- หน้าแรก
- เกิดใหม่ครั้งนี้ ผมดันมีทะเลเป็นสวนหลังบ้าน
- บทที่ 34 เรื่องสยองขวัญกลางเมืองจินเฟิง
บทที่ 34 เรื่องสยองขวัญกลางเมืองจินเฟิง
บทที่ 34 เรื่องสยองขวัญกลางเมืองจินเฟิง
ณ สำนักงานใหญ่ของบริษัทประมงตระกูลจ้าว
“เย่ซื่อไห่!!”
“ฉันจะฆ่าแก!”
“ฉันจะฆ่าแกให้ตาย!”
จ้าวข่ายอาละวาดราวกับคนคลั่ง เขาตะโกนก้องพลางขว้างปาข้าวของในห้องจนพังยับเยินไม่มีชิ้นดี
“พ่อ! พ่อต้องช่วยผมนะ! เอาบอดี้การ์ดของพ่อมาให้ผมสักสองคน ไอ้จ้าวหมาจึมันไม่ได้เรื่อง คราวนี้ผมจะเอาไอ้เย่ซื่อไห่ให้ตายคาตีน!”
จ้าวอี้หู่ตบฉาดเข้าที่ใบหน้าลูกชายเต็มแรง
เพียะ!
จ้าวข่ายโดนตบจนหูอื้อตาลาย ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง “พ่อ... พ่อตีผมทำไม?”
เมื่อเห็นสภาพลูกชายที่ไม่ได้ความ จ้าวอี้หู่ยิ่งบันดาลโทสะ เขาเงื้อเท้าถีบเข้าที่กลางลำตัวซ้ำอีกที
โครม!
ลูกถีบนี้ส่งจ้าวข่ายลงไปกองกับพื้น ตัวสั่นงันงกไม่กล้าส่งเสียงโวยวายออกมาอีกแม้แต่คำเดียว
จ้าวอี้หู่กัดฟันด่าด้วยน้ำเสียงต่ำพร่า “ไอ้ตัวไร้ประโยชน์! ฉันมีลูกอย่างแกได้ยังไงกัน? เรื่องดีไม่เคยทำ ทำเสียตลอด ดีไม่ดีฉันนี่แหละจะพลอยซวยเพราะแกไปด้วย!”
ปีนี้จ้าวอี้หู่อายุสี่สิบห้าปี ตามหลักแล้ววัยนี้ยังไม่ถือว่าแก่ และยังสามารถมีลูกได้สบายๆ แต่มีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้ความลับอันขมขื่นของตัวเอง หลังจากที่จ้าวข่ายเกิดมา เขาก็สูญเสียความสามารถในการมีบุตรไปโดยสิ้นเชิง
ชาวหมิ่นไห่ค่อนข้างเคร่งครัดเรื่องโชคลาง นิยมมีลูกดกเพราะเชื่อว่ายิ่งลูกหลานเยอะยิ่งหมายถึงวาสนาที่เปี่ยมล้น ดูอย่างหลินฉางชิงสิ มีลูกถึงสิบคน พี่ชายคนโตของหลินเฉี่ยวฮวาอายุปาเข้าไปสี่สิบเอ็ดปีแล้ว ตอนที่หวงอี้จวินคลอดหลินเฉี่ยวฮวา ก็เป็นช่วงเดียวกับที่ลูกสะใภ้คนโตของนางเข้าห้องคลอดพอดี
เหตุใดตระกูลใหญ่ในแถบหมิ่นไห่ถึงมีอิทธิพลน่ากลัว? ก็เพราะพวกเขาเน้นจำนวนคน ทั้งหมู่บ้านแทบจะเป็นคนแซ่เดียวกันหมด ลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมืองคือสัญลักษณ์ของบารมี
แต่จ้าวอี้หู่กลับมีลูกชายเพียงคนเดียว ในสายตาชาวบ้าน นี่คือสัญลักษณ์ว่าเขาทำเรื่องชั่วช้าไว้มากจนสวรรค์ลงโทษ ตัวเขาเองก็งมงายเรื่องนี้ไม่น้อย ว่างเมื่อไหร่เป็นต้องแอบไปจุดธูปไหว้พระขอพร แต่สุดท้ายเขาก็ยังมีลูกแค่คนเดียวอยู่ดี
จนในที่สุดเขาก็เริ่มปลงและทำตัวเหลวแหลกแบบ ‘เมื่อหม้อแตกก็ยากจะปะชุน’ (ปล่อยไปตามเลย) ทำชั่วแล้วจะทำไม? ขอแค่มีเงินมีอำนาจ ใครหน้าไหนจะทำอะไรเขาได้? เมืองจินเฟิงแห่งนี้ก็ยังอยู่ในกำมือของเขาไม่ใช่หรืออย่างไร?
เขาระงับความโกรธแล้วอธิบายให้จ้าวข่ายฟัง “เย่ซื่อไห่มันเป็นใคร? มันมีค่าพอให้แกต้องเต้นผางขนาดนี้เชียวหรือ? วิธีจะจัดการมันมีเป็นพันวิธี แต่แกดันเลือกวิธีที่โง่เง่าที่สุด”
“แกคิดว่าแค่ส่งจ้าวหมาจึไปขู่ หรือขับรถชนมันจนพิการแล้วเรื่องจะจบหรือไง?”
“หัดสังเกตบ้างไหม วันนั้นมันรีบไปสถานสงเคราะห์เพื่อหาคนปัญญาอ่อนมาไว้ข้างกายทันที รู้ไหมว่ามันทำแบบนั้นทำไม?”
“เพราะคนปัญญาอ่อนฆ่าคน... มันไม่ต้องรับโทษตามกฎหมายไงโว้ย! เข้าใจหรือยัง?”
จ้าวอี้หู่ยิ่งพูดยิ่งเดือดดาล “ทำไมฉันถึงได้มีลูกที่สมองทึ่มอย่างแกนะ? ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะไปฆ่ามัน แต่ต้องหาทางล้วงความลับในมือมันมาให้ได้ก่อน!”
จ้าวข่ายเริ่มเห็นตามสถานการณ์ รีบลนลานลุกขึ้นจากพื้น “จริงด้วยพ่อ ตั้งแต่มันโดดทะเลวันนั้น มันเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ออกทะเลทีไรไม่เคยพลาด ครั้งแรกที่ออกเรือก็ลากปลาจวดเหลืองใหญ่มาได้ทั้งฝูง มันต้องมีความลับอะไรแน่ๆ”
จ้าวอี้หู่แค่นเสียงในลำคอ “ก็ยังพอมีสมองอยู่บ้าง ผู้หญิงคนเดียว ขอแค่แกมีเงินมีอำนาจ ผู้หญิงสวยๆ ก็มีให้เลือกถมเถไป”
ใบหน้าของจ้าวข่ายฉายแววราคะ “ไม่รู้แหละ ผมชอบหลินเฉี่ยวฮวา ผมไม่มีทางยอมให้เย่ซื่อไห่ได้เธอไปแน่ เธอต้องเป็นของผมคนเดียว!”
จ้าวอี้หู่ตวาดลั่น “ไอ้ลูกไม่รักดี! นี่แกยังจะมาบูชาความรักในเวลาแบบนี้อีกหรือ!” เขาง้างมือจะตบอีกรอบจนจ้าวข่ายรีบร้องขอชีวิตเสียงหลง
จ้าวอี้หู่สูดลมหายใจลึก พยายามสงบสติอารมณ์แล้วแสยะยิ้มเย็น “ไม่ต้องรีบร้อน ค่อยๆ เล่นงานมันไป รอจนหลอกถามความลับของเย่ซื่อไห่มาได้เมื่อไหร่ จังหวะที่มันออกทะเล พ่อจะจ้างพวก ‘ลิงอันหนาน’ มาจับมันถ่วงน้ำให้กลายเป็นผีเฝ้าทะเลเอง”
จ้าวข่ายรีบประจบ “พ่อนี่ยอดเยี่ยมที่สุดเลยครับ!”
จ้าวอี้หู่ทำสีหน้าเหี้ยมเกรียม “จำไว้ ความอดทนคือหัวใจของความสำเร็จ ถ้าเรื่องแค่นี้แกทนไม่ได้จะทำการใหญ่ได้อย่างไร”
จ้าวข่ายพยักหน้ารัวๆ “ผมเข้าใจแล้ว พ่ออุตส่าห์ยัดเงินส่งผมเข้าไปเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกับหลินเฉี่ยวฮวา เวลาตั้งสี่ปี ผมไม่เชื่อหรอกว่าจะแย่งเธอมาจากไอ้เย่ซื่อไห่ไม่ได้”
จ้าวอี้หู่แสดงท่าทีดูแคลน “ถ้าแกไม่มีปัญญาทำเรื่องแค่นี้ให้สำเร็จ ฉันคงต้องพิจารณาจริงจังแล้วว่าจะหาทางมีลูกใหม่ดูอีกสักคน” พอนึกถึงตอนเจอหลินฉางชิงที่ท่าเรือ เขาก็กัดฟันด้วยความหมั่นไส้ “ไอ้แก่หนังเหนียวนั่น อายุขนาดนั้นยังมาทำสวีทหวานกับเมียแก่โชว์ชาวบ้าน ทุเรศลูกตาชะมัด”
ทันใดนั้น จ้าวข่ายก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ สีหน้าเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนก “ฉิบหายแล้ว!”
จ้าวอี้หู่หน้าตึงทันที “มีอะไรอีก?”
จ้าวข่ายตอบตะกุกตะกัก “เมื่อกี้... คือ... ผมโกรธจนทนไม่ไหว ก็เลยแอบส่งจ้าวหมาจึกับลูกน้องอีกสองคนไปดักตีหัวไอ้เย่ซื่อไห่ครับ”
จ้าวอี้หู่โกรธจนควันแทบออกหู เขาลุกพรวดขึ้นมาตบหน้าลูกชายไปอีกสองฉาด “ไอ้สารเลว!”
...
ทางด้านจ้าวหมาจึ เวลานี้เขากลัวจนสั่นไปทั้งตัว เขาทำตามคำสั่งจ้าวข่าย แอบพาลูกน้องสองคนขี่มอเตอร์ไซค์มาดักซุ่มอยู่ในเส้นทางที่เย่ซื่อไห่และน้าเหมยต้องใช้เดินทางกลับบ้าน คืนเดือนมืดลมแรงเช่นนี้เหมาะแก่การลอบกัดเป็นที่สุด
แต่รอแล้วรอเล่า เป้าหมายก็ยังไม่โผล่มา จ้าวหมาจึเริ่มหมดความอดทน “เจ้าสาม แกลองไปดูลาดเลาซิว่าเกิดอะไรขึ้น”
จ้าวเหล่าซาน หรือเจ้าสาม รปภ. ของบริษัทจ้าวกรุ๊ป สวนกลับทันที “ทำไมพี่ไม่ไปเองละ?”
จ้าวหมาจึโกรธจนหน้าบิดเบี้ยว แต่ทำได้แค่บ่นพึมพำแล้วลุกขึ้นเอง แม้จะแซ่จ้าวเหมือนกัน แต่เขาเป็นพวกตัวคนเดียว ต่างจากจ้าวเหล่าซานที่มีพี่น้องผู้ชายถึงห้าคน และทุกคนล้วนทำงานให้ตระกูลจ้าว
เพื่อให้ซุ่มโจมตีได้สะดวก พวกเขาทิ้งมอเตอร์ไซค์ไว้ด้านหลังห่างออกไปไม่ไกลนัก แต่พอจ้าวหมาจึหันกลับไปดู เขาก็ต้องพบว่า... มอเตอร์ไซค์ทั้งสามคันหายไปอย่างไร้ร่องรอย!
เขาเย็นวาบไปทั้งตัว มอเตอร์ไซค์ฮอนด้า CB400 ราคาคันละห้าหมื่นหยวน สภาพใหม่เอี่ยม หายวับไปกับตาโดยที่ไม่มีเสียงเลยแม้แต่นิดเดียว! รถหนักตั้งสามร้อยกว่าจิน ใครจะแบกไปได้เงียบขนาดนี้?
ด้วยความหวาดระแวง จ้าวหมาจึรีบวิ่งกลับไปหาพรรคพวก “เจ้าสาม... จ้าวเหล่าซาน! แย่แล้วเว้ย!”
จ้าวเหล่าซานหันมาถ่มน้ำลาย “แกสิแย่ เป็นอะไรของแก?”
จ้าวหมาจึพูดเสียงสั่น “รถ... รถมอเตอร์ไซค์หายไปหมดแล้ว!”
“อะไรนะ?” จ้าวเหล่าซานจ้องหน้าจ้าวหมาจึด้วยสายตาอำมหิต “เป็นไปไม่ได้ ดึกป่านนี้ รถก็จอดอยู่ใกล้ๆ มีแต่แกคนเดียวที่เดินไปแถวนั้นนะจ้าวหมาจึ แกคิดจะเล่นตลกอะไร?”
จ้าวหมาจึเต้นผางด้วยความโมโห “ฉันจะไปรู้ได้ไง! ฉันไม่ได้ทำ!”
ในตอนนั้นเอง จู่ๆ จ้าวเหล่าซานก็ถูกแรงมหาศาลถีบเข้าที่กลางหลังจนตัวลอยกระเด็นออกไป
“จ้าวหมาจึ! ไอ้เชี่ย... แกเปิดก่อนเหรอวะ!” จ้าวเหล่าซานคำรามด้วยความแค้น
“ผัวะ! ตุ้บ!”
“อย่าตี! พวกแกอย่าตีกันเอง!”
“โอ๊ย! จ้าวหมาจึ ฉันช่วยห้าม แกยังจะมาต่อยฉันอีกเหรอ!”
“ฉันจะฆ่าแก!”
ไม่กี่นาทีต่อมา จ้าวหมาจึก็อยู่ในสภาพน่วมเหมือนหนูตกถังน้ำครำ นอนจมกองเลือดอยู่บนพื้น “ฉันไม่ได้ทำ! ฉันสาบานได้!” เขาคร่ำครวญทั้งน้ำตา “ผีหลอก... นี่มันผีหลอกชัดๆ!”
ในป่าละเมาะไม่ไกลจากตรงนั้น เงาร่างสูงใหญ่กำยำของหลิวฮานฮาน กำลังเคลื่อนไหวอย่างแผ่วเบาและรวดเร็วราวกับเงาปีศาจที่หลอมรวมไปกับราตรีอันมืดมิด
จบบท