เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 20 - คดีฆาตกรรมกลางงานชุมนุมย่อย

บทที่ 20 - คดีฆาตกรรมกลางงานชุมนุมย่อย

บทที่ 20 - คดีฆาตกรรมกลางงานชุมนุมย่อย


บทที่ 20 - คดีฆาตกรรมกลางงานชุมนุมย่อย

ขอแนะนำไท่สื่อโหวให้รู้จักอีกครั้ง

ไท่สื่อโหว ยอดฝีมือระดับที่เจ็ดแห่งวิถียุทธ์ (นภาเดิม) หนึ่งในยี่สิบคนบนทำเนียบฟ้า และเป็นเจ้าพระยา แห่งต้าเสวียน เจ้าของหอไท่สื่อ

ในต้าเสวียนนี้ เหลยต้าจ้วงอาจจะไม่กล้าบอกว่าเดินกร่างไปทั่วได้ แต่ก็มีน้อยคนนักที่จะกล้าหาเรื่องเขา เพราะปู่ของเขาคือไท่สื่อโหว

เหลยต้าจ้วงที่เอ่ยถึงสถานะตัวเองอย่างเรียบง่าย ยังคงยิ้มแย้มเป็นกันเอง แม้จะพูดจาอวดเบ่ง แต่ท่วงท่ากลับดูเข้าถึงง่าย

เสิ่นอี้ก็ไม่รู้ว่าหมอนี่ถูกชะตาอะไรกับเขา ถูกชะตา? หรือเพราะเห็นวรยุทธ์ที่เขาแสดงออกมา? ช่างเถอะ แก้เกมตามสถานการณ์ไปก็แล้วกัน

ระหว่างที่คุยกัน การข้ามทะเลสาบยังคงดำเนินต่อไป สวีเวิ่นจีเห็นว่าปล่อยคนข้ามไปได้สามคนติดๆ กัน ก็เริ่มรู้สึกเสียหน้า ต่อจากนั้นจึงลงมือเต็มที่ สกัดกั้นคนไปกว่ายี่สิบคน ทำเอาพระที่รอคิวอยู่ฝั่งตรงข้ามไม่กล้าข้ามต่อ

วรยุทธ์ของวัดเหล็กหลิงหลงเน้นการสะสมพลังแล้วระเบิดออก ฝึกจากภายนอกสู่ภายใน พระนักสู้ทุกคนต้องฝึกพื้นฐานสามปีก่อนถึงจะได้กราบอาจารย์

นั่นทำให้ศิษย์ระดับกลืนปราณ (สือชี่) ในวัดส่วนใหญ่อายุสามสิบอัพกันหมดแล้ว คนพวกนี้เลยเกณฑ์อายุที่จะลงทำเนียบเฟิงอวิ๋นไปแล้ว เลยกระดากใจที่จะมารังแกเด็กยี่สิบกว่าอย่างสวีเวิ่นจี ทำให้ช่วงหนึ่งไม่มีใครกล้าข้ามทะเลสาบ

แต่สวีเวิ่นจีก็ไม่ใช่คนเหล็ก การออกแรงเต็มที่ทำให้ลมปราณร่อยหรอ จึงถอยออกมาให้คนอื่นรับช่วงต่อ

พอดัชนีระเบิดสายฟ้าหายไป คนต่อๆ มาก็ข้ามทะเลสาบได้ง่ายขึ้น

เสิ่นอี้คุยเล่นกับเหลยต้าจ้วงอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง ในที่สุดก็ครบสิบคน ทั้งหมดเดินตามกันเข้าไปในลานตึกรับรอง ท่ามกลางสายตาของพระสงฆ์ฝั่งตรงข้ามที่มองตามมา เบื้องหน้าเห็นโต๊ะยาววางเรียงรายสองฝั่ง ด้านในสุดมีอู๋อินและนักดาบหนุ่มมาดเข้มนั่งแยกฝั่งกันอยู่

ดูเหมือนพวกเขารออยู่นานแล้ว บรรยากาศระหว่างทั้งสองดูตึงเครียดพิกล

"นั่นคือคนที่เก่งที่สุดในงานชุมนุมย่อยวันนี้" เหลยต้าจ้วงกระซิบบอก " ไป๋จิงอวิ๋น ฉายา 'กระบี่ป่วนเมฆา' แห่งหอกระบี่ อันดับสี่สิบสี่ทำเนียบเฟิงอวิ๋น สูงกว่าอู๋อินนิดหน่อย แต่ถ้าสู้กันจริง ผลแพ้ชนะมีแต่พวกเขาสองคนที่รู้"

"แน่นอน คำว่าเก่งที่สุดของเขา อีกสองวันอาจจะไม่ใช่แล้ว เพราะบางสำนักยังมาไม่ถึง"

ไป๋จิงอวิ๋นวางกระบี่ขวางบนโต๊ะ มือข้างหนึ่งกดฝักกระบี่ แผ่รังสีกระบี่ที่พร้อมจะปะทุออกมาได้ทุกเมื่อ ทำให้คนไม่กล้าสบตา

ส่วนอู๋อินนั่งขัดสมาธินิ่งสงบดั่งรูปปั้นหิน พนมมือ หลับตาพริ้ม เหมือนกำลังสวดมนต์ในใจ

ทั้งสองไม่พูดจา บรรยากาศตึงเครียดไร้รูปกดดันไปทั่วบริเวณ

นอกจากสองคนนี้ ในลานไม่มีคนอื่นอีก นักพรตกู่มู่ที่ใช้เมล็ดพันธุ์สร้างท่อนซุงเมื่อครู่ก็ไม่อยู่

ดูท่า งานนี้จะมีแค่คนรุ่นใหม่จริงๆ

เมื่อเห็นทุกคนเข้ามากันครบ ไป๋จิงอวิ๋นก็เอ่ยขึ้น "คนมาครบแล้ว อู๋อิน เจ้าควรให้คำตอบได้แล้วมั้ง ผ่านมาสามปี ต้าหลีทำท่าจะรุกรานชายแดนอีกครั้ง คราวนี้ วัดของท่านยินดีจะยื่นมือเข้าช่วยต้านต้าหลีหรือไม่?"

สิ้นเสียงไป๋จิงอวิ๋น เสียงจอแจของฝูงชนก็เงียบกริบทันที บรรยากาศประหลาดแผ่ซ่าน ทุกสายตาจับจ้องไปที่ทั้งสองคน

ต้าหลีรุกรานอีกครั้ง?

เสิ่นอี้หรี่ตาลง จ้องมองทั้งคู่

เขารู้สึกตะหงิดๆ กับงานชุมนุมครั้งนี้มาสักพักแล้ว เริ่มจากอู๋เชินที่ดูมีแผนร้ายก่อนงานเริ่ม ต่อด้วยข่าวความขัดแย้งภายในวัด แล้วตอนนี้ก็มาเจอการเผชิญหน้าระหว่างไป๋จิงอวิ๋นกับอู๋อิน

ดูเหมือนงานชุมนุมไร้สิ่งปิดกั้นครั้งนี้ จะถูกใช้เป็นเวทีเปิดเผยความขัดแย้งบางอย่าง

"อามิตตาพุทธ" น้ำเสียงของอู๋อินราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์ "ประสกไป๋ เรื่องใหญ่ขนาดนี้ ผู้อาวุโสย่อมเป็นผู้ตัดสินใจ ไม่ต้องลำบากพวกเราต้องกังวลหรอก"

ไป๋จิงอวิ๋นแค่นเสียงเย็น "อย่ามาแกล้งไขสือ ข้าไม่เชื่อว่าเจ้าไม่รู้จุดประสงค์ของการจัดงานชุมนุมย่อยนี้"

ขณะที่ไป๋จิงอวิ๋นพูด เสิ่นอี้รู้สึกถึงสายตาที่มองไม่เห็นแต่หนักอึ้งดุจของจริงจับจ้องลงมา ความรู้สึกกดดันถาโถมเข้ามาในใจ

‘ใครกัน? นักพรตกู่มู่? หรือคนอื่น?’

เสิ่นอี้จับสังเกตสายตานี้ ประกอบกับคำพูดของไป๋จิงอวิ๋น ก็พอเดาได้ลางๆ

งานชุมนุมไร้สิ่งปิดกั้นครั้งนี้ สิ่งที่ถกเถียงกันคงไม่ใช่พระธรรม แต่เป็นจุดยืนของวัดเหล็กหลิงหลง

ไม่ว่าจะคนในหรือคนนอก ต่างจับตามองการตัดสินใจของวัดเหล็กหลิงหลง ว่าจะเข้าร่วมสงครามหรือไม่

และงานชุมนุมย่อยครั้งนี้ ก็คือการหยั่งเชิงล่วงหน้า หยั่งเชิงเจตจำนงของวัด

ในบรรดาผู้ร่วมงาน คนที่ไม่รู้เรื่องราวเห็นบรรยากาศตึงเครียดก็งุนงง ส่วนคนที่รู้เรื่องก็จ้องอู๋อินเขม็ง แทบไม่ยอมให้คลาดสายตาแม้แต่ตอนขยับปาก

"อามิตตาพุทธ" อู๋อินยังคงเลี่ยงบาลี "เรื่องนี้อาตมาตัดสินใจแทนไม่ได้ ประสกทุกท่าน ในเมื่อมาถึงวัดแล้ว ลองชิมอาหารเจของวัดเราหน่อยเป็นไร? มีธุระสำคัญอะไร เอาไว้คุยกันตอนงานเริ่มดีกว่า"

เขาขึ้นเสียงเล็กน้อย พระต้อนรับก็ยกสำรับอาหารเจเข้ามาวางบนโต๊ะแต่ละตัวทันที

พร้อมกันนั้น อู๋อินก็กล่าวเสริม "ถ้าทุกท่านอยากได้คำตอบ ก็ควรไปถามศิษย์พี่ของอาตมา ไม่ใช่อาตมา วันนี้เราคุยแต่เรื่องวรยุทธ์ ไม่คุยเรื่องอื่น ดีหรือไม่?"

เหลยต้าจ้วงที่เดินเข้ามาพร้อมเสิ่นอี้และอู๋เฉินได้ยินดังนั้น ก็บ่นเสียดาย "มิน่าล่ะอู๋ไหลถึงเก็บตัวเงียบ ที่แท้ก็เพราะเรื่องนี้นี่เอง เสียดายจัง อดดูเรื่องสนุกเลย"

ศิษย์พี่ของอู๋อิน คือ อู๋ไหล ศิษย์เอกของเจ้าอาวาส และเป็นตัวเต็งเจ้าอาวาสคนต่อไป ถ้าเขามา ก็เท่ากับเป็นตัวแทนแสดงจุดยืนของวัดเหล็กหลิงหลง

แต่ตอนนี้อู๋ไหลไม่มา มีแค่อู๋อิน ซึ่งในแง่หนึ่งก็แสดงให้เห็นว่าการตัดสินใจของวัดยังไม่สิ้นสุด

"ได้ฟังยอดฝีมือแต่ละสำนักแลกเปลี่ยนวรยุทธ์กัน ก็ถือเป็นเรื่องดี" เสิ่นอี้กลับพอใจมาก

เขามาที่นี่เพื่อดูวิชาของสำนักอื่นอยู่แล้ว จุดยืนของวัดไม่ใช่เรื่องที่เขาต้องไปกังวล

เขากับอู๋เฉินนั่งลงที่โต๊ะด้านหลัง แม้จะไม่เด่นแต่ก็มองเห็นทั่วทั้งลาน ส่วนเหลยต้าจ้วงก็นั่งลงที่โต๊ะข้างๆ อย่างสบายอารมณ์

บนโต๊ะมีอาหารเจวางเรียงราย หน่อไม้พุทธหัตถ์, ขาหมูทองคำกุศล, ผัดอรหันต์, รวมมิตรแปดเซียน, เห็ดฟางเงิน อาหารละลานตา

น่าอายจริงๆ เป็นศิษย์วัดเหล็กหลิงหลงแท้ๆ แต่เสิ่นอี้ไม่เคยกินอาหารเจพวกนี้สักอย่าง เพราะของดีๆ พวกนี้มีไว้รับรองแขก พระนักสู้อย่างเขากินแต่ข้าวหม้อแกงหม้อ

ตอนนี้ก็เที่ยงแล้ว หลายคนเริ่มหิว ก็เริ่มทานอาหารพลางสนทนา หัวข้อสนทนาหนีไม่พ้นเรื่องสงคราม

สามปีก่อน วัดเหล็กหลิงหลงและบางสำนักไม่ได้เข้าร่วมสงครามชายแดน แค่ช่วยเหลือผู้ลี้ภัยและรับเด็กมีแววเข้าสำนักในภายหลัง

คราวนี้ ถึงเวลาต้องเลือกอีกครั้ง การตัดสินใจของวัดเหล็กหลิงหลงไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเอง แต่จะส่งผลกระทบต่อสำนักอื่นด้วย

"ถ้าพวกเดรัจฉานต้าหลีกล้ารุกรานชายแดนอีก อาตมาจะเป็นคนแรกที่ไปเปิดเทศกาลฆ่าฟันที่ชายแดน"

จู่ๆ อู๋เชินก็กระแทกจอกเหล้าลงบนโต๊ะ เหล้าเจกระฉอกหก ดึงดูดความสนใจของทุกคน

เห็นเพียงเทพหน้าดำผู้นี้หน้าตาเกรี้ยวกราด ตะโกนลั่น "ต่อให้ต้องโดนไล่ออกจากสำนัก อาตมาก็จะให้ไอ้พวกเดรัจฉานนั่นชดใช้"

สิ้นเสียงตะโกน พระอีกรูปหนึ่งที่มางานชุมนุมย่อยพร้อมเสิ่นอี้ก็ตะโกนตาม "ศิษย์พี่อู๋เชินมีปณิธานเช่นนี้ ศิษย์น้องก็ไม่อยากน้อยหน้า หากสงครามเริ่มขึ้น ศิษย์น้องขอติดตามศิษย์พี่ไปชายแดนด้วย"

คำประกาศของพวกเขาตรงข้ามกับท่าทีเลี่ยงบาลีของอู๋อินโดยสิ้นเชิง ทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไปอีกครั้ง

ไป๋จิงอวิ๋นเห็นดังนั้น ก็วางมือบนกระบี่ หันไปพูดกับอู๋อินที่นั่งนิ่งเหมือนหินว่า "เอางี้ไหม หลวงพี่อู๋อิน ในเมื่อท่านบอกว่าจะคุยแต่เรื่องวรยุทธ์ งั้นวันนี้เรามาคุยเรื่องวรยุทธ์กัน ถ้าข้าชนะ ท่านต้องไปเชิญศิษย์พี่ของท่านออกมา จะได้ไม่เสียชื่อหนึ่งในสามวัดใหญ่ แต่ถ้าท่านชนะ เรื่องนี้ข้าไป๋จิงอวิ๋นจะไม่พูดถึงอีก และจะไม่ยุ่งเกี่ยวด้วย"

ศิษย์พี่ของอู๋อินอ้างว่าเก็บตัวฝึกวิชาเพื่อเลี่ยงการแสดงจุดยืน ไป๋จิงอวิ๋นจึงต้องบีบให้เขาออกมา เพื่อให้เขาและวัดเหล็กหลิงหลงเลือกข้าง

พอพูดแบบนี้ พวกอู๋เชินก็เริ่มขยับตัว ดูทรงแล้วถ้าอู๋อินไม่รับคำท้า พวกเขาก็พร้อมจะข้ามหน้าข้ามตาตอบรับแทน

แม้จะรู้ว่าต้องโดนลงโทษ แต่ดูท่าทางแล้ว พวกเขาไม่สนบทลงโทษอะไรทั้งนั้น

มาถึงขั้นนี้ อู๋อินปฏิเสธไม่ได้แล้ว ขืนปล่อยให้พวกอู๋เชินออกหน้า หน้าตาวัดเหล็กหลิงหลงคงป่นปี้

"เฮ้อ" อู๋อินถอนหายใจเบาๆ ลืมตาขึ้นสบตาไป๋จิงอวิ๋น "ถ้าประสกไป๋ต้องการเช่นนั้น อาตมาก็จำต้องรับคำท้า แต่เพื่อไม่ให้เสียความสัมพันธ์ เรามานั่งประลองกำลังภายในกันดีกว่า หากใครขยับเขยื้อนแม้แต่ครึ่งก้าว ถือว่าแพ้ ดีหรือไม่?"

"ตกลง ตามใจท่าน"

ไป๋จิงอวิ๋นหัวเราะร่า ชูนิ้วขึ้น พลังปราณดูดเหล้าเจบนโต๊ะให้ลอยขึ้นมา สายน้ำไหลเป็นเส้นโค้งมาหยุดที่ปลายนิ้ว ก่อตัวเป็นรูปกระบี่วารี

อู๋อินเองก็โคจรลมปราณ แสงสีทองเรืองรองรอบกาย เงาร่างอรหันต์ทองคำปรากฏขึ้นเลือนรางครอบคลุมร่าง

"ไป๋จิงอวิ๋นใช้ไอปราณเมฆหมอกเป็นรากฐานตอนอยู่ขั้นกลืนปราณ ปราณกระบี่ของเขาถนัดรวมตัวกับน้ำและพลิกแพลงได้หลากหลายที่สุด ส่วนอู๋อินฝึกยอดวิชาอรหันต์เป็นหลัก รากฐานลมปราณไม่แน่ชัด แต่น่าจะเกี่ยวข้องกับสายพุทธ"

เหลยต้าจ้วงที่นั่งอยู่ไม่ไกลจ้องมองทั้งสองเขม็ง พูดพึมพำเหมือนอธิบายให้ตัวเองฟัง หรือไม่ก็อธิบายให้เสิ่นอี้และอู๋เฉินฟัง

วิชาขั้นเปิดชีพจรสามารถสร้างลมปราณที่มีคุณสมบัติต่างกันได้แล้ว แต่ขั้นกลืนปราณคือการยกระดับลมปราณไปอีกขั้น กลืนกินปราณฟ้าดิน บำรุงปราณในตน

วิชาที่ต่างกัน ร่างกายและการเลือกที่ต่างกัน จะบ่มเพาะลมปราณที่ต่างกัน และสร้างร่างกาย ที่ต่างกัน

เมื่อทะลวงถึงขั้นกลืนปราณ ฝีมือจะเพิ่มขึ้นทวีคูณ และตอนนี้คือการปะทะกันของผู้ฝึกยุทธ์ระดับกลืนปราณสองคน

"รับกระบี่"

ไป๋จิงอวิ๋นที่นั่งขัดสมาธิอยู่ตวาดก้อง กระบี่เหล้าพลิ้วไหวดั่งแส้ดั่งสายฟ้า วาดวิถีสีเงินเจิดจ้า รังสีกระบี่พุ่งทะยาน ชักนำไอน้ำ รอบตัวไป๋จิงอวิ๋นเกิดเมฆหมอกหนาทึบพันรอบกระบี่เหล้า ทำให้เงากระบี่ดุจมังกรแหวกว่ายในหมอก จับทิศทางไม่ได้

ในขณะเดียวกัน อู๋อินทำมือเป็นตราประทับแสงสว่าง ปล่อยหมัดแห่งแสงสว่าง แสงเจิดจ้าสาดส่อง เงาอรหันต์ที่ครอบคลุมร่างก็ปล่อยหมัดตาม หมัดคู่ประสานกัน ลมปราณที่ปะทุออกมาก่อเกิดเสียงหวีดหวิวดั่งฟ้าคำราม

ปัง!

สองพลังปะทะกัน เมฆหมอกแตกกระจาย ตราประทับหมัดแสงสว่างใช้พลังอันยิ่งใหญ่กวาดล้างเมฆหมอก พลังหมัดองอาจผ่าเผย

แต่ในเมฆหมอกนั้น กระบี่เหล้าบิดเลื้อยดั่งงูมังกร พันรัดแขนของเงาอรหันต์ กระแสน้ำเชี่ยวกราก ปราณกระบี่นับไม่ถ้วนเฉือนแขนอรหันต์ไปพร้อมกับสายน้ำ แล้วเลื้อยต่อไปข้างหน้า พุ่งตรงเข้าหาร่างจริงของอู๋อิน

"รับกระบี่เมฆาจร ของข้าอีกท่า"

ไป๋จิงอวิ๋นได้ทีรุกไล่ ชักกระบี่ออกจากฝักทันที แสงกระบี่สว่างวาบพร้อมเสียงกระบี่คำราม ปราณกระบี่พุ่งออกจากตัวกระบี่ หมุนวนพุ่งฉิวราวกับสายน้ำไหลริน ผสานกับกระบี่เหล้าเข้าโจมตีอู๋อินพร้อมกัน

ทว่าอู๋อินก็ไม่ใช่ย่อย เขาเก็บลมปราณไว้ที่หน้าอก สั่นสะเทือนอวัยวะภายใน เสียงคำรามทุ้มต่ำพุ่งขึ้นมาที่ลำคอ แล้วระเบิดออก

"โฮก!"

เงาอรหันต์ทำท่าคำราม เสียงฟ้าผ่าดังสนั่นกึกก้อง ทำลายกระบี่เหล้าจนแตกกระจาย ลมกรรโชกพัดกระหน่ำไปข้างหน้า

นี่คือวิชาคลื่นเสียงชื่อดังของวัดเหล็กหลิงหลง——ราชสีห์คำราม

คลื่นเสียงรุนแรงทำลายกระบวนท่ากระบี่ของไป๋จิงอวิ๋นทันที เห็นเพียงกลุ่มเมฆหมอกจำนวนมหาศาลพวยพุ่งออกมาจากร่างที่นั่งอยู่ ปะทะกับลมกรรโชกดั่งคลื่นยักษ์

ตูม!

คลื่นพลังระเบิดออกกลางลาน โต๊ะเก้าอี้ปลิวว่อน ผู้คนในงานไม่ทันตั้งตัว โดนทั้งคลื่นเสียงและคลื่นพลังกระแทกใส่

โชคดีที่ในจังหวะวิกฤติ กำแพงลมปราณสีเขียวผุดขึ้นมาจากพื้นดินล้อมรอบทั้งสองคนไว้ กันคลื่นพลังที่เหลือไม่ให้ทำอันตรายคนดู

ผ่านไปครู่หนึ่ง คลื่นพลังเริ่มสงบลง

เหลยต้าจ้วงทรงตัวได้ ตบหูตัวเองสองสามที พอแน่ใจว่าหูไม่หนวก ก็มองสภาพลานที่เละเทะ "เละเทะขนาดนี้ งานชุมนุมย่อยคงจัดต่อไม่ได้แล้ว ไม่สง่างามเลย"

ในมุมมองของเขา อู๋อินรู้ตัวว่าสู้ไป๋จิงอวิ๋นไม่ได้ เลยใช้วิธีนี้ บังคับให้งานเลิก ถึงจะแพ้การประลอง ก็ยังมีข้ออ้างไม่ต้องไปเชิญศิษย์พี่อู๋ไหลออกมา

เหมือนจะตอบรับคำพูดของเหลยต้าจ้วง ภายในกำแพงลมปราณก็เงียบสงบลง เมฆหมอกจางหาย เห็นร่างสองร่างนั่งนิ่งอยู่

หนึ่งในนั้นคืออู๋อินที่กำลังปรับลมหายใจ สีหน้าเรียบเฉย

แต่อีกด้านหนึ่ง...

หมอกจางลง เผยให้เห็นใบหน้าที่บิดเบี้ยว เลือดไหลออกจากทวารทั้งเจ็ด ไป๋จิงอวิ๋นนั่งขัดสมาธิ กระบี่วางพาดตัก เบิกตาโพลงจ้องมองอู๋อิน ไร้ซึ่งสัญญาณชีพ

ไป๋จิงอวิ๋นตายแล้ว!

ทุกคนที่เห็นภาพนี้ รวมถึงอู๋อินที่เมื่อกี้ยังสงบนิ่ง ต่างแสดงสีหน้าตกตะลึง

เงาสีเขียววูบผ่าน นักพรตชราในชุดคลุมเต๋าปรากฏตัวกลางลาน จ้องมองร่างไร้วิญญาณของไป๋จิงอวิ๋นด้วยความโกรธจัด

ไป๋จิงอวิ๋นตายต่อหน้าต่อตาเขา ภายใต้การดูแลของเขา เลือดสีคล้ำที่ไหลออกจากทวารทั้งเจ็ดบ่งบอกถึงสาเหตุการตาย และสะท้อนความโกรธเกรี้ยวบนใบหน้านักพรตชรา

"พิษ!"

นักพรตชราหันขวับไปมองอู๋อิน "ในอาหารเจมีพิษ!"

‘มีพิษ!’

ในขณะเดียวกัน ความคิดนี้ก็แวบเข้ามาในหัวเสิ่นอี้ ภาพเหตุการณ์นับไม่ถ้วนแล่นผ่านสมองของเขาทันที

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 20 - คดีฆาตกรรมกลางงานชุมนุมย่อย

คัดลอกลิงก์แล้ว