- หน้าแรก
- มิติเพาะปลูกระดับเทพ
- ตอนที่ 21 ภัยแฝง
ตอนที่ 21 ภัยแฝง
ตอนที่ 21 ภัยแฝง
ตอนที่ 21 ภัยแฝง
ภายในโถงรับรอง
กำลังมีงานเลี้ยงอาหารค่ำ
หวังซือในชุดกระโปรงสีชมพู ถือจอกสุราคริสตัลใสกระจ่าง เดินแย้มยิ้มทักทายคนในตระกูลเย่นับร้อยที่กำลังร่วมโต๊ะอาหารกันอย่างเนืองแน่น
"เย่เทียน!" เมื่อนางเห็นเย่เทียนปรากฏตัวที่หน้าประตูโถงรับรอง ก็รีบยุติการสนทนากับผู้อาวุโสในตระกูลท่านหนึ่ง แล้วตรงรี่เข้าไปหาเขาทันที "เจ้ากินข้าวเย็นหรือยัง? หากยังก็รีบหาที่นั่งแล้วกินพร้อมกับทุกคนเสียสิ"
"ข้าไม่หิวหรอกขอรับ!" เย่เทียนมองภาพความครึกครื้นในโถงรับรองด้วยความฉงน ก่อนจะลดเสียงลงกระซิบ "ท่านแม่ คนพวกนี้ยังไม่กลับกันอีกหรือ?"
แม้นครอบครัวของเขาจะเป็นผู้นำตระกูลเย่ ทว่าการต้องรับรองอาหารและเครื่องดื่มให้คนนับร้อย ย่อมเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่น้อยๆ เลย
"จบงานเลี้ยงพวกเขาก็กลับกันแล้วล่ะ เรื่องของเย่ป๋ายก็เคลียร์จบแล้ว พวกเขาได้ขอขมาลาโทษแม่เรียบร้อยแล้ว" หวังซือยิ้มบางๆ "เจ้าไม่ต้องคิดมากหรอก"
"แล้วเรื่องที่เย่ป๋ายมาก่อกวนเมื่อเช้า ได้บอกความจริงไหมว่าใครเป็นผู้บงการ?" เย่เทียนถามขึ้นลอยๆ
ในความคิดของเขา แม้เย่ป๋ายจะเป็นคนตระกูลเย่ที่ไม่อาจใช้การทรมานรีดเค้นความจริงหรือทำเหมือนศัตรูได้ แต่เรื่องเมื่อเช้านี้จำต้องสะสางให้ชัดเจน
"ชู่ว... เจ้าเบาเสียงหน่อย" หวังซือดึงเย่เทียนไปที่มุมลับตาคน กวาดสายตามองรอบด้านอย่างระแวดระวัง "เรื่องเมื่อเช้า เห็นได้ชัดว่าเย่เป้าจวินเป็นผู้บงการ ต่อให้แม่ถามเย่ป๋ายจนยอมรับความจริง แล้วมันจะมีประโยชน์อันใด ในสถานการณ์ตอนนี้ ความสามัคคีของคนในตระกูลเย่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด เจ้าเข้าใจหรือไม่?"
หากไม่สามัคคีกัน ตระกูลโจวกับตระกูลเหลยต้องฉวยโอกาสแทรกแซงแน่ ซึ่งนี่คือสิ่งที่นางไม่ปรารถนาที่สุด
"ไม่เข้าใจขอรับ!" เย่เทียนกลับส่ายหน้า "ในมุมมองของข้า การที่ท่านแม่ไม่ลงโทษเพื่อหลาบจำเรื่องเมื่อเช้า ซ้ำยังมาเลี้ยงต้อนรับเย่ป๋ายกับบิดาเช่นนี้ มันคือการปล่อยปละละเลยชัดๆ"
เมื่อไม่มีกฎเกณฑ์ ย่อมไม่มีระเบียบ
ในตระกูลเย่ เย่เทียนก็คิดว่าควรใช้หลักการเดียวกัน
"เอาล่ะ เจ้ามันก็แค่เด็กเมื่อวานซืน จะไปรู้อะไร?" หวังซือถลึงตาใส่เย่เทียน "หากไม่หิวก็ไปอาบน้ำเข้านอนซะ แม่ยังต้องยุ่งอีกเยอะ! อ้อ จริงสิ! ช่วยปลูกโอสถคืนชีพใหญ่ให้แม่สักร้อยเม็ดด้วยนะ ประเดี๋ยวแม่จะได้เอาไปแจกจ่ายให้คนในตระกูลเย่ที่มาร่วมงานเลี้ยง!"
"ตั้งร้อยเม็ดเลยหรือขอรับ?" เย่เทียนตกตะลึง
โอสถคืนชีพใหญ่หนึ่งเม็ดตามราคาตอนนี้คือหนึ่งหมื่นเหรียญทอง หากเป็นร้อยเม็ด ก็ปาเข้าไปหนึ่งล้านเหรียญทองเชียวนะ
หวังซือถอนหายใจอย่างจนใจ "แม่ก็ไม่มีทางเลือกนี่นา คนในตระกูลเย่พอรู้ว่าเจ้าหลอมโอสถได้ ก็อยากจะเรียนกันถ้วนหน้า เพื่อเป็นการปัดสวะ แม่เลยต้องใช้โอสถคืนชีพใหญ่เป็นข้ออ้างเพื่อส่งพวกเขาให้พ้นๆ ไป"
"หึหึ... ท่านแม่! ข้าขอนับถือท่านจริงๆ หากการหลอมโอสถมันเรียนกันง่ายๆ ขนาดนั้น แล้วตระกูลโจวจะผูกขาดการขายโอสถในเมืองหรงเหยียนมาเป็นร้อยๆ ปีได้อย่างไร?" เย่เทียนยิ้มขื่น "โอสถร้อยเม็ดให้ไม่ได้หรอก หากท่านแม่เชื่อใจข้า เรื่องต่อจากนี้ปล่อยให้ข้าจัดการเองเถิด"
"เจ้าเนี่ยนะ?" หวังซือสงสัย
ขนาดยังหมดปัญญา แล้วเย่เทียนจะมีวิธีอะไร?
เย่เทียนไม่ตอบตรงๆ แต่กลับถามว่า "ตั้งแต่ร้านค้าตระกูลเย่ของเราเปิดทำการ ท่านแม่เคยนับหรือไม่ว่าเราขายโอสถคืนชีพใหญ่ไปแล้วกี่เม็ด?"
"เรื่องนี้... ยังไม่ได้นับเลย"
หวังซือส่ายหน้า
นางรู้เพียงว่า การขายโอสถนั้นกำไรงามมาก เพียงแค่ไม่ถึงสองวัน ก็กวาดรายได้ไปแล้วเกือบสามล้านเหรียญทอง
เย่เทียนกล่าว "นักปรุงโอสถล้วนมีขีดจำกัดในการหลอมโอสถต่อวัน ยิ่งเป็นโอสถคืนชีพใหญ่ระดับสองขึ้นไป โอกาสหลอมสำเร็จยิ่งต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ท่านแม่ไม่รู้เรื่องพวกนี้เลยหรือขอรับ? ขืนท่านแจกจ่ายโอสถคืนชีพใหญ่เป็นผักปลาแบบนี้ ท่านเคยคิดถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาบ้างหรือไม่? ท่านเคยห่วงความปลอดภัยของข้าบ้างไหม?"
หวังซือใจหายวาบ เหงื่อเย็นผุดเต็มแผ่นหลัง
พูดกันตามตรง
นางคิดแต่จะรีบสะสางปัญหาของตระกูลเย่ให้จบๆ ไป โดยไม่ได้คิดหน้าคิดหลังให้รอบคอบเลย
เย่เทียนพูดถูก หากความสะเพร่าของนาง ทำให้ความลับเรื่องอาณาเขตมิติดินดำอันโกลาหลถูกเปิดโปง คงได้ไม่คุ้มเสียเป็นแน่
"จริงสิ ท่านแม่คงยังไม่ได้ตกปากรับคำจะให้โอสถคืนชีพใหญ่หนึ่งร้อยเม็ดแก่คนในตระกูลไปใช่ไหมขอรับ?" เย่เทียนเห็นมารดาตระหนักถึงความร้ายแรงของปัญหาแล้ว ก็แย้มยิ้ม "หากยังไม่ได้ให้สัญญาก็ดีไป เอาอย่างนี้สิ! ประเดี๋ยวท่านแม่เข้าไปประกาศเลยว่า ข้ายินดีจะสอนวิชาปรุงโอสถให้คนในตระกูลเย่ ทว่ามีเงื่อนไขหนึ่งข้อ"
"เงื่อนไขอันใดรึ?"
หวังซือใคร่รู้ กลั้นหายใจรอฟัง
เย่เทียนอธิบาย "ต้องเป็นชายหนุ่มหรือหญิงสาวอายุไม่เกินสิบหกปีเท่านั้น หากเกินกว่านี้ข้าไม่รับ และ... พลังยุทธ์ต้องอยู่ในระดับอาณาเขตขั้นต้น ที่สำคัญที่สุดคือ ต้องปลุกอาณาเขตธาตุไฟได้ และต้องเชี่ยวชาญเรื่องสมุนไพรเป็นอย่างดี"
ที่เย่เทียนตั้งเงื่อนไขอาณาเขตธาตุไฟ ก็เพราะมันช่วยส่งเสริมการหลอมโอสถได้เป็นอย่างดี
ความจริงแล้ว ในทวีปต้นกำเนิด เงื่อนไขแรกของการเป็นนักปรุงโอสถ ก็คือการปลุกอาณาเขตธาตุไฟให้ได้นั่นแหละ
"ลูกเอ๋ย เงื่อนไขที่เจ้าตั้งมาเนี่ย เกรงว่าคงไม่มีคนในตระกูลเย่คนไหนทำได้เลยกระมัง?" หวังซือฟังแล้วก็ส่ายหัวยิ้มเจื่อน
ตระกูลเย่มีสมาชิกสี่พันเจ็ดร้อยกว่าคน ในบรรดาคนรุ่นเยาว์ที่อายุต่ำกว่าสิบหกและเบิกพรสวรรค์ได้ มีเพียงสิบสามคนเท่านั้น ในจำนวนนั้นสิบเอ็ดคนเป็นพรสวรรค์ระดับธรรมดา ชาตินี้ไม่มีวันไปถึงระดับอาณาเขตได้หรอก
ส่วนอีกสองคนที่เหลือ คนหนึ่งคือเย่เทียน อีกคนก็คือเย่เชี่ยนเชี่ยน
เพราะเหตุนี้ นางจึงมั่นใจว่าไม่มีใครเข้าเกณฑ์ได้เลย
เย่เทียนกะพริบตาอย่างมีเลศนัย "เช่นนั้นความหมายของท่านแม่ คืออยากให้ข้าลดมาตรฐานลง แล้วรับลูกศิษย์สักสองสามคน เพื่อให้ความลับเรื่องพรสวรรค์ของข้าถูกเปิดโปงงั้นหรือขอรับ?"
"แม่เข้าใจแล้ว เจ้าเด็กแสบ... ร้ายกาจนักนะ!" หวังซือถลึงตาใส่เย่เทียนอย่างหมั่นไส้ ทว่าบนใบหน้ารูปไข่กลับเปื้อนยิ้ม "เอาล่ะ! งั้นทำตามที่เจ้าว่า แม่จะเข้าไปประกาศเงื่อนไขของเจ้าเดี๋ยวนี้แหละ แต่ถ้าพวกเขาไม่ยอมรับเล่า จะทำเช่นไร?"
"ง่ายมาก ก็ไล่ตะเพิดไปสิขอรับ!"
เย่เทียนตอบกลับโดยไม่ต้องคิด
ในมุมมองของเขา พวกที่ไม่มีฝีมือแต่หวังจะมากอบโกยผลประโยชน์จากตระกูลเย่ ก็ไม่ต่างอะไรกับเหลือบไร แค่ไล่ตะเพิดออกไปก็ถือว่าปรานีมากแล้ว
"นี่มันไอเดียบ้าบออะไรของเจ้า! แม่ไม่กล้าทำแบบนั้นหรอกนะ" หวังซือส่ายหน้าอย่างไม่เห็นด้วย แล้วเดินตรงเข้าไปในโถงรับรอง
เย่เทียนยิ้มกริ่ม ยืนรออย่างใจเย็น
หากไม่มีอะไรผิดพลาด ในบรรดาคนตระกูลเย่นับพัน คงไม่มีใครเข้าเกณฑ์รับศิษย์ของเขาได้หรอก
ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาต้องอ้าปากค้างก็คือ
ผ่านไปไม่กี่นาที
หวังซือกลับเดินนำเย่ป๋าย เย่เสี่ยวผู้เป็นบิดา และเด็กหญิงตาโตวัยไม่ถึงหกขวบตรงมาหาเขา
"ท่านแม่!" เย่เทียนเดินเข้าไปหา "เย่ป๋ายกับเด็กหญิงคนนี้ เข้าเกณฑ์ที่ข้าตั้งไว้หรือขอรับ?"
เขามองไปยังเด็กหญิงที่หลบอยู่หลังเย่ป๋ายด้วยความหวาดกลัว สายตาเต็มไปด้วยความฉงน
หวังซือตอบอย่างจนใจ "เย่ป๋ายไม่เข้าเกณฑ์หรอก ทว่าเขาและบิดาอยากขอร้องให้เจ้ายอมลดหย่อนข้อแม้ลงสักหน่อย เห็นแก่ความเป็นคนตระกูลเย่เหมือนกัน เขาจะตั้งใจเรียนอย่างหนักเลยล่ะ"
"เรื่องนั้นเป็นไปไม่ได้!" เย่เทียนปฏิเสธเสียงแข็ง ก่อนจะหันไปมองเย่ป๋ายอย่างขบขัน "เจ้ายังไม่ได้เบิกพรสวรรค์เสียด้วยซ้ำ แล้วจะใช้พลังต้นกำเนิดสกัดตัวยาได้อย่างไร?"
"เรื่องนี้..." เย่ป๋ายอึกอัก
ความจริงแล้วมันไม่ได้อยากเรียนปรุงโอสถเลยสักนิด ทุกอย่างล้วนถูกบีบบังคับมาทั้งสิ้น
เย่เสี่ยวชายหน้าแหลมเหมือนลิง ที่กำลังแคะจมูกอยู่ข้างๆ รีบแทรกขึ้น "เย่เทียน นักปรุงโอสถทั่วไปเขาก็ใช้เตาหลอมในการสกัดตัวยากันไม่ใช่หรือ? เจ้ากำลังสร้างความลำบากใจให้ลูกชายข้านะ อย่างมากข้าก็แค่ควักกระเป๋าซื้อเตาหลอมดีๆ สักใบให้ก็สิ้นเรื่องไม่ใช่หรือไง?"