- หน้าแรก
- ฉันแค่ปลูกผัก แต่ดันเก่งที่สุดในจักรวาล
- บทที่ 32 - การต่อสู้
บทที่ 32 - การต่อสู้
บทที่ 32 - การต่อสู้
เมื่อรอดพ้นจากความตายมาได้ ชายคนนั้นก็เหงื่อโชกไปทั้งแผ่นหลัง เขารีบกลืนน้ำลายอึกใหญ่แล้วพยายามลากตัวเด็กชายไปจากที่นี่
ทว่าเด็กน้อยกลับตกใจจนขวัญเสียไปแล้ว ดวงตาของเขาดูเหม่อลอยไร้จุดโฟกัส ปากส่งเสียงสะอึกสะอื้นพึมพำอย่างน่าสงสาร
ช่างเป็นเด็กที่ขวัญอ่อนเสียจริง
“ไปสิ!” ชายคนนั้นตะโกนสุดเสียง
แต่เด็กน้อยยังคงนิ่งเฉยไม่ขยับ
ซูเสี่ยวไช่รู้สึกรำคาญใจกับคนที่มักจะขวางทางในเวลาคับขัน เธอจึงตัดสินใจเตะเข้าที่ร่างของเด็กชายที่อ้วนกลมราวกับลูกบอล เธอใช้เทคนิคการผ่อนแรงเพื่อไม่ให้เป็นการทำร้ายร่างกายจริงจัง แต่แรงส่งนั้นก็ทำให้เขาล้มกลิ้งไปบนพื้น “จะร้องหาอะไร ถ้าวิ่งไม่ไหวก็กลิ้งไปซะ”
ซูเสี่ยวไช่พูดออกไปอย่างไม่ใส่ใจ
ชายคนนั้นกลับเห็นช่องทางรอด “เร็วเข้า กลิ่นไปเลย กลิ้งไม่เป็นหรือไง ปกติเวลาแกงอแงต่อหน้าแม่แกกลิ้งยังไง ตอนนี้ก็กลิ้งไปแบบนั้นแหละ!”
ดูเหมือนเด็กน้อยจะฟังเข้าใจ เพราะเขาเริ่มม้วนตัวกลิ้งหลบไปอย่างคล่องแคล่วจริง ๆ
ผู้คนโดยรอบถึงกับอึ้งในวิธีหนีที่แหวกแนวเช่นนี้
พอนึกถึงว่าปกติเด็กคนนี้คงจะดื้อรั้นขนาดไหน นิสัยเจ้าปัญหาคงฝังรากลึกไปถึงกระดูกเลยทีเดียว
ผู้คนบางส่วนที่ยังหนีไปไม่พ้นเพราะความอยากรู้อยากเห็น ต่างพากันหลบซ่อนตัวอยู่ตามร้านค้า บ้างก็เบียดตัวอยู่หลังเคาน์เตอร์ โผล่หัวออกมาเพียงเล็กน้อยเพื่อลอบสังเกตการณ์
เมื่อได้เห็นท่าทางการหนีที่แปลกประหลาด ท่ามกลางความหวาดกลัวก็ยังมีความขบขันแทรกซึมออกมา
คอยดูเถอะ คลิปวิดีโอเด็กแสบกลิ้งหนีนี้อาจจะกลายเป็นสติกเกอร์ภาพล้อเลียนยอดฮิตในเครือข่ายสื่อสารก็ได้
ช่างเป็นภาพที่คลาสสิกจริง ๆ
ซูเสี่ยวไช่ไม่ได้สนใจว่าเด็กคนนั้นจะเป็นอย่างไรต่อ
มนุษย์แมลงยังคงยืนอยู่ตรงหน้าเธอ ดวงตาแนวตั้งที่ดูราวกับปีศาจจ้องมองเธอเขม็ง
“แส่ไม่เข้าเรื่อง แกจะต้องเสียใจที่ไล่ตามข้ามา” มนุษย์แมลงใช้หนวดเส้นหนึ่งคลำหาบางอย่างในกระเป๋าสะพายข้างที่เอว แต่มันกลับคลำไม่เจออะไรเลย
มันก้มลงมองที่เอว พบเพียงความว่างเปล่า กระเป๋าใบนั้นหายไปแล้ว
“หาสิ่งนี้อยู่เหรอ?” ซูเสี่ยวไช่ถอยหลังไปหลายก้าวพลางส่งยิ้มให้ ในมือของเธอมีกระเป๋าสีดำใบหนึ่ง
มนุษย์แมลงคำราม “เอาคืนมา!” หนวดของมันฟาดกวาดออกไปอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย แรงปะทะนั้นรุนแรงจนเก้าอี้โดยรอบกระเด็นกระดอน
ซูเสี่ยวไช่หลบหลีกอย่างคล่องแคล่วพลางเอ่ยยั่วโมโห “ขอฉันดูหน่อยสิว่าข้างในนี้มีอะไร?”
ท่าทางที่ดูเหมือนกำลังวอนหาเรื่องนั้นน่าหมั่นไส้เหลือเกิน มนุษย์แมลงจึงฟาดหนวดเส้นที่สองออกไปด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้น
ซูเสี่ยวไช่ไม่ได้หลบ แต่กลับชักดาบออกมาอย่างใจเย็น หลังจากรับแรงปะทะได้หนึ่งครั้งเธอก็ถอยร่นไปอีก
เธอรูดซิปกระเป๋าเปิดออกเพียงเล็กน้อย เมื่อเห็นสิ่งของที่อยู่ข้างใน เธอก็รีบเก็บมันเข้าสู่อุปกรณ์เก็บของมิติทันที
ช่างระทึกใจยิ่งนัก แม้แต่คนที่ใจนิ่งอย่างซูเสี่ยวไช่ยังอดเหงื่อตกไม่ได้
ระเบิดทำลายล้างนิวเคลียร์ขนาดจิ๋ว หนึ่งลูกมีอานุภาพทำลายล้างได้ทั้งจัตุรัสแห่งนี้ ปกติแล้วมันจะถูกใช้ในการรบระดับอวกาศเท่านั้น
มนุษย์แมลงคนนี้พกระเบิดทำลายล้างนิวเคลียร์มาเป็นสิบลูกเพื่อจะทำอะไรกันแน่?
หากเมื่อครู่เธอพลาดไปเพียงนิดเดียว มีหวังเธอและผู้คนทั้งจัตุรัสคงต้องจบชีวิตลงพร้อมกัน
พลังงานจากระเบิดเหล่านี้เมื่อรวมกัน อาจรุนแรงพอที่จะเจาะทะลุไปถึงแกนโลกได้เลยทีเดียว
“นี่แกคิดจะก่อการร้ายหรือไง?”
“เรื่องของข้า!” มนุษย์แมลงแผดเสียง “เอาของคืนมา!”
“เหอะ ถ้ามีความสามารถแย่งคืนไปได้ก็ลองดู” ซูเสี่ยวไช่ตั้งคมดาบขึ้น เข้าปะทะกับหนวดที่พุ่งเข้ามาอย่างจัง
มนุษย์แมลงแสยะยิ้ม มันคิดว่าใครที่กล้าเข้าปะทะกับมันตรง ๆ แบบนี้ย่อมมีแต่ความตาย
ทว่าร่างที่มันคิดว่าจะถูกฟาดจนกระเด็นกลับยังคงยืนตระหง่านอยู่ที่เดิม ประกายแสงจากใบดาบวาบขึ้นเพียงพริบตา หนวดที่ดูทรงพลังกลับถูกตัดขาดอย่างเป็นระเบียบ
หนวดที่ร่วงลงสู่พื้นสลัดเปลือกสีดำออก ดิ้นขลุกขลิกอยู่สองสามครั้งก่อนจะแน่นิ่งไป
“แกเป็นใครกันแน่?” มนุษย์แมลงเริ่มลังเลและหวาดหวั่น อาวุธมีคมทั่วไปไม่มีทางสร้างบาดแผลให้มันได้เลย คนคนนี้เป็นใครกันแน่ ถึงได้มีอาวุธพิเศษติดตัวมาด้วย
หรือจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญ?
มนุษย์แมลงเริ่มนึกเสียใจที่ไม่ได้อาศัยจังหวะตอนที่ซูเสี่ยวไช่ไปช่วยเด็กหนีไปเสีย
ตั้งแต่ตอนที่คมดาบนั้นต้านทานกรงเล็บของมันไว้ได้ มันควรจะสังเกตเห็นแล้วว่าอาวุธโบราณธรรมดาไม่มีทางรับแรงปะทะจากกรงเล็บของมันได้ขนาดนี้
ดวงตาที่ดูประหลาดกลอกไปมา หนวดทั้งสี่เส้นด้านหลังพุ่งออกมาพร้อมกัน ส่งเสียงหวีดหวิวฝ่าอากาศเข้าจู่โจมอย่างสุดกำลัง
ในเมื่อหนีไม่ได้ ก็ต้องสู้
มนุษย์แมลงใช้หนวดจำนวนมากของมันดึงป้ายไฟที่ลอยอยู่กลางอากาศทุ่มเข้าใส่ซูเสี่ยวไช่
ซูเสี่ยวไช่เบี่ยงตัวหลบได้อย่างแม่นยำ ราวกับคาดการณ์การเคลื่อนไหวของมันไว้หมดแล้ว แม้แต่เส้นผมก็ยังไม่ยุ่งเหยิง
การหลบเพียงอย่างเดียวไม่ใช่หนทางแก้ปัญหา ซูเสี่ยวไช่ถือดาบคู่ด้วยใบหน้าเรียบเฉย แล้วพุ่งเข้าใส่เพื่อต่อสู้ในระยะประชิด
หนึ่งคนหนึ่งแมลงต่อสู้กันอย่างดุเดือด
สิ่งอำนวยความสะดวกและป้ายไฟโดยรอบพังทลายลงอย่างต่อเนื่อง เสียงระเบิดและเสียงพังทลายดังสนั่นหวั่นไหว
เสียงที่ดังกึกก้องสร้างความหวาดกลัวให้แก่คนที่หนีไม่ทันซึ่งแอบซ่อนอยู่ในร้านค้า ทุกคนต่างพยายามใช้โต๊ะ เก้าอี้ หรือแม้แต่หม้อใบใหญ่มาเป็นเกราะกำบังอย่างทุลักทุเล
การต่อสู้ยังดำเนินต่อไป ผู้สังเกตการณ์ที่กล้าหาญมองตามการเคลื่อนไหวแทบไม่ทันเพราะทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วมาก พวกเขาต่างเกรงว่าจะโดนลูกหลงจนต้องถอยร่นเข้าไปหลบในที่ลึกขึ้น
แต่ความอยากรู้อยากเห็นก็ทำให้พวกเขาหยิบเครื่องสื่อสารขึ้นมาขยายกล้องเพื่อบันทึกภาพการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยมนี้เอาไว้
การต่อสู้ที่สมจริงเช่นนี้หาชมได้ยากยิ่ง ทุกคนต่างเสี่ยงชีวิตเพื่อบันทึกภาพ
บางคนที่ใจกล้าถึงขั้นทำการถ่ายทอดสด โดยพยายามแพนกล้องตามซูเสี่ยวไช่และมนุษย์แมลงอย่างต่อเนื่อง แม้ภาพจะสั่นไหวจนดูแล้วเวียนหัว แต่จำนวนผู้ชมในการถ่ายทอดสดกลับพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ
ทุกคนต่างกังวลว่าซูเสี่ยวไช่จะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ เพราะสมรรถภาพร่างกายของมนุษย์แมลงนั้นสูงกว่ามนุษย์ทั่วไปมากและมีพละกำลังมหาศาล
พวกเขาทำได้เพียงสวดอ้อนวอนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึงโดยเร็ว
เพราะหากซูเสี่ยวไช่ตาย เป้าหมายต่อไปย่อมเป็นพวกเขาทุกคน
แม้การต่อสู้จะดูรุนแรงมากในสายตาคนนอก แต่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายต่างรู้ดีว่าการต่อสู้ครั้งนี้จะจบลงในอีกไม่ช้า
ทุกครั้งที่มีการแลกเปลี่ยนกระบวนท่า มนุษย์แมลงจะสูญเสียชิ้นส่วนร่างกายไปทีละนิด
ยิ่งสู้ไป มนุษย์แมลงก็ยิ่งตื่นตระหนก มันไม่สามารถรักษาความเยือกเย็นไว้ได้อีกต่อไปและเริ่มตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้
มันเริ่มสงสัยว่าซูเสี่ยวไช่อาจไม่ใช่คน แต่เป็นเผ่าแมลงเหมือนกับมัน
หากเป็นเช่นนี้ต่อไป มันต้องตายแน่ ๆ
เมื่อรู้ตัวว่าสู้ไม่ได้ มนุษย์แมลงก็เลิกอาลัยอาวรณ์กับการต่อสู้ มันใช้หนวดเส้นสุดท้ายที่เหลืออยู่ดึงป้ายไฟอีกอันมาขวางทางซูเสี่ยวไช่ไว้ แล้วรีบกลับตัววิ่งหนีไป
มีหรือที่ซูเสี่ยวไช่จะปล่อยให้มันทำสำเร็จ เธอสู้มาตั้งนานโดยไม่ลงมือปลิดชีพทันที เพราะต้องการจะเค้นถามข้อมูลบางอย่างจากมัน
เธอหยิบเหล็กเส้นที่มีปลายแหลมซึ่งมนุษย์แมลงกระชากจนขาดตกไว้ขึ้นมา
เธอขว้างเหล็กเส้นนั้นเข้าใส่แผ่นหลังของมนุษย์แมลงอย่างแรง เหล็กเส้นพุ่งเสียบเข้าที่ต้นขาจนมันเสียหลักชนเข้ากับโต๊ะที่วางอยู่กลางถนนอย่างจัง
ซูเสี่ยวไช่หยิบไม้ท่อนที่หักร่วงอยู่ขึ้นมาอีกชิ้น เธอออกแรงเสียบมันเข้าที่หัวไหล่ของมัน แต่น่าเสียดายที่ร่างกายของมนุษย์แมลงนั้นแข็งเกินไป ไม้จึงแทงเข้าไปได้เพียงผิวเผิน
มนุษย์แมลงแสยะยิ้ม “แกคิดว่าข้าจะหนีจริง ๆ งั้นเหรอ?”
หนวดเส้นสุดท้ายที่ยังไม่ขาดชูขึ้น เล็งตรงไปยังท้ายทอยของซูเสี่ยวไช่
ที่ปลายหนวดมีของเหลวสีดำซึมออกมา เพียงหยดเดียวก็เพียงพอที่จะทำให้ศีรษะของมนุษย์ผู้นี้เน่าเปื่อยได้
“ลาก่อน”
ทว่ายังไม่ทันที่มนุษย์แมลงจะทำตามที่หวัง ซูเสี่ยวไช่ก็ตวัดดาบไปด้านหลัง ตัดหนวดเส้นสุดท้ายนั้นจนขาดกระจุย
เธอยิ้มออกมาอย่างใสซื่อ “แกคงลืมไปแล้วว่าฉันมีอาวุธที่สามารถหั่นแกให้กลายเป็นแมลงพิการได้ทุกเมื่อ”
คมดาบจ่ออยู่ที่ลำคอของมัน ซูเสี่ยวไช่มองลงมาด้วยสายตาเหนือกว่า “แกเป็นตัวอะไรกันแน่?”
มนุษย์แมลงคนนี้อ่อนแอเกินไป อ่อนแอยิ่งกว่าทหารแมลงชั้นต่ำสุดเสียอีก
ทหารแมลงเหล่านั้นแม้จะไม่ค่อยมีสมอง แต่พลังการต่อสู้กลับสูงกว่าตัวที่อยู่ตรงหน้าเธอถึงสองเท่า
เพียงแค่ได้ปะทะกัน ซูเสี่ยวไช่ก็รู้แล้วว่ามันไม่ได้สลักสำคัญอะไรเลย
มนุษย์แมลงแสดงท่าทางหวาดกลัวและไม่อยากพูด แต่คมดาบที่กดลงบนคอทำให้มันรู้ว่าหากขยับเพียงนิดมันต้องตายแน่นอน
ซูเสี่ยวไช่ไม่ยอมเสียเวลา เมื่อเห็นมนุษย์แมลงที่มีวิวัฒนาการทางสติปัญญาสูงขนาดนี้ แต่ทำไมความสามารถถึงได้ด้อยนัก?
ในชีวิตก่อนของเธอ มนุษย์แมลงที่มีสติปัญญาเทียบเท่ามนุษย์ล้วนแต่เป็นสุดยอดนักรบทั้งสิ้น ไม่มีข้อยกเว้นเลยสักราย
เธอต้องบังคับหุ่นรบที่ทรงพลังที่สุดถึงจะพอรับมือกับพวกมันได้
“จะพูดหรือไม่พูด ฉันไม่มีความอดทนขนาดนั้นนะ ฆ่าแกไปก็ไม่ผิดกฎหมายด้วย”
“อย่าฆ่าข้า... ข้าไม่ใช่...” เสียงในลำคอของมันเริ่มติดขัด ร่างกายเริ่มสั่นเทาอย่างรุนแรง ดวงตาโปนออกมา หนวดที่ขาดไปพยายามไขว่คว้าบางอย่างในอากาศ
มันเอ่ยคำสุดท้ายออกมาอย่างโศกเศร้า “ข้าคือ... ช่วยข้าด้วย...”
เสียงกรีดร้องแหลมคมดังก้องจนทำให้โต๊ะกระจกแถวนั้นแตกกระจาย ก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบสงบลง
ซูเสี่ยวไช่ขมวดคิ้วมุ่น เธอไม่ได้ละสายตาไปจากร่างนั้นเพื่อป้องกันการดิ้นรนครั้งสุดท้าย
แต่สุดท้ายเธอก็ประเมินความอึดของมันสูงเกินไป มันตายแล้วจริงๆ
เป็นการตายที่ผิดปกติ
แถมก่อนตายยังไม่ได้ทิ้งข้อมูลอะไรไว้เลย เสียแรงเปล่าจริง ๆ
ซูเสี่ยวไช่รู้สึกหงุดหงิด เธอเตะร่างนั้นเบา ๆ พบว่ามันอ่อนนิ่มลงและตายสนิทแล้ว
เรื่องราวทั้งหมดเริ่มส่งกลิ่นอายของแผนการบางอย่างออกมา
ซูเสี่ยวไช่ไม่เชื่อว่ามนุษย์แมลงจะตายง่ายแบบนี้ เธอทรุดตัวลงตรวจดูศพ ฉีกเสื้อผ้าของมันออก กดสำรวจที่หน้าท้องและหน้าอกเพื่อสัมผัสร่องรอยบางอย่าง
เธอต้องการดูว่ามนุษย์แมลงพรางตัวอย่างไร
ซูเสี่ยวไช่ผู้ผ่านการสังหารทั้งแมลงและผู้คนมานับไม่ถ้วนคุ้นเคยกับสัมผัสของหนังมนุษย์ที่มันห่อหุ้มอยู่ดี นี่คือหนังมนุษย์ของจริง
หรือว่าเผ่าแมลงจะวิวัฒนาการจนสร้างร่างปรสิตขึ้นมาได้? แต่นั่นก็ไม่สมเหตุสมผล สิ่งมีชีวิตที่ทำหน้าที่เป็นปรสิต อย่างมากที่สุดก็แค่ควบคุมความคิด แต่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมของมนุษย์ให้กลายเป็นแมลงได้อย่างสมบูรณ์เช่นนี้
สิ่งที่อยู่ภายใต้หนังมนุษย์นี้คือร่างกายของมนุษย์แมลง 100 ส่วน
ซูเสี่ยวไช่เพิ่งจะเคยเห็นกรณีเช่นนี้เป็นครั้งแรก
น่าเสียดายที่เธอไม่สามารถผ่าพิสูจน์ศพด้วยตัวเองได้ ดูท่าเธอต้องขยายเครือข่ายความสัมพันธ์เพื่อทำความรู้จักกับคนในหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเสียหน่อยแล้ว การมีคนรู้จักอยู่ภายในย่อมทำให้จัดการเรื่องต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น
กลุ่มไทยมุงโดยรอบต่างพากันสั่นสะท้าน ผู้หญิงคนนี้ไม่เพียงแค่ฆ่าแมลง แต่เธอยังมีพฤติกรรมวิปริตถึงขั้นล่วงเกินศพ แถมท่วงท่ายังดูชำนาญราวกับไม่ใช่ครั้งแรกที่ทำเรื่องแบบนี้
ซูเสี่ยวไช่ไม่ได้รู้สึกถึงสายตาเหล่านั้น เธอหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดมือ แล้วกดโทรศัพท์หาอู๋ชิงชิง
“เรียบร้อยแล้ว มาได้เลย”
อู๋ชิงชิงเด้งตัวขึ้นจากเก้าอี้ทันที แล้วบอกกับเฝิงหว่านซาและคนอื่น ๆ ที่รออย่างกระวนกระวายว่า “เสี่ยวไช่บอกว่าฆ่ามนุษย์แมลงได้แล้ว พวกเราไปกันเถอะ”
หูผิงเอ่ยขึ้น “งั้นรีบไปกันเถอะ ฉันอยากเห็นมนุษย์แมลงตัวเป็น ๆ”
หูเหล่าจ่งดุลูกชาย “แกพูดบ้าอะไร? ควรจะห่วงคนทางนั้นมากกว่าไหม แกทำตัวไร้หัวใจแบบนี้ ต่อไปจะไปจีบสาวที่ไหนติด”
หลิวสวินและพานหมิงเจี๋ยแสดงสีหน้าไม่เห็นด้วย เพราะหูผิงน่ะปากหวานจะตายไป เขาหลอกล่อเพื่อนนักเรียนหญิงจนมีความสุขกันถ้วนหน้า มีเพียงหูเหล่าจ่งเท่านั้นที่คิดว่าลูกชายตัวเองเป็นพวกทื่อมะลื่อ
กลุ่มคนรีบเดินทางไปยังตำแหน่งที่ซูเสี่ยวไช่ส่งมาให้ทันที
พวกเขารู้สึกอึ้งเล็กน้อยเมื่อไปถึงจุดหมาย
ซูเสี่ยวไช่นั่งอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังบนถนน เธอไขว้ห้างอย่างสบายอารมณ์ ในมือมีกล่องไก่ทอดที่เจ้าของร้านแถวนั้นมอบให้ฟรี ๆ
เธอกินอย่างเอร็ดอร่อย ไม่เหมือนคนที่เพิ่งผ่านศึกหนักมาเลยสักนิด
เสื้อผ้าไม่ขาด ทรงผมไม่ยุ่ง แต่ร่างของมนุษย์แมลงก็นอนแน่นิ่งอยู่ตรงนั้นจริง ๆ
“ไก่ทอดนั่นได้มาจากไหนน่ะ?” หูผิงถาม
“เจ้าของร้านไก่ทอดให้น่ะสิ” เจ้าของร้านอยากให้ซูเสี่ยวไช่อยู่ตรงนี้ต่อจนกว่าตำรวจจะมาถึง จึงใช้วิธีที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้
ซูเสี่ยวไช่ไม่รู้จักคำว่าเกรงใจ ในเมื่อคนอื่นให้มาเธอก็ย่อมรับไว้
หลังจากสู้มาหนึ่งยก เธอใช้พลังงานไปมากจนรู้สึกหิวพอดี
ซิงเหมี่ยวสำรวจเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วจูงมือเธอไปหาจี้หลี่เพื่อให้ตรวจว่าได้รับบาดเจ็บภายในหรือไม่
ซูเสี่ยวไช่ที่ปากเลอะเศษแป้งทอดและมือมันแว่บรีบปฏิเสธ “ไม่ต้องหรอก มือของคุณหมอจี้ไม่ควรเปื้อนน้ำมันเดี๋ยวมันจะไม่สวย”
ซิงเหมี่ยวหัวเราะแก้เก้อ “เช็ดมือก่อนก็ได้ คุณหมอจี้เขาไม่รังเกียจเธอหรอก เธอน่ะคิดมากไปเอง”
“ไก่ทอดถ้าเย็นแล้วจะไม่อร่อยนะ ถ้าไม่กินตอนร้อน ๆ จะเสียของที่เขาอุตส่าห์ทอดจนเหลืองกรอบขนาดนี้” ซูเสี่ยวไช่เอ่ยชมฝีมือพ่อครัวที่ควบคุมไฟได้ดีเยี่ยม
“เวลานี้ยังจะห่วงเรื่องไก่ทอดอร่อยไม่อร่อยอีก ดูท่าเธอคงเจ็บหนักจนพยายามเบี่ยงเบนความสนใจพวกเราแน่ ๆ” ซิงเหมี่ยวใช้ทิชชู่เปียกเช็ดมือให้เธออย่างแข็งกร้าว ก่อนจะส่งมือให้จี้หลี่ตรวจชีพจร
การตรวจชีพจรของหมอไม่ได้แม่นยำเท่าแพทย์แผนโบราณ แต่ใช้เพื่อดูว่าพลังชีวิตของคนไข้อ่อนแอหรือไม่
“แข็งแรงดีเหมือนวัว กินเนื้อวัวได้อีกทั้งตัวเลยล่ะ” จี้หลี่บอกทุกคน
ซูเสี่ยวไช่สูดหายใจเข้าด้วยความตกใจ “นายรู้ได้ยังไง?”
จี้หลี่ตอบ “ก็เธอกอดกล่องไก่ทอดซะแน่นขนาดนั้น”
“ของฉันนี่นา” ซูเสี่ยวไช่พึมพำ
“เลิกเล่นได้แล้ว” ซิงเหมี่ยวใช้นิ้วจิ้มหน้าผากเธอเบา ๆ เมื่อรู้ว่าเธอไม่เป็นอะไรก็เบาใจ
ซูเสี่ยวไช่กินน่องไก่หมดไปหนึ่งชิ้น คนของซุนเส้าซ่าวถึงเดินทางมาถึง
อู๋ชิงชิงและหูผิงเดินวนเวียนมองศพมนุษย์แมลงอย่างระมัดระวัง
“อยู่ห่าง ๆ หน่อย สิ่งนี้มีอะไรแปลก ๆ” ซูเสี่ยวไช่มองร่างนั้นด้วยสัญชาตญาณระวังภัย
คนที่ซุนเส้าซ่าวส่งมาคือชายหนุ่มที่ดูภูมิฐานและมีแววตามุ่งมั่น
เขาวิ่งตรงมา เมื่อเห็นศพมนุษย์แมลงบนพื้นและผู้คนรอบข้างยังปลอดภัยดี ไม่ได้มีศพเกลื่อนกลาด เขาก็ผ่อนคลายความตึงเครียดลง เขาทำความเคารพแบบทหารและแสดงตัว “ขอโทษครับ ใครเป็นคนติดต่อหัวหน้าของผม?”
จี้หลี่ก้าวออกมา “ผมเอง”
ทหารนายนั้นสอบถามสถานการณ์จากเขา จี้หลี่จึงบอกว่า “เธอเป็นคนจัดการเพียงลำพัง รายละเอียดต้องถามเธอ”
“รอให้ตำรวจมาพร้อมกันก่อนเถอะ ฉันขี้เกียจพูดซ้ำรอบสอง” ซูเสี่ยวไช่ชี้ไปยังกลุ่มไทยมุงที่เริ่มหนาตาขึ้น “คุณควรจัดระเบียบคนของพวกคุณเพื่อกันฝูงชนออกไปดีกว่า”
พวกไทยมุงน่ะ เพื่อที่จะได้รู้อะไรเด็ด ๆ พวกเขาทำได้ทุกอย่างนั่นแหละ
เมื่อได้รับคำเตือน ทหารนายนั้นจึงนำบัตรประจำตัวออกมาและสั่งห้ามไม่ให้ประชาชนทั่วไปเข้าใกล้พื้นที่
กลิ่นอายความเฉียบขาดของทหารสามารถกดดันฝูงชนที่กำลังวุ่นวายได้ทันที
ทหารนายอื่น ๆ ตามมาถึง พวกเขาช่วยกันคุมทั้งสี่ทิศทางเพื่อไม่ให้ใครเข้าใกล้ได้อีก
ส่วนตำรวจนั้นมาช้าเหลือเกิน ระยะทางที่รถตำรวจขับเพียง 3 นาทีกลับใช้เวลาถึง 15 นาทีถึงจะมาถึงที่เกิดเหตุ
หัวหน้าตำรวจวัยกลางคนเหงื่อไหลโชก เขาเพิ่งจะปฏิบัติภารกิจอื่นอยู่แล้วถูกสั่งให้ย้ายมาที่นี่กระทันหันจนทำอะไรไม่ถูก
ระหว่างทางเขาได้เห็นเหตุการณ์ผ่านอินเทอร์เน็ตยิ่งรู้สึกว่าเรื่องนี้ยุ่งยากขึ้นไปอีก
การที่มีมนุษย์แมลงปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชนบนโส่วตูซิง ถือเป็นการตบหน้าหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอย่างแรง
การเข้าออกระหว่างดวงดาวเป็นหน้าที่ของหน่วยงานนี้ หากจัดการเรื่องนี้ไม่ดี อนาคตในการทำงานคงดับวูบ
“ขอโทษครับ ขอทางหน่อย” ตำรวจวัยกลางคนขมวดคิ้วแล้วชี้ไปที่เด็กสาวที่ยังนั่งกินไก่ทอดและคนรอบข้างเธอ “ทำไมยังมีประชาชนอยู่ที่นี่อีก รีบออกไปให้ห่างเลย”
“มนุษย์แมลงนั่นฉันเป็นคนฆ่าเองค่ะ ฉันนึกว่าต้องทำบันทึกคำให้การเสียอีก หรือว่าไม่ต้องทำคะ?” เด็กสาวเอียงคอถาม จนตำรวจวัยกลางคนพูดไม่ออก เขาหันไปมองทหารที่คุมพื้นที่อยู่
ทหารพวกนี้เป็นแค่ของประดับรึไง?
ตำรวจวัยกลางคนสั่งให้เจ้าหน้าที่นิติเวชตรวจสอบพื้นที่ ถ่ายภาพ และเรียกตำรวจหญิงคนหนึ่งมา “ไปทำบันทึกคำให้การของพวกเธอมา”
การทำบันทึกนั้นเรียบง่าย ตำรวจถามและคนตอบ พยายามให้รายละเอียดมากที่สุด
ตำรวจหญิงถามเธอว่า ค้นพบได้อย่างไรว่านั่นคือมนุษย์แมลง
ซูเสี่ยวไช่เปลี่ยนสีหน้าทันที เธอตบเข่าฉาดแล้วเริ่มเล่าอย่างไหลลื่น
เธอเล่าเหมือนนักเล่านิทาน เริ่มจากการสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของลูกตา “ฉันใจหายวาบเลย นี่มันตัวอะไรกัน? ลูกตาเหมือนมนุษย์แมลงไม่มีผิด สิ่งนี้ต้องไม่ใช่คนแน่ ๆ คุณก็รู้ เยาวชนผู้มีอุดมการณ์อย่างฉันจะปล่อยให้มันหนีไปไม่ได้เด็ดขาด”
จากนั้นเธอก็พรรณนาถึงการไล่ล่าที่โลดโผนและการต่อสู้กับมนุษย์แมลงด้วยคำศัพท์ที่ดูหรูหราอลังการ
เธอพูดจาฉะฉานจนทั้งคนที่รู้เรื่องและไม่รู้เรื่องต่างพากันอึ้งไปตาม ๆ กัน
ตำรวจหญิงฟังอย่างตั้งใจ มันช่างดูน่าตื่นเต้นเหลือเกิน
ตำรวจชายที่อยู่ข้าง ๆ ไอขัดขึ้นสองครั้งแล้วพูดด้วยความจริงจัง “ตอนนี้กำลังทำบันทึกคำให้การ ไม่ใช่นิทาน ต้องยึดหลักความเป็นจริง” ถึงแม้จะฟังดูน่าตื่นเต้น แต่พวกเขาบันทึกแบบนั้นไม่ได้
ซูเสี่ยวไช่ทำหน้าซื่อ “แต่ที่ฉันพูดไปคือความจริงทั้งหมดนะคะ ไม่เชื่อถามคนพวกนั้นดูสิ”
ตำรวจชายมองไปตามนิ้วของซูเสี่ยวไช่ เห็นกลุ่มไทยมุงพากันพยักหน้าหงึกหงัก
แต่พวกเขาก็รู้สึกทะแม่ง ๆ แม้สิ่งที่เธอพูดจะเป็นความจริง แต่ทำไมเรื่องที่ควรจะดูเก่งกาจถึงสิบส่วน พอผ่านปากเธอแล้วกลับกลายเป็นเหมือนเรื่องคุยโวของพวกกระจอกเสียอย่างนั้น
มันประหลาดเกินไปแล้ว!
ตำรวจทั้งสองนายจนใจ แต่ซูเสี่ยวไช่ไม่ยอมแก้ไขคำพูดของเธอ “ฉันไม่ได้โกหกและไม่ได้พูดเกินจริง บันทึกคำให้การก็เป็นแบบนี้แหละ ฉันจะไม่พูดซ้ำรอบที่สองแล้ว”
ซูเสี่ยวไช่กินไก่ทอดต่อ ไก่ทอดฟรีนี่มันอร่อยจริง ๆ โดยเฉพาะส่วนกระดูกอ่อนที่เคี้ยวกร้วม ๆ ได้สะใจ
จี้หลี่หัวเราะเบา ๆ เขาขำในความขี้เล่นของซูเสี่ยวไช่
“จริง ๆ ถ้าพวกคุณตัดคำคุณศัพท์เกินจริงที่เธอพูดออกไป มันก็คือความจริงนั่นแหละ เธอคงจะเคืองเรื่องความเร็วในการเดินทางมาถึงของพวกคุณน่ะ” สถานีตำรวจก็อยู่ใกล้แค่นี้ และนี่ไม่ใช่ยุคโบราณที่รถตำรวจต้องวิ่งอยู่แค่บนดินเสียหน่อย
ซูเสี่ยวไช่แอบชูนิ้วโป้งในใจ จี้หลี่ฉลาดจริง ๆ ที่มองแผนการของเธอออก เธอแค่ตั้งใจจะทำให้พวกเขาลำบากนิดหน่อยเท่านั้น
หากในที่เกิดเหตุไม่มีคนรับมือกับมนุษย์แมลงได้ คงมีคนตายมากมายนับไม่ถ้วน
สิ่งที่น่าเศร้าคือมีสุนัขตายไปหนึ่งตัว มันเป็นสุนัขอ้วนท้วนน่ารักที่ต้องมารับเคราะห์ไปอย่างช่วยไม่ได้
เมื่อตำรวจกลับไปฟังบันทึกเสียงและจงใจข้ามคำพรรณนาของซูเสี่ยวไช่ไป ก็พบว่าเป็นบันทึกคำให้การที่ถูกต้องตามระเบียบทุกประการ
ช่างเถอะ คิดเสียว่าเข้าใจความรู้สึกของประชาชนที่กระตือรือร้น พวกเขามาถึงช้าเกินไปจริง ๆ จะถูกโกรธก็ไม่แปลก
หลังจากตัวเอกของเรื่องทำบันทึกเสร็จ ก็ถึงคิวของพวกอู๋ชิงชิงและพวกไทยมุงส่วนหนึ่ง พวกเขาต้องรวบรวมวิดีโอจากประชาชนและภาพจากกล้องวงจรปิดของร้านค้าด้วย
ซูเสี่ยวไช่เช็ดปากหลังจากกินไก่ทอดเสร็จ “คุณตำรวจคะ ฉันขอถามหน่อย ฉันฆ่ามนุษย์แมลงถือว่าทำประโยชน์ต่อสังคม สิ่งที่มันทำพังไปเนี่ย ฉันคงไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายใช่ไหมคะ”
ผู้ดูแลจัตุรัสที่รีบเดินทางมาถึงรีบเช็ดเหงื่อแล้วเข้ามาใกล้ ๆ “ไม่ต้องครับไม่ต้อง ขอบคุณฮีโร่ตัวน้อยที่ช่วยไว้ นี่นามบัตรของผมครับ และนี่คือบัตรทานอาหารฟรีของทางจัตุรัส มีทั้งหมด 10 ใบ มูลค่าใบละไม่เกิน 1,000 หยวน ทางเราจะเป็นคนจ่ายให้เองครับ นอกจากนี้ยังมีบัตรสมาชิกส่วนลด 20 เปอร์เซ็นต์ สำหรับการซื้อของในห้างสรรพสินค้าส่วนกลางด้วยครับ”
ช่างทำธุรกิจเก่งจริง ๆ! ซูเสี่ยวไช่รับบัตรต่าง ๆ มาพลางมองด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ “แล้วคุณตำรวจมีรางวัลให้ไหมคะ จะมีการมอบเข็มเชิดชูเกียรติพลเมืองดีให้ฉันหรือเปล่า”
ตำรวจหญิงรู้สึกว่าซูเสี่ยวไช่ช่างงกเสียจริง เธอหัวเราะแล้วบอกว่า “หลังจากตรวจสอบข้อมูลเสร็จแล้วคงจะมีให้แหละจ้ะ แต่อาจจะต้องรอสักพักใหญ่ ๆ นะ”
“คุณตำรวจหญิงทั้งสวยทั้งใจดี อย่าลืมช่วยดูให้ฉันด้วยนะคะ ถ้ามีรางวัลเมื่อไหร่ต้องรีบบอกฉันเป็นคนแรกเลยนะ” ซูเสี่ยวไช่ขอเพิ่มช่องทางติดต่อกับตำรวจหญิงอย่างเป็นธรรมชาติ
ตำรวจหญิงลูบหัวเธอด้วยความเอ็นดู แล้วแลกเลขหมายติดต่อกัน
เมื่อประสบความสำเร็จในการหาเส้นสายแรก ซูเสี่ยวไช่อาศัยจังหวะที่ตำรวจคนอื่นเดินออกไป แอบมุดเข้าไปในกลุ่มเจ้าหน้าที่นิติเวช
ในกลุ่มนั้นมีชายสวมชุดดำคนหนึ่ง เขาดูเหมือนจะเป็นนักวิชาการที่ศึกษาเรื่องมนุษย์แมลงโดยเฉพาะ และกำลังบรรยายเรื่องมนุษย์แมลงที่เขาเคยศึกษาให้เจ้านหน้าที่นิติเวชฟัง
“ผลการตรวจสอบน่าจะออกมาเร็ว ๆ นี้แหละ การที่มันห่มหนังมนุษย์ปลอมมาเดินถนนแบบนี้ ไม่รู้มันคิดยังไงของมัน เดินอาด ๆ แบบนี้ยังไงก็ต้องถูกจับได้ ช่างโง่เขลาจริง ๆ”
[จบบท]