- หน้าแรก
- เกิดใหม่ครั้งนี้ ผมดันมีทะเลเป็นสวนหลังบ้าน
- บทที่ 2 การเก็บของทะเลครั้งแรก
บทที่ 2 การเก็บของทะเลครั้งแรก
บทที่ 2 การเก็บของทะเลครั้งแรก
“ซื่อไห่ ไปกับน้าดีกว่า”
น้าเหมยสวมถุงมือพลางหันมาพูดกับเย่ซื่อไห่
“วันนี้เป็นวันน้ำเกิด ของทะเลเยอะมาก เดี๋ยววันนี้น้าจะจับหมึกสายไปต้มให้กิน”
เย่ซื่อไห่สวมชุดเอี๊ยมกันน้ำเรียบร้อยแล้ว ไฟฉายคาดหัวห้อยอยู่ที่คอ สวมถุงมือเตรียมพร้อม มือข้างหนึ่งถือถัง อีกข้างถือคราด
เขายิ้มตอบด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม
“น้าเหมย ผมไปเองดีกว่าครับ ผมมีลางสังหรณ์ว่าวันนี้จะได้ของดี”
น้าเหมยพยักหน้ายิ้ม ๆ
“เอาสิ ตามใจเธอแล้วกัน”
น้ำทะเลจะขึ้นและลงวันละสองครั้ง ช่วงเช้าคนจะบางตาหน่อย แต่ช่วงเย็นคนจะพลุกพล่าน โดยเฉพาะพวกเด็ก ๆ ที่มักจะมากันเกือบครึ่งค่อนหมู่บ้าน
พวกผู้หญิงมักจะง่วนอยู่กับการขุดหาสารพัดหอยบนหาดทราย
ไม่ว่าจะเป็นหอยหลอด หอยตลับ หอยเสียบ หอยวงเดือน หรือหอยตาแมว
ส่วนพวกเด็ก ๆ ชอบไปไล่จับปู จับหมึกสาย ตามป่าชายเลน หรือไม่ก็ไปวิดน้ำจับปลาตามแอ่งน้ำขัง
ส่วนตามแนวโขดหินใกล้จุดที่คลื่นซัดถึง จะมีหอยนางรมและหอยเป๋าฮื้อตัวเล็กเกาะอยู่ แต่บริเวณนั้นค่อนข้างอันตราย ผู้ใหญ่จึงมักห้ามไม่ให้เด็ก ๆ เข้าไปใกล้
เย่ซื่อไห่หิ้วถังเดินตรงไปยังแอ่งน้ำแห่งหนึ่ง ซึ่งมีวัยรุ่นหลายคนกำลังล้วงหาของกันอยู่อย่างขะมักเขม้น
แอ่งน้ำขังตามโขดหินแบบนี้แหละที่เป็นแหล่งกบดานของพวกสัตว์ทะเลตัวเป้ง ๆ ตามปกติแล้ว นักล่าของทะเลที่มีประสบการณ์จะใช้เบ็ดผูกเหยื่อหย่อนลงไปทดสอบดูก่อน
ถ้าไม่มีปฏิกิริยาตอบรับ ก็แสดงว่าไม่มีอะไรในกอไผ่ ย้ายไปหลุมอื่นได้เลย
แต่เย่ซื่อไห่ไม่ต้องพึ่งเบ็ดตกปลา
เขาก้าวลงไปในแอ่งน้ำทันที
หัวใจแห่งท้องทะเล... ทำงาน!
กระแสจิตของเขาซึมลึกผ่านผิวน้ำ และแผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว
ตอนนี้พลังจิตของเขาสามารถครอบคลุมพื้นที่ได้ประมาณหนึ่งร้อยตารางเมตร
ทันทีที่กระแสจิตแทรกซึมลงไป น้ำทะเลที่เคยขุ่นมัวก็พลันใสกระจ่างขึ้นในความคิดของเขา
สิ่งมีชีวิตหลากสีสันที่ซ่อนตัวอยู่ใต้น้ำปรากฏแก่สายตาอย่างชัดเจน
เย่ซื่อไห่สามารถมองเห็นทุกอย่างที่อยู่ภายใต้การควบคุมของจิตเขาได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
สัตว์ทะเลทุกตัวที่สัมผัสได้ถึงพลังจิตของเขาต่างพากันตัวแข็งทื่อด้วยความหวาดกลัว ไม่กล้าขยับเขยื้อนแม้แต่นิดเดียว
เย่ซื่อไห่ลิงโลดใจ
แม้รัศมีพลังจิตจะยังไม่กว้างมาก แต่แค่นี้ก็เหลือเฟือแล้ว
ภายใต้การควบคุมของเขา ปลาไหลทะเลตัวยาวกว่าหนึ่งฟุตสองตัวถึงกับว่ายส่ายหางเข้ามาหาเขาอย่างว่าง่าย
พวกมันว่ายวนเวียนคลอเคลียพันแข้งพันขาของเย่ซื่อไห่ ท่าทางเหมือนกำลังหวาดกลัวและต้องการออดอ้อนขอให้เขาปกป้อง
เมื่อเขาลองสั่งการ กุ้งหอยปูปลาเล็ก ๆ หลากสีสันก็พากันว่ายกรูกันเข้ามาหาเขาเช่นกัน
แต่เพียงไม่นาน เย่ซื่อไห่ก็เริ่มรู้สึกปวดหนึบที่ขมับ
“การควบคุมจิตของฉันยังอ่อนแอมาก รัศมีแค่ห้าเมตร แถมยังทนได้ไม่นาน”
“ถ้าแค่ใช้ ‘สัมผัส’ ตรวจสอบเฉย ๆ คงไม่มีปัญหา แต่ถ้าจะ ‘ควบคุม’ สั่งการ ฉันต้องฝึกฝนพลังจิตให้แข็งแกร่งกว่านี้”
นี่เป็นครั้งแรกที่เย่ซื่อไห่ได้ลองใช้หัวใจแห่งท้องทะเล
ความรู้สึกนั้น... มันช่างมหัศจรรย์จริง ๆ
เขาค่อย ๆ ถอนกระแสจิตกลับมา สะบัดหัวไล่ความมึนงงเล็กน้อย แล้วปีนขึ้นจากแอ่งน้ำนั้น
ในหลุมนี้มีแต่ปลาซิวปลาสร้อย ไม่คุ้มค่าเหนื่อย
หาหลุมต่อไปดีกว่า!
การหาของในแอ่งน้ำหลังน้ำลดก็เหมือนกับการเปิดกล่องสุ่ม บางคืนเปิดทั้งคืนก็คว้าน้ำเหลว
แต่บางที เจอแค่หลุมเดียวก็อาจทำเงินได้เป็นพันหยวน
ทุกอย่างขึ้นอยู่กับดวงล้วน ๆ
มีบางคนใช้วิธี ‘อ่อยเหยื่อ’ ก่อนน้ำขึ้น โดยการสับปลาทิ้งไว้ในแอ่งน้ำเพื่อล่อให้สัตว์ใหญ่เข้ามาหากิน พอน้ำลด พวกมันก็จะกลายเป็นปลาในข้อง รอให้คนมาจับ
เย่ซื่อไห่เปลี่ยนแอ่งน้ำไปสามแห่งติดกัน แต่ก็ยังไม่เจออะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
จนกระทั่งมาถึงแอ่งน้ำที่ใหญ่กว่าเดิม
แอ่งนี้มีขนาดกว้างกว่าสองร้อยตารางเมตร มีวัยรุ่นรุ่นราวคราวเดียวกับเขาเจ็ดแปดคนกำลังงมหากันอย่างสนุกสนาน
นักล่าของทะเลที่มีประสบการณ์ ก่อนจะลงน้ำมักจะสังเกตดูโขดหินรอบ ๆ ก่อน
ถ้าหอยนางรมที่เกาะอยู่ตามหินตายหมดแล้ว แสดงว่าในหลุมนั้นคงไม่มีอะไรเหลือ
แต่ถ้าหอยนางรมยังสด หรือมีร่องรอยเพิ่งถูกแกะ แสดงว่าหลุมนี้มีลุ้น
หลักการเดียวกับการอ่อยเหยื่อ
บนโขดหินรอบแอ่งน้ำนี้ มีร่องรอยการแกะหอยนางรมใหม่ ๆ และมีเปลือกหอยแตกกระจายอยู่เกลื่อน
แถมยังมีคนกำลังนั่งกะเทาะหอยอยู่ด้วย ชัดเจนว่าในหลุมนี้ต้องมีของดีแน่นอน
เย่ซื่อไห่ยังไม่รีบร้อนลงน้ำ เขาเดินเข้าไปหาเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังแกะหอยนางรมอยู่
“อาโม่ วันนี้เป็นไงบ้าง?”
เด็กหนุ่มที่ชื่ออาโม่เงยหน้าขึ้นมองเขาแวบหนึ่ง
“เย่ซื่อไห่ อย่ามาแย่งที่ฉันนะ ไม่งั้นฉันจะฟ้องพี่สาวให้มาอัดแกแน่”
เย่ซื่อไห่ยิ้มขำ ชะโงกหน้าไปดูถังของอีกฝ่าย เห็นหอยนางรมอยู่เกินครึ่งถัง
หอยนางรมเป็นหอยที่หาง่ายที่สุด เก็บเท่าไหร่ก็ไม่หมด
เขาทิ้งตัวนั่งลงข้าง ๆ แล้วจุ่มมือลงไปในน้ำ
กระแสจิตพุ่งลงสู่ใต้น้ำอีกครั้ง
คราวนี้เขาไม่ได้พยายามควบคุมสัตว์น้ำ แต่ใช้เพียงการ ‘สัมผัส’ เพื่อสำรวจ
ในแอ่งนี้มีของเยอะกว่าหลุมก่อนหน้านี้มากจริง ๆ
แค่ปลาทะเลหนักสองสามจินก็มีตั้งเจ็ดแปดตัว ยังมีหมึกสายตัวใหญ่อีกหลายตัว ปลาไหลทะเลขนาดห้าสิบเซนติเมตรก็มีไม่น้อย
แต่เพราะแอ่งน้ำมันกว้างเกินไป หลายคนงมหากันตั้งนานก็ยังจับไม่ได้สักที
แต่ของพวกนี้ไม่ใช่เป้าหมายของเย่ซื่อไห่
ปลาไหลทะเลราคารับซื้อแค่สามสิบหยวน ปลาพวกนั้นก็ยิ่งราคาถูก ถังของเขาใบเล็กนิดเดียว ต่อให้ยัดจนเต็มก็ขายได้ไม่ถึงพันหยวน
เป้าหมายของเขาในวันนี้คือ ปูม้า
และต้องเป็นปูม้าตัวใหญ่เท่านั้น
ปูม้าขนาดครึ่งจิน ราคารับซื้อที่ท่าเรืออยู่ที่แปดสิบหยวน หนึ่งจินราคาหนึ่งร้อยห้าสิบ
แต่ถ้าขนาดสองจินขึ้นไป ราคาจะกระโดดไปที่สองร้อยหยวนต่อจินเป็นอย่างต่ำ
“อาโม่ สนใจมาหุ้นกับฉันไหม? แค่ช่วยฉันถือถัง เดี๋ยวฉันแบ่งส่วนแบ่งให้”
อาโม่กรอกตามองบนใส่เขา
เย่ซื่อไห่คิดในใจ แล้วแกจะเสียดายทีหลังไอ้หนู
“ก็ได้ งั้นนายก็นั่งแกะหอยของนายต่อไปเถอะ ฉันไปจับของใหญ่ดีกว่า”
พูดจบเขาก็ลุกขึ้นวางถัง ถือคีมและคราดเดินลงน้ำไป
อาโม่แทบจะหลุดขำก๊ากออกมา
“เย่ซื่อไห่ แกบ้าหรือเปล่า? ลงน้ำลึกขนาดนั้นเอาคราดไปทำไม?”
เย่ซื่อไห่ยิ้มไม่ตอบคำ เขาเดินมุ่งหน้าไปยังซอกหินก้อนหนึ่งที่ไม่ไกลนัก
ตอนนี้ระดับน้ำลดลงไปอีกหน่อย
กระแสจิตของเย่ซื่อไห่จับสัมผัสได้ตั้งนานแล้วว่าลึกเข้าไปในซอกหินนั้น มี ‘ของแรง’ ซ่อนตัวอยู่
ปูม้าขนาดกระดองกว้างอย่างน้อยสิบห้าเซนติเมตร
กะจากสายตาน่าจะหนักอย่างน้อยหนึ่งจินครึ่ง
ช่วงนี้เป็นปลายเดือนกรกฎาคม จะมีปูม้าจำนวนหนึ่งที่มีไขมันสะสมมากเกินไปจนไม่สามารถลอกคราบได้ ทำให้กระดองและเนื้อตัวมีสีเหลืองทอง ชาวบ้านเรียกกันว่า ‘ปูมันเหลือง’ (หวงโหยว)
ราคาของปูมันเหลืองจะแพงกว่าปูม้าปกติถึงสามเท่าหรือมากกว่านั้น และจะมีให้จับแค่ช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมเท่านั้น
และเจ้าตัวที่ซ่อนอยู่นี้ ก็คือปูมันเหลือง!
เย่ซื่อไห่เริ่มตื่นเต้นขึ้นมา
ออกทะเลครั้งแรกก็ได้ฤกษ์งามยามดีเสียแล้ว
ปูตัวนี้ อย่างต่ำ ๆ ต้องมีหนึ่งพันหยวน
ภายใต้การควบคุมของจิต คีมเหล็กคีบเอาปูมันเหลืองตัวนั้นขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย
“อาโม่ ดูสิว่านี่ตัวอะไร? ฮ่าฮ่า ปูมันเหลืองเว้ย! ตัวนี้อย่างต่ำโลครึ่ง!”
อาโม่ที่นั่งอยู่บนโขดหินอ้าปากค้าง ตัวแข็งทื่อเหมือนถูกสาป
ความอิจฉาทำเอาหน้าตาบิดเบี้ยวไปหมด
“ฮ่าฮ่า รวยแล้วโว้ย!”
คนอื่น ๆ ในบ่อก็พากันยืนอึ้ง
นี่มัน...?
เป็นไปได้ยังไง?
ทำไมฉันถึงไม่มีดวงแบบนี้บ้าง?
เย่ซื่อไห่ผิวปากอย่างอารมณ์ดี ล้วงเชือกเส้นเล็กออกมาจากกระเป๋ากางเกง แล้วบรรจงมัดก้ามปูอย่างระมัดระวัง
สภาพสินค้าสำคัญมาก ก้ามหักขาหลุดราคาตกทันที
เขาลองเดาะน้ำหนักดูในมือ เกินหนึ่งจินครึ่งแน่นอน
ทุกคนเริ่มแห่กันเข้ามาดู
“ปูมันเหลืองจริงดิ?”
“โห ตัวใหญ่เป้งเลย”
“เย่ซื่อไห่ แกไปเหยียบขี้หมามาหรือไงเนี่ย ตัวเดียวล่อไปพันกว่าหยวนแล้วนะ”
และความเฮงของเย่ซื่อไห่ก็ยังไม่หยุดอยู่แค่นั้น
“เย่ซื่อไห่ แกได้ปูมันเหลืองอีกแล้วเหรอ!?”
เสียงตะโกนดังมาจากแอ่งน้ำอีกด้านหนึ่ง
เสียงนั้นราวกับมีเวทมนตร์ ชายหาดที่เคยจอแจพลันเงียบกริบลงชั่วขณะ
ทุกคนแทบจะเลิกหาของ แล้วพากันวิ่งไปมุงดูความบันเทิง
“คุณพระช่วย! ตัวนี้ใหญ่กว่าตัวเมื่อกี้อีก”
“เย่ซื่อไห่ วันนี้เอ็งพกดวงมาจากบ้านกี่กระสอบวะเนี่ย?”
เย่ซื่อไห่ไม่ตอบโต้ เขาหิ้วถังเดินย้ายไปอีกแอ่งหนึ่งหน้าตาเฉย
ฝูงชนก็เดินตามต้อยๆ
ไม่กี่นาทีต่อมา เย่ซื่อไห่ก็ใช้คีมคีบปูมันเหลืองออกมาจากซอกหินอีกตัว
ทุกคนยืนตาค้างไปตาม ๆ กัน
คนที่มาหากินชายทะเล ฐานะทางบ้านอาจไม่ได้ยากจนข้นแค้นทุกคน แต่ก็ไม่มีใครร่ำรวย หลายคนต้องพึ่งพาการเก็บของทะเลเพื่อจุนเจือครอบครัว
ออกหาเช้าเย็น เฉลี่ยแล้ววันหนึ่งได้สองสามร้อยหยวนก็ถือว่าหรูแล้ว
ของในทะเล ใครดีใครได้ มันคือความยุติธรรมของธรรมชาติ
แต่ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า... เย่ซื่อไห่คือ ‘เทพทรู’ ที่เปิดโปรโกงอยู่
นี่มันไปแหย่รังปูมันเหลืองแตกหรือไง?
ยังไม่ทันหายตกตะลึง เย่ซื่อไห่ก็ย้ายไปอีกหลุม
และก็ได้ปูมันเหลืองขึ้นมาอีกตัว...
จบบท