยเทียนเป้ายกจอกชาขึ้นจิบพลางแสยะยิ้ม จู่ๆ มันก็ปรบมือขึ้นมา

พรึ่บ~~~!

บุรุษชุดดำสวมไอ้โม่งหัวโตผู้หนึ่งปรากฏกายขึ้นกลางห้องรับรองแขก "ท่านผู้นำ มีสิ่งใดให้รับใช้หรือขอรับ?"

"เจ้าจงสะกดรอยตามเย่เป้าจวินไป หากมันสังหารหวังซือกับคนอื่นๆ หมดแล้ว เจ้าก็จงส่งเย่เป้าจวินไป..." เหลยเทียนเป้าทำท่าปาดคอ

"ขอรับ!" บุรุษชุดดำสวมไอ้โม่งกลายร่างเป็นกลุ่มหมอกสีดำ แล้วอันตรธานหายไปทันที

เหลยเทียนเป้าหัวเราะอย่างชั่วร้าย "ฮ่าๆ... ละครฉากเด็ดกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว หากหวังซือกับเย่เทียนรู้ตัวว่าต้องตายด้วยน้ำมือของคนตระกูลเย่ด้วยกันเอง พวกมันจะรู้สึกเช่นไรนะ?"

"แต่ถ้าหากเย่เป้าจวินสามารถสังหารหวังซือและเย่เทียนได้สำเร็จจริงๆ ต่อให้ตาเฒ่าหวังเมิ่งคิดจะเอาความ เกรงว่าก็คงสาวมาไม่ถึงตัวข้าหรอก ฮ่าๆๆ... นี่แหละที่เรียกว่าคนคำนวณมิสู้ฟ้าลิขิต!"

……

หวังซือพาเย่เทียน ยายเฒ่าอู๋ และเย่เสี่ยว เดินออกมาจากคฤหาสน์ตระกูลเหลยได้ไม่ทันไร ระหว่างทางกลับบังเอิญสวนทางกับเหลยรั่วซีและโจวจื้อเฉียงเข้า

พอทั้งสองเห็นเย่เทียนเดินออกมาจากคฤหาสน์ตระกูลเหลย ก็หันมามองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ

เหลยรั่วซีในชุดกระโปรงสีขาวบริสุทธิ์ เชิดหน้าขึ้นมองเย่เทียนด้วยสายตาเย่อหยิ่ง "เจ้ามาทำอะไรที่คฤหาสน์ของข้า? วันนั้นที่โรงเตี๊ยมชาหมิงหย่า ข้าก็พูดชัดเจนแล้วไม่ใช่รึ ว่าระหว่างเราสองคนมันเป็นไปไม่ได้"

"นั่นสิ! แค่คนชั้นต่ำที่เบิกได้แค่พรสวรรค์ระดับธรรมดาอย่างเจ้า ยังกล้ามาตามตอแยรั่วซีอีกหรือ?" โจวจื้อเฉียงลูบสิวบนใบหน้า พลางเอ่ยสมทบด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม

"งั้นรึ?" เย่เทียนที่ได้ยินถ้อยคำถากถาง กลับไม่ได้มีท่าทีโกรธเคืองแม้แต่น้อย เขายิ้มบางๆ แล้วหันไปมองโจวจื้อเฉียง "ฟังจากที่เจ้าพูดมา ราวกับว่าคนที่เบิกพรสวรรค์ระดับสูงได้เช่นเจ้า จะคู่ควรกับคนที่มีพรสวรรค์ระดับหายากอย่างเหลยรั่วซียังงั้นแหละ"

ในสายตาของเขา เหลยรั่วซีนั้นเย่อหยิ่งจองหองนัก เกรงว่าแม้แต่อัจฉริยะผู้มีอาณาเขตระดับหายาก นางก็คงไม่ชายตาแล แล้วประสาอะไรกับโจวจื้อเฉียงเล่า

"เจ้า!" โจวจื้อเฉียงคาดไม่ถึงว่าเย่เทียนจะเยือกเย็นถึงเพียงนี้ ซ้ำยังยอกย้อนกลับมาเสียจนมันพูดไม่ออกไปชั่วขณะ

เหลยรั่วซีเอ่ยขึ้น "เอาล่ะ! พอได้แล้ว! เลิกเถียงกันเสียที ทำแบบนี้แล้วมันได้อะไรขึ้นมา? เย่เทียน! หากเจ้ายังพอมีจิตสำนึกอยู่บ้าง ก็รีบไสหัวไปเสียเถอะ!"

"ได้! ข้าไป!" เย่เทียนไม่อยากจะลดตัวลงไปต่อล้อต่อเถียงด้วย เขาจับมือมารดาไว้แน่น แล้วเชิดหน้าก้าวอาดๆ ออกจากบริเวณนั้นไป

ยายเฒ่าอู๋ที่เดินตามหลังมา ปรายตามองเหลยรั่วซีด้วยสายตาเย้ยหยัน ก่อนจะรีบก้าวตามไปติดๆ

พอเดินพ้นอาณาเขตคฤหาสน์ตระกูลเหลย

หวังซือก็ยกมือขึ้นประคองใบหน้าหล่อเหลาของเย่เทียนด้วยความเจ็บปวดใจ "ลูกเอ๋ย เมื่อครู่นี้คำพูดของเหลยรั่วซีคงทำให้เจ้าเจ็บช้ำน้ำใจมากสินะ?"

"ไม่เลยขอรับ!" เย่เทียนคลี่ยิ้มบาง เผยให้เห็นฟันขาวเรียงตัวสวย

สำหรับเขาที่รู้ธาตุแท้ของเหลยรั่วซีเป็นอย่างดีแล้ว ต่อให้นางเป็นฝ่ายมาขอหลับนอนด้วย เขาก็คงไม่เอา แล้วจะมาเสียใจไปเพื่ออันใดกัน

ยายเฒ่าอู๋ถอนหายใจ "ฮูหยิน ท่านไม่ต้องไปเสียดายแทนนายน้อยหรอก วันนี้เหลยรั่วซีกล้าพูดจาถากถางนายน้อยถึงเพียงนี้ สักวันหนึ่งนางจะได้รู้ซึ้งถึงคำว่า 'เสียใจ' อย่างแน่นอน"

"อืม!" หวังซือพยักหน้าเห็นด้วย

เย่เสี่ยวกล่าวขึ้น "ฮูหยิน เลิกพูดเรื่องไร้สาระพวกนี้เถอะ! ในเมื่อตอนนี้เหลยเทียนเป้าไม่ยอมยื่นมือเข้ามาช่วยจัดการกับเย่เป้าจวิน แล้วพวกเราจะทำเช่นไรต่อไปดี?"

"กลับไปค่อยว่ากัน!" หวังซือถอนหายใจยาวอย่างจนใจ ก่อนจะเดินนำหน้ามุ่งสู่คฤหาสน์ตระกูลเย่

เย่เทียนรู้ดีว่ามารดากำลังกลัดกลุ้มใจ จึงรีบเดินเข้าไปควงแขน แล้วชวนคุยเรื่องสนุกๆ เพื่อให้คลายเครียด

ทว่าเมื่อเดินห่างจากคฤหาสน์ตระกูลเหลยมาได้ราวๆ หนึ่งกิโลเมตร จู่ๆ เย่เทียนก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติเบื้องหลัง ราวกับว่ามียอดฝีมือผู้หนึ่งกำลังเร้นกายสะกดรอยตามเขาอยู่

ความรู้สึกเช่นนี้ หากเป็นเมื่อก่อนตอนที่ยังไม่เข้าถึงแก่นแท้ของอาณาเขตมิติ เขาย่อมไม่อาจสัมผัสได้เลย

"ลูกเอ๋ย เจ้าเป็นอะไรไป?" หวังซือสังเกตเห็นสีหน้าของเย่เทียนที่เปลี่ยนไป จึงรีบถามด้วยความเป็นห่วง

เย่เทียนแสร้งทำเป็นก้มลงปัดฝุ่นที่รองเท้าหนังหนังสัตว์ พลางเหลือบมองสภาพแวดล้อมเบื้องหลังแวบหนึ่ง ก่อนจะกระซิบเสียงแผ่ว "ท่านแม่ พวกเรากำลังถูกยอดฝีมือระดับกฎเกณฑ์เป็นอย่างต่ำสะกดรอยตามอยู่ขอรับ ต่อจากนี้ไปคงต้องระวังตัวให้มากแล้ว"

"อะไรนะ!" หวังซือใจหายวาบ กำลังจะหันกลับไปมอง ทว่าเย่เทียนกลับห้ามเอาไว้เสียก่อน

เย่เทียนลดเสียงลงอีก "ท่านแม่ ห้ามหันกลับไปมองเด็ดขาด ยอดฝีมือผู้นี้ร้อยทั้งร้อยต้องเป็นคนที่เหลยเทียนเป้าส่งมาแน่ หากมันรู้ว่าพวกเรารู้ตัวแล้วล่ะก็ คงไม่ใช่เรื่องสนุกแน่"

"แล้วลูก... มีแผนรับมืออย่างไร?" หวังซือสูดหายใจลึก พยายามข่มจังหวะการเต้นของหัวใจให้ช้าลง

เย่เทียนเอ่ย "ท่านแม่เห็นป่าละเมาะที่อยู่ห่างออกไปราวๆ หนึ่งกิโลเมตรนั่นไหม พวกเราสี่คนจะไปดักซุ่มโจมตีอยู่ที่นั่น ตีหัวยอดฝีมือที่ตามมาให้สลบไปก่อนค่อยว่ากัน"

"นี่... ตามที่เจ้าบอก ยอดฝีมือผู้นี้อยู่ในระดับกฎเกณฑ์เชียวนะ ลำพังแค่พวกเราสี่คน จะตีหัวมันให้สลบได้เชียวรึ?" หวังซือถามอย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก

"ก็น่าจะได้แหละมั้งขอรับ..." เย่เทียนเกาหัว กำลังจะแอบชำเลืองมองยอดฝีมือที่ตามมาเบื้องหลังอีกครั้ง ทว่าจู่ๆ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปราวกับเห็นผี ยืนนิ่งงันพูดอะไรไม่ออก

"เป็นอะไรไปอีกรึ?"

หวังซือกระตุกแขนเย่เทียนเบาๆ

เย่เทียนได้สติกลับมา รีบกระซิบข้างหูมารดา "คนที่ตามพวกเรามาคือเย่เป้าจวินที่กำลังเร้นกายอยู่ ซ้ำยังมีสัตว์อสูรดาบพิฆาตของมันด้วย คราวนี้พวกเราแย่แน่แล้ว ดีไม่ดีตาเฒ่านี่คงกะจะสังหารพวกเราทิ้งกลางทางก่อนถึงคฤหาสน์ตระกูลเย่เป็นแน่!"

"หา... เจ้าแน่ใจรึ?" หวังซือถึงกับตัวสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัว

ด้วยพลังระดับกฎเกณฑ์ขั้นสูงสุดของเย่เป้าจวิน การจะลอบสังหารพวกเขาทั้งสี่คนกลางทาง คงง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ ทว่าเคราะห์ดีที่พวกเขารู้ตัวเสียก่อน หากสู้ไม่ไหว อย่างน้อยก็ยังพอมีโอกาสหนีรอดไปได้

เย่เทียนเอ่ย "ท่านแม่ เวลานี้ท่านจงเชื่อที่ข้าพูดเถิด! ท่านจงหาวิธีบอกเรื่องที่ข้าเห็นให้ยายเฒ่าอู๋รู้โดยไม่ให้มีพิรุธที ตอนนี้... คับขันมาถึงตัวแล้ว มีแต่ต้องสู้ตายเท่านั้น"

"ได้!" หวังซือขยิบตาให้ยายเฒ่าอู๋ที่เดินอยู่ข้างๆ ก่อนจะใช้ปลายเท้าเขียนคำว่า 'เย่เป้าจวิน' ลงบนพื้น

เมื่อเห็นว่ายายเฒ่าอู๋เข้าใจความหมายแล้ว นางก็รีบใช้เท้าลบรอยอักษรทิ้ง แล้วเดินนำหน้ามุ่งสู่คฤหาสน์ตระกูลเย่ต่อไป

เย่เทียนเดินตามไปติดๆ

ในตอนนั้นเอง ยายเฒ่าอู๋ก็ใช้เคล็ดวิชาถ่ายทอดเสียงทางจิตบอกเย่เทียน "นายน้อย ท่านจับสัมผัสได้ถึงตัวเย่เป้าจวินที่ตามหลังพวกเรามาได้อย่างไร? ขนาดข้ายังไม่รู้สึกตัวเลย"

ระดับพลังของเย่เทียนในตอนนี้ยังไม่สามารถใช้เคล็ดวิชาถ่ายทอดเสียงทางจิตได้ เขาจึงจำต้องชะลอฝีเท้าลงเพื่อเดินตีคู่ไปกับยายเฒ่าอู๋ ก่อนจะแสร้งตอบไปว่า "อาณาเขตมิติดินดำอันโกลาหลที่ข้าปลุกขึ้นมาได้ แม้จะเป็นเพียงพรสวรรค์ระดับธรรมดา ทว่ากลับมีประสาทสัมผัสที่เฉียบคมอย่างยิ่งในการตรวจจับยอดฝีมือที่เร้นกายอยู่ในมิติ ท่านยาย เย่เป้าจวินกำลังซุ่มอยู่ข้างต้นสาลี่ศักดิ์สิทธิ์ ห่างจากพวกเราไปด้านหลังราวๆ ห้าร้อยเมตร ส่วนสัตว์อสูรดาบพิฆาตอยู่ห่างจากพวกเราเพียงสองร้อยเมตรเท่านั้น"

ระยะห่างเพียงเท่านี้ หากเย่เป้าจวินและสัตว์อสูรดาบพิฆาตคิดจะลงมือ ก็คงใช้เวลาเพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น

"ข้าเข้าใจแล้ว!" ยายเฒ่าอู๋พยักหน้าด้วยความประหลาดใจเมื่อได้ฟัง "นายน้อยไม่ต้องกลัว ตอนนี้พวกเรายังอยู่ใกล้คฤหาสน์ตระกูลเหลย เย่เป้าจวินคงไม่กล้าผลีผลามทำอะไรแน่ ข้าเดาว่ามันคงรอลงมือตอนที่พวกเราไปถึงป่าละเมาะข้างหน้ามากกว่า ทว่าในเมื่อท่านรู้ตำแหน่งซ่อนตัวของมันแล้ว งานนี้ใครจะอยู่ใครจะไปก็ยังไม่แน่หรอก"

"ท่านยายมั่นใจรึ?" เย่เทียนชะงักไปเล็กน้อย

"แน่นอนสิ นายน้อย! ท่านคงยังไม่รู้กระมัง ว่าแท้จริงแล้วพลังฝีมือของข้าอยู่ในระดับกฎเกณฑ์ขั้นกลางเชียวนะ?" ยายเฒ่าอู๋กะพริบตาอย่างมีเลศนัย ก่อนจะหุบปากฉับ แล้วรีบเร่งฝีเท้าตามหวังซือที่เดินนำอยู่ข้างหน้าไป

จบบทที่ ตอนที่ 26 นกขมิ้นอยู่หลัง

คัดลอกลิงก์แล้ว