เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 4 อย่าทำให้สาวดี ๆ ต้องเสียใจ

บทที่ 4 อย่าทำให้สาวดี ๆ ต้องเสียใจ

บทที่ 4 อย่าทำให้สาวดี ๆ ต้องเสียใจ


“นายจะไม่เรียนมหาวิทยาลัยแล้วจริง ๆ เหรอ?”

“ไม่เรียนแล้ว”

“ฉันมีเงินนะ”

“นั่นมันเงินของเธอ”

“เย่ซื่อไห่ เดือนหน้าฉันต้องไปรายงานตัวที่มหาวิทยาลัยฝูเฉิงแล้วนะ”

“รู้แล้วน่า”

ทันใดนั้น หลินเฉี่ยวฮวาก็ทุบกำปั้นลงบนอกของเย่ซื่อไห่อย่างแรง

“ถ้านายกล้ากระโดดทะเลอีก เชื่อไหมว่าฉันจะฆ่านาย?”

เย่ซื่อไห่มองหลินเฉี่ยวฮวาด้วยสายตาแปลกประหลาด

“นี่ขนาดฉันเป็นผี เธอก็ยังไม่เว้นอีกเหรอ?”

หลินเฉี่ยวฮวาหัวเราะคิกคัก

“ฉันไม่สนหรอก น้ำขึ้นแล้ว ฉันต้องไปตามอาโม่กลับบ้านก่อนนะ เย่ซื่อไห่... ว่าง ๆ นายต้องไปเยี่ยมฉันที่ฝูเฉิงด้วยนะ เข้าใจไหม?”

พูดจบเด็กสาวก็หน้าแดงระเรื่อ รีบหันหลังวิ่งหนีไป ทิ้งไว้เพียงแผ่นหลังบอบบางที่เปี่ยมไปด้วยความสดใสของวัยสาวให้เย่ซื่อไห่ได้มองตาม

เย่ซื่อไห่ผู้ผ่านชีวิตมาแล้วสองชาติ ถึงกับเหม่อมองตาค้าง

อา... ชีวิตวัยรุ่นนี่มันช่างดีจริง ๆ

หลินเฉี่ยวฮวาคือดาวโรงเรียนของมัธยมจินเฟิง ฐานะทางบ้านจัดว่าร่ำรวย บรรพบุรุษเป็นนักธุรกิจชาวไต้หวัน ครอบครัวเปิดโรงงานย้อมผ้า ผลิตผ้าลายดอกส่งออกไปไกลถึงเกาหลี ญี่ปุ่น และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

จ้าวข่ายมักจะใช้อำนาจเงินของที่บ้านตามรังควานตอแยเธอ แต่ตระกูลหลินเองก็ใช่ย่อย แถมยังมีเส้นสายทางไต้หวัน จ้าวข่ายจึงไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม

แต่กับผู้ชายคนอื่นที่เข้าใกล้หลินเฉี่ยวฮวา มักจะโดนจ้าวข่ายข่มขู่มาแล้วทุกคน

เย่ซื่อไห่เดินเล่นฆ่าเวลาที่ท่าเรือสักพัก ก่อนจะไปยืนรอที่ทางแยกปากทางกลับบ้าน

พอมีเงินตุงกระเป๋า ความทุกข์ใจทั้งหลายก็ถูกโยนทิ้งไปจนหมดสิ้น

พรุ่งนี้เขาจะเข้าไปในตัวเมืองเพื่อจัดการหนี้สินที่แปะโป้งไว้ให้เรียบร้อย สิ่งแรกที่ต้องทำคือซื้อตู้เย็นใบใหญ่มาตั้งที่บ้าน จะได้มีไอศกรีมกินให้ชื่นใจ

ไอ้อากาศร้อนนรกแตกแบบนี้มันน่าหงุดหงิดชะมัด

ขณะที่กำลังวาดฝันอย่างมีความสุข เขาก็ไม่ทันสังเกตว่าน้าเหมยขี่รถมาจอดเทียบข้าง ๆ แล้ว

“ซื่อไห่ กลับบ้านกัน”

บนรถสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าของน้าเหมยมีถุงพะรุงพะรังแขวนอยู่เต็มไปหมด ทั้งผลไม้ ผักสด และเนื้อสัตว์

“โอ้โห น้าเหมย วันนี้จัดเต็มเลยนะครับ?”

น้าเหมยหัวเราะร่าพลางดุเขาเบา ๆ

“วันนี้เธอหาเงินได้ตั้งเยอะ ก็ต้องทำมื้อใหญ่ฉลองให้รางวัลตัวเองหน่อยสิ”

เย่ซื่อไห่หิ้วถังกระโดดขึ้นซ้อนท้ายรถน้าเหมยกลับบ้าน พอกลับถึงบ้าน น้าเหมยก็ง่วนอยู่กับการเตรียมมื้อเย็น ส่วนเย่ซื่อไห่ก็แยกตัวไปล้างอุปกรณ์และอาบน้ำ

บ้านของเขาเป็นบ้านเก่าก่อด้วยหินผสมอิฐ

บ้านลักษณะนี้สร้างขึ้นเพื่อรับมือกับพายุไต้ฝุ่น กำแพงจึงก่อหนาเป็นพิเศษและเจาะหน้าต่างบานเล็ก ทำให้มองจากภายนอกดูค่อนข้างทรุดโทรม

ตรงกลางบ้านเป็นห้องโถง ทางซ้ายคือห้องนอนพ่อแม่ ทางขวาคือห้องนอนเขา กลางห้องโถงมีกำแพงกั้นแบ่งสัดส่วน มีประตูออกไปสู่ลานหลังบ้าน

ลานหลังบ้านเต็มไปด้วยของจิปาถะ มีห้องครัว ห้องส้วม และบ่อบาดาลแบบโยกมือ

ในแถบหมิ่นไห่แทบทุกบ้านจะมีบ่อโยกแบบนี้ แม้จะมีน้ำประปาใช้ แต่ชาวบ้านก็นิยมใช้เฉพาะหน้าหนาว

ส่วนฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วง การได้โยกน้ำบาดาลเย็นเจี๊ยบขึ้นมาราดตัวตั้งแต่หัวจรดเท้า เป็นความฟินที่หาอะไรมาเทียบไม่ได้

หลังจากอาบน้ำจนสดชื่น เย่ซื่อไห่ก็เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเข้าไปเป็นลูกมือให้น้าเหมย ไม่นานอาหารเลิศรสเต็มโต๊ะก็เสร็จเรียบร้อย

เนื้อวัวผัดน้ำมันหอย, ปูม้านึ่ง, หอยตลับลวก, หอยลายผัดพริกเผา ยังมีผัดผักและยำอีกหลายอย่าง

น้าเหมยตักข้าวส่งให้เขาพลางยิ้มแย้ม

“เมื่อกี้น้าโทรหาพี่ถิงถิงของเธอ เล่าเรื่องเธอให้ฟัง พี่เขาฝากชมมาด้วยนะว่าเธอดวงดีจริง ๆ”

น้าเหมยมีลูกสองคน คนโตคือ ‘พี่จื่อเฉียง’ อายุยี่สิบเจ็ดปี สร้างครอบครัวอยู่ที่เมืองฝูเฉิง

คนรองคือ ‘พี่ถิงถิง’ อายุมากกว่าเย่ซื่อไห่สามปี เพิ่งแต่งงานไปอยู่ฝูเฉิงเมื่อปีที่แล้วเช่นกัน

เย่ซื่อไห่ยิ้มตอบ

“น้าเหมยไม่ต้องห่วงนะครับ ดวงผมจะดีแบบนี้ตลอดไปนั่นแหละ ต่อไปผมจะเลี้ยงดูน้ากับลุงเหมยยามแก่เฒ่าเอง”

น้าเหมยไม่ใช่หญิงร่างใหญ่ ร่างกายของแกค่อนข้างผอมบาง ปกติก็ทำงานหนักมากไม่ได้ อาศัยแค่ไปเดินเก็บของทะเลตามชายหาด หรือรับจ้างแกะหอยนางรม ซึ่งเป็นงานที่เหนื่อยและเจ็บมือไม่น้อย

สองปีมานี้ก็ได้น้าเหมยนี่แหละที่คอยดูแลเขา ดีเสียยิ่งกว่าแม่แท้ ๆ บางคนเสียอีก

“งั้นน้าจะรอเสวยสุขจากเธอก็แล้วกัน”

น้าเหมยยิ้มจนตาหยี คีบก้ามปูชิ้นโตใส่ลงในชามของเย่ซื่อไห่

เย่ซื่อไห่ก็ไม่เกรงใจ ราดน้ำจิ้มซีฟู้ดต้นหอมลงไปนิดหน่อย แล้วเริ่มลงมือจัดการอย่างเอร็ดอร่อย

นี่เป็นมื้อที่วิเศษที่สุดนับตั้งแต่เขาเกิดใหม่

อาหารทะเลที่สดใหม่ที่สุด มักไม่ต้องการการปรุงแต่งที่ซับซ้อน ยิ่งปรุงง่ายเท่าไหร่ ยิ่งดึงรสชาติที่แท้จริงของวัตถุดิบออกมาได้มากเท่านั้น

ข้าวที่เย่ซื่อไห่กินมาทั้งสองชาติรวมกัน ยังไม่อร่อยล้ำเท่ามื้อนี้เลย

น้าเหมยลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก

ที่จริงเธอกังวลเรื่องเย่ซื่อไห่มาตลอด กลัวว่าเขาจะคิดสั้นทำเรื่องโง่ ๆ อีก

แต่พอเห็นเขากินได้นอนหลับแบบนี้ ก็คงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้ว

“ซื่อไห่ เรื่องเรียนมหาวิทยาลัยเธอไม่ต้องกังวลนะ น้าส่งเธอเรียนไหว น้าคุยกับลุง แล้วก็พี่ ๆ ของเธอแล้ว ค่าเทอมน้ากับลุงจะออกให้ ส่วนค่ากินอยู่ พี่ชายพี่สาวเธอจะช่วยคนละห้าร้อยต่อเดือน ถ้าไม่พอเดี๋ยวน้าเติมให้”

เย่ซื่อไห่รู้สึกจุกในอก ขอบตาร้อนผ่าว

ถ้าไม่ใช่เพราะชาติที่แล้วเขาอายุรุ่นราวคราวเดียวกับน้าเหมย ป่านนี้เขาคงคุกเข่าโขกศีรษะขอฝากตัวเป็นลูกบุญธรรมไปแล้ว

“ผมตัดสินใจแล้วครับว่าจะไม่เรียน ที่บ้านต้องมีเสาหลักคอยดูแล น้าวางใจเถอะครับ ผมจะใช้ชีวิตให้ดีกว่าคนจบปริญญาให้ดู”

น้าเหมยถามต่อด้วยความเป็นห่วง

“แล้วเรื่องเธอกับน้องเฉี่ยวฮวาล่ะจะทำยังไง? ถ้าเธอไม่เรียนหนังสือ บ้านตระกูลหลินเขาจะดูถูกเอาได้นะ”

เย่ซื่อไห่แทบสำลักข้าว

“น้าพูดอะไรเนี่ย? ผมกับเธอเป็นไปไม่ได้หรอกครับ ผมไม่เคยคิดอะไรแบบนั้นเลย”

น้าเหมยส่ายหน้า แววตาเป็นประกายอย่างคนรู้ทัน

“น้ารู้นะว่าน้องเฉี่ยวฮวาแอบชอบเธออยู่ เธอกับแม่หนูนั่นก็ใช่ว่าจะไม่มีหวัง ตระกูลหลินไม่ได้เหมือนตระกูลจ้าว ติดก็แค่... บ้านนั้นมีพี่ชายตั้งแปดคน เธอคงต้อง...!”

“พอแล้วครับ ๆ ผมอิ่มแล้ว”

เย่ซื่อไห่รู้สึกหดหู่ใจพิกล

แม้ว่าแถบหมิ่นไห่จะนิยมแต่งงานกันเร็วก็เถอะ

แต่ผมเพิ่งสิบแปดเองนะ จะรีบเร่งรัดไปไหน?

...

ไม่กี่วันต่อมา

เย่ซื่อไห่เริ่มลงมือจัดบ้านขนานใหญ่

เขาทำความสะอาดตั้งแต่ในบ้านยันนอกบ้าน ขนขยะในลานหลังบ้านไปทิ้งจนเกลี้ยง

ผนังบ้านถูกทาสีใหม่ ตู้เย็น ทีวี โซฟา ที่สั่งซื้อไว้ก็ทยอยมาส่งจนครบ

เครื่องครัวถ้วยชามก็ซื้อใหม่ยกชุด แม้ปกติจะไปกินข้าวบ้านน้าเหมย แต่มีติดบ้านไว้เผื่อต้มบะหมี่กินตอนดึกก็สะดวกดี

พอจัดแจงทุกอย่างเสร็จ เงินเก้าพันหยวนก็เกลี้ยงกระเป๋าพอดี

ได้เวลาต้องกลับไปทะเลอีกรอบแล้ว

ฤดูกาลนี้ ปูมันเหลืองคือตัวทำเงินที่ดีที่สุดและเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุด

แต่เย่ซื่อไห่ผู้ผ่านโลกมาสองภพ ทราบซึ้งถึงความเลวร้ายของจิตใจคนเป็นอย่างดี การออกไปเก็บของทะเลคนเดียว อาจโดนคนขี้อิจฉากลั่นแกล้ง หรืออาจเจออันตรายที่ไม่คาดคิด

ดังนั้นต้องหาคู่หูไปด้วยสักคน

วันนี้น้าเหมยออกไปรับจ้างแกะหอย เย่ซื่อไห่จึงขี่รถสกู๊ตเตอร์ของเธอออกมา พอเลี้ยวพ้นปากทางเข้าเมือง ก็เห็นกลุ่มเด็กวัยรุ่นยืนจับกลุ่มกันอยู่ริมถนน

“อาโม่ สนใจมาร่วมหุ้นกับฉันไหม? นายรับหน้าที่ถือถัง ของที่ได้วันนี้แบ่งกัน นายหนึ่งส่วน ฉันเก้าส่วน”

หลินโม่ปรายตามองเย่ซื่อไห่แวบหนึ่งโดยไม่ตอบอะไร

เด็กหนุ่มไม่ได้เกลียดขี้หน้าเย่ซื่อไห่ แค่รำคาญที่พี่สาวชอบพูดถึงหมอนี่ให้ฟังบ่อย ๆ

เด็กชายอีกคนหนึ่งที่อุ้มถังใบเล็กอยู่ รีบเสนอตัวทันที

“พี่ซื่อไห่ เลือกผมสิ ผมขยันกว่าอาโม่เยอะเลยนะ”

วีรกรรมการกวาดเรียบของเย่ซื่อไห่เมื่อไม่กี่วันก่อน ทำให้เขากลายเป็นไอดอลในดวงใจของเด็ก ๆ กลุ่มนี้ไปแล้ว

เด็ก ๆ ที่ออกมาเก็บของทะเล ก็เพื่อหาค่าขนมเล็ก ๆ น้อย ๆ

เด็กแถบชายทะเลมักไม่ได้เงินค่าขนมจากที่บ้าน อยากได้อะไรก็ต้องออกไปหาเอง

เย่ซื่อไห่ยิ้มร่าพลางมองไปที่อาโม่ แกล้งพูดเสียงดังว่า

“เฮ้อ ช่วยไม่ได้แฮะ วันนี้กะว่าจะไปหาปูมันเหลืองสักหน่อย แต่ในเมื่ออาโม่ไม่เต็มใจ...!”

หลินโม่ทนไม่ไหวอีกต่อไป

ถึงบ้านเขาจะเป็นเจ้าของโรงงานย้อมผ้า แต่ก่อนจะบรรลุนิติภาวะ ค่าขนมเขาก็ต้องหาเองเหมือนกัน

เขาเล็งเครื่องเล่นเกมเครื่องหนึ่งไว้นานแล้ว ราคาตั้งสามหมื่นกว่าหยวน เก็บเงินมาครึ่งค่อนปีเพิ่งได้แค่หมื่นเดียว

“ใครบอกว่าฉันไม่เต็มใจ?”

อาโม่กระโดดผึงขึ้นมาซ้อนท้ายรถของเย่ซื่อไห่ทันควัน เชิดหน้าพูดอย่างถือตัว

“เย่ซื่อไห่ นายพูดเองนะ ฉันหนึ่ง นายเก้า ฉันแค่ถือถังอย่างเดียวนะเว้ย”

เย่ซื่อไห่หัวเราะลั่น

“วางใจเถอะน่า ว่าที่น้องเมีย”

อาโม่โกรธจนหน้าแดง ทุบหลังเขาดังปั้ก

“เมื่อกี้นายเรียกฉันว่าอะไรนะ!?”

รถสกู๊ตเตอร์พุ่งทะยานออกไป โดยมีกลุ่มเด็กน้อยวิ่งไล่ตามหลังกันอย่างสนุกสนาน

จบบท

จบบทที่ บทที่ 4 อย่าทำให้สาวดี ๆ ต้องเสียใจ

คัดลอกลิงก์แล้ว