- หน้าแรก
- เกิดใหม่ครั้งนี้ ผมดันมีทะเลเป็นสวนหลังบ้าน
- บทที่ 43 ศาสตราจารย์เฉิน
บทที่ 43 ศาสตราจารย์เฉิน
บทที่ 43 ศาสตราจารย์เฉิน
“ว้าว เย็นสบายจังเลย!”
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น หลิวฮานฮานยืนอยู่หน้าประตูบ้าน ใบหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจระคนยินดี ฝนที่ตกลงมาตั้งแต่เช้ามืดเพิ่งจะหยุดตก ลมทะเลพัดเอื่อยๆ เมฆหนาบดบังแสงอาทิตย์ ทำให้อากาศเย็นสบายไปทั่วทั้งบริเวณ
เย่ซื่อไห่ตื่นขึ้นมาทำกิจวัตรประจำวันเหมือนเช่นเคย ที่ลานหลังบ้าน น้าเหมยกำลังง่วนอยู่กับการชำแหละปลากะพงขาวเพื่อทำปลาเค็มตากแห้ง ปลาเค็มเป็นกับข้าวสามัญประจำโต๊ะอาหารเช้าของชาวประมง รสชาติของแต่ละบ้านจะมีเอกลักษณ์แตกต่างกันไป เรียกได้ว่า ‘ร้อยบ้านร้อยรส’ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐีหรือยาจก ในเรื่องการดองปลาเค็มนี้ทุกคนล้วนเท่าเทียมกัน
‘ลงมือทำเอง กินอิ่มนอนอุ่น’ คือคติประจำใจของคนที่นี่
เย่ซื่อไห่เอ่ยบอกน้าเหมย “น้าครับ ผมจะพาซินปิงไปที่ท่าเรือนะ มื้อเที่ยงอาจจะไม่กลับมากินข้าว”
มือของน้าเหมยเปรอะไปด้วยเกล็ดปลา กะละมังใบใหญ่ข้างตัวเต็มไปด้วยปลาที่ทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว “รู้แล้วจ้ะ ไปเถอะ”
เย่ซื่อไห่คัดเลือกปูมันสิบตัว ปูทะเลก้ามโตยี่สิบตัว ปลาเก๋าแดงจุดฟ้าสองตัว ปลาไหลทะเลสองตัว และปลากะพงขาวไซซ์สวยๆ อีกหลายตัว แยกใส่ถังใหญ่สามใบ จากนั้นเขากับหลิวฮานฮานก็ช่วยกันใช้คานแบกถังใบหนึ่ง ส่วนอีกสองใบหลิวฮานฮานหิ้วด้วยมือเปล่าข้างละใบอย่างสบายๆ
เย่ซื่อไห่เดินนำหน้า หลิวฮานฮานเดินตามหลัง “ซินปิง หนักไหม?”
หลิวฮานฮานส่ายหน้าดิก “เบาหวิวเลยครับเจ้านาย!”
เย่ซื่อไห่ชูนิ้วโป้งให้เขา การฝึกสมาธิอย่างสม่ำเสมอทำให้สมรรถภาพทางกายของเขาดีขึ้นมาก ปกติถ้าต้องแบกของหนักขนาดนี้ เดินสักกิโลเมตรก็น่าจะเหงื่อท่วมตัวและต้องหยุดพักเป็นระยะ แต่วันนี้ทั้งสองคนเดินรวดเดียวถึงที่หมาย แถมยังเดินเร็วราวกับติดปีก เย่ซื่อไห่ยังมีเหงื่อซึมๆ แต่หลิวฮานฮานนั้นไม่มีอาการหอบแม้แต่น้อย
‘พละกำลังของเจ้าทึ่มคนนี้ช่างน่าทึ่งจริงๆ’ เย่ซื่อไห่แอบเดาะลิ้นในใจ แล้วกำชับอีกครั้ง “ซินปิง ต่อไปถ้านายต้องลงมือสั่งสอนใคร ต้องรู้จักยั้งแรงไว้บ้างนะ เข้าใจไหม?”
หลิวฮานฮานฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาว “เจ้านาย... แม่... ชามข้าว... ผมปกป้อง!” เย่ซื่อไห่พอใจกับทัศนคติของบอดี้การ์ดคนนี้มาก
เมื่อมาถึงร้านของเซียวเจี้ยนกั๋ว เถ้าแก่ไม่อยู่ มีเพียง ‘อาเซิง’ พนักงานหนุ่มเฝ้าร้านอยู่เพียงลำพัง
“ซื่อไห่ มาแล้วเหรอ? ของพวกนี้เอามาขายหรือเปล่า?”
เย่ซื่อไห่ยิ้มพลางส่ายหน้า “พี่อาเซิง ผมจะแพ็คของพวกนี้ส่งไปให้พี่ที่ฝูเฉิงครับ รบกวนพี่ช่วยหาคนฝากส่งของให้หน่อยได้ไหมครับ?”
อาเซิงรีบกุลีกุจอเข้ามาช่วยทันที “ไม่มีปัญหา เดี๋ยวจัดการส่งด่วนให้ถึงที่เลย”
ทั้งสองคนเริ่มช่วยกันใส่น้ำทะเลลงในถุงพลาสติกหนา อัดออกซิเจนเข้าไป มัดปากถุงให้แน่น แล้วบรรจุลงกล่องโฟมพร้อมโปะน้ำแข็งเพื่อรักษาความสด ของจำนวนมากขนาดนี้ต้องใช้เวลาเกือบชั่วโมงกว่าจะแพ็คเสร็จ โชคดีที่มีรถขนส่งห้องเย็นกำลังจะออกเดินทางไปส่งอาหารทะเลที่ฝูเฉิงพอดี เมื่อคนขับรู้ว่าเป็นของเย่ซื่อไห่ก็รับอาสาไปส่งให้อย่างเต็มใจ เพราะเวลานี้ชื่อเสียงของเย่ซื่อไห่กำลังโด่งดังจนใครๆ ก็อยากผูกมิตรด้วย
หลังจากส่งรถออกไปแล้ว เซียวเจี้ยนกั๋วก็ขับรถเบนซ์กลับมาพอดี โดยมีรถตู้บิวอิคคันหรูขับตามมาด้วยอีกคัน
“ซื่อไห่? ทำไมมาอยู่ที่นี่ล่ะ? อากำลังจะไปหาที่บ้านพอดีเลย” เซียวเจี้ยนกั๋วยิ้มหน้าบานพลางบอกข่าวดี “อาพาคนมาให้แล้วนะ”
ประตูรถตู้เปิดออก ชายวัยห้าสิบเศษท่าทางภูมิฐานก้าวลงมา พร้อมกับชายหนุ่มอีกสองคน หนึ่งในนั้นไว้ผมยาวดูมีมาดศิลปิน
“ท่านนี้คือ ศาสตราจารย์เฉิน คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยฝูเฉิง ส่วนสองคนนี้คือลูกศิษย์ของท่าน เป็นมือดีในวงการออกแบบเลยนะ”
เย่ซื่อไห่ดีใจมาก รีบเข้าไปทักทาย “สวัสดีครับศาสตราจารย์เฉิน”
ศาสตราจารย์เฉินมีสตูดิโอออกแบบส่วนตัวที่โด่งดังระดับประเทศ ปกติท่านคงไม่รับงานเล็กๆ แบบนี้แน่ แต่เพราะเย่ซื่อไห่จ่ายหนักจนปฏิเสธไม่ลง เขาเสนอค่าออกแบบให้ถึงสองล้านหยวน ส่วนงบก่อสร้างเขาสั่งไว้เพียงคำเดียวว่า ‘งบไม่จำกัด’ ขอแค่แบบแปลนออกมาถูกใจ เงินสองล้านจะโอนเข้าบัญชีทันที และนี่ยังไม่รวมโปรเจกต์ ‘บ้านพักคนชรา’ ที่รออยู่อีก
“คุณชายเย่ อายุยังน้อยแต่ความสามารถล้นเหลือจริงๆ เรื่องของคุณผมได้ยินจนหูชาแล้ว นี่ลูกศิษย์ผม เว่ยหมิง กับ หวังซิงเหริน”
หวังซิงเหริน พ่อหนุ่มผมยาวมาดเซอร์ท่าทางดื้อรั้นแอบกระซิบกับเว่ยหมิงขณะสำรวจสภาพบ้าน “หมอนี่ดูไม่เหมือนเศรษฐีเลยนะ จนขนาดนี้จะมีปัญญาจ่ายสองล้านจริงเหรอ อาจารย์จะโดนหลอกหรือเปล่าน่ะ?”
เว่ยหมิงตอบเสียงเรียบ “อย่าเพ้อเจ้อ ประธานเซียวจ่ายมัดจำล่วงหน้ามาแล้วสองล้าน ไม่อย่างนั้นนายคิดว่าอาจารย์จะยอมถ่อมาถึงนี่เหรอ?” หวังซิงเหรินถึงกับหน้าเหวอทันที
เมื่อมาถึงบ้าน น้าเหมยที่ยังทำตัวไม่ถูกรีบเก็บกวาดบ้านและชงชาต้อนรับแขกเหรื่ออย่างทุลักทุเล ยิ่งรู้ว่าเป็นศาสตราจารย์ผู้ใหญ่ แกก็ยิ่งประหม่าจนมือไม้สั่น ขณะที่ศาสตราจารย์เฉินนั่งจิบชาคุยกับเย่ซื่อไห่ ลูกศิษย์ทั้งสองก็เริ่มงานทันที ทั้งวัดพื้นที่ ถ่ายรูป และนำโดรนขึ้นบินเก็บภาพมุมสูง
หลิวฮานฮานเห็นโดรนก็ตื่นเต้นใหญ่ “ว้าว! เครื่องบินน้อย เครื่องบินน้อย!” เขาจ้องมองด้วยความสนใจแต่ก็รู้จักความ ไม่เข้าไปแตะต้องวุ่นวาย เย่ซื่อไห่เล่าเรื่องของหลิวฮานฮานให้ศาสตราจารย์ฟัง ทำให้ท่านศาสตราจารย์ยิ่งชื่นชมในตัวเด็กหนุ่มคนนี้มากขึ้น
“เสี่ยวเย่ คุณนี่ใช้ได้เลยนะ บ้านหลังนี้ผมรับรองว่าจะทำให้สุดฝีมือ”
เย่ซื่อไห่ที่มีวาทศิลป์เป็นเลิศคุยกับศาสตราจารย์เฒ่าได้อย่างถูกคอราวกับเพื่อนสนิทต่างวัย จนศาสตราจารย์เฉินถึงกับเอ่ยปากชวน “ซื่อไห่ น่าเสียดายคนเก่งอย่างคุณจริงๆ สนใจจะไปเรียนที่มหาวิทยาลัยฝูเฉิงไหม? ผมมีโควตาพิเศษให้คุณมาเป็นลูกศิษย์ผมได้เลยนะ”
เย่ซื่อไห่ยิ้มตอบอย่างถ่อมตัว “ศาสตราจารย์ครับ ผมเป็นเพียงชาวประมงตัวเล็กๆ คนหนึ่งเท่านั้น อีกอย่างผมหมดไฟจะเรียนหนังสือแล้วครับ ความรู้สำหรับผม... เอาแค่พอใช้ทำมาหากินเลี้ยงชีพได้ก็น่าจะพอแล้วครับ”
คำพูดนั้นโดนใจศาสตราจารย์เฉินอย่างจัง ท่านชื่นชมความตรงไปตรงมาและตัวตนที่แท้จริงของเย่ซื่อไห่ที่ต่างจากพวกจอมปลอมในวงการวิชาการที่ท่านเคยเจอ
เซียวเจี้ยนกั๋วที่นั่งฟังอยู่หัวเราะร่า “ใกล้เที่ยงแล้ว เดี๋ยวอาออกไปซื้อของสดมาเพิ่ม ศาสตราจารย์เฉินครับ วันนี้ท่านมีลาภปากแล้วนะ บ้านซื่อไห่มีแต่อาหารทะเลพรีเมียม เที่ยงนี้จัดปลาเก๋าแดงนึ่งซีอิ๊วสักสองตัวเป็นไงครับ?”
ศาสตราจารย์เฉินตาโตด้วยความยินดี “จริงหรือครับ? ถ้าอย่างนั้นก็รบกวนด้วยนะครับ!”
จบบท