- หน้าแรก
- อ๋องน้อยผู้โหดเหี้ยม
- 50 - เปรี้ยวๆ หวานๆ
50 - เปรี้ยวๆ หวานๆ
50 - เปรี้ยวๆ หวานๆ
50 - เปรี้ยวๆ หวานๆ
"สวีปู้หลิง!"
น้ำเสียงนั้นเปี่ยมด้วยความสุขุมและเคร่งขรึมอย่างยิ่ง ทั้งยังแฝงไปด้วยนัยบางอย่าง แม้จะไม่เข้าใจว่าคือสิ่งใด แต่เมื่อเข้าสู่โสตประสาท ย่อมสัมผัสได้ถึงอำนาจกดดันของผู้ที่อยู่เหนือกว่าอย่างชัดเจน
สวีปู้หลิงเพิ่งเคยได้ยินน้ำเสียงเช่นนี้เป็นครั้งแรก เขาขยับกายนั่งตัวตรงโดยสัญชาตญาณในท่าทีสำรวม ประดุจดั่งศิษย์ที่ลอบเล่นซุกซนในเวลาเรียนแล้วถูกอาจารย์เรียกชื่ออย่างไรอย่างนั้น
ครั้นฉุกใจคิดว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง เขาจึงหันกลับไปมอง พบเห็นลู่ฮูหยินสวมเสื้อคลุมไหล่ ยืนเอามือประสานกันที่เอว ใบหน้าอันทรงเสน่ห์ไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ ไม่ทราบว่ามายืนอยู่ข้างหลังเขาตั้งแต่เมื่อใด
เซี่ยงอวี้ฝูได้ยินเสียงนั้นก็ตกใจจนตัวสั่น รีบลุกขึ้นจากขอบระเบียงริมน้ำอย่างลนลาน แต่นั่งนานเกินไปจนขาเหน็บกิน เกือบจะพลัดตกลงไปในทะเลสาบ นางจึงอุทานออกมาว่า "อา—"
สวีปู้หลิงรีบยื่นมือไปประคองแขนของเซี่ยงอวี้ฝูเพื่อช่วยพยุงนางขึ้นมา "เหตุใดจึงไม่ระวังเช่นนี้?"
เซี่ยงอวี้ฝูรู้สึกกระดากอาย นางก้มศีรษะให้สวีปู้หลิงพลางส่งยิ้มบาง
ภาพเหตุการณ์นี้ตกอยู่ในสายตาของลู่ฮูหยิน ช่างดูประหนึ่งยอดบุรุษกับโฉมงามที่ต่างมีใจให้แก่กันไม่มีผิดเพี้ยน
ภายใต้ชายกระโปรงของลู่ฮูหยิน รองเท้าปักผ้าแอบกระทืบลงพื้นโดยสัญชาตญาณ ริมฝีปากขยับเขยื้อนคล้ายจะเอ่ยคำ แต่แล้วกลับระงับอารมณ์ไว้ไม่พูดออกมา เพียงแต่ยืนนิ่งจ้องมองสวีปู้หลิงอยู่อย่างนั้น
เซี่ยงอวี้ฝูยืนตัวตรงอย่างสำรวม จัดเสื้อคลุมสีแดงเพลิงให้เข้าที่ ก่อนจะย่อกายคารวะอย่างมีกิริยา
"ลู่ฮูหยิน ข้า... ข้าเพียงผ่านมาโดยบังเอิญ เห็นท่านซื่อจื่อไม่ได้ไปกว๋อจื่อเจียนหลายวันแล้ว จึงแวะมาเยี่ยมเยียน..."
ลู่ฮูหยินกวาดตามองเซี่ยงอวี้ฝูตั้งแต่หัวจรดเท้า ท้ายที่สุดก็ไม่ได้เอ่ยคำใดที่ไม่เหมาะสม เพียงพยักหน้าเล็กน้อย
"ลำบากแม่นางเซี่ยงแล้ว อากาศหนาวเหน็บเช่นนี้ ระวังจะเสียสุขภาพ เข้าไปนั่งพักในเรือนเถิด"
เซี่ยงอวี้ฝูที่แอบหนีมาแล้วถูกพบเข้าก็รู้สึกอับอายยิ่งนัก ไหนเลยจะกล้าสนทนาพาทีกับลู่ฮูหยิน หากถูกเข้าใจผิดว่านางปรารถนาจะเป็นอ๋องเฟยคงจะเป็นเรื่องยุ่งยาก นางจึงรีบย่อกายคารวะลา
"ลู่ฮูหยินไม่ต้องเกรงใจถึงเพียงนี้ ข้าเพียงมาทักทายเท่านั้น ขอตัวลาไปก่อน"
กล่าวจบ เซี่ยงอวี้ฝูก็เร่งฝีเท้าเดินผ่านระเบียงทางเดินของศาลาริมน้ำไป ลู่ฮูหยินไม่ได้ขัดขวาง เพียงแต่ยิ้มรับการลา
สวีปู้หลิงปักคันเบ็ดไว้ที่ขอบศาลาริมน้ำแล้วลุกขึ้นยืน พลางมองสำรวจลู่ฮูหยินด้วยความแปลกใจ
"ท่านอาลู่ เหตุใดอารมณ์ดูไม่ค่อยดีนัก?"
"..."
ลู่ฮูหยินเม้มริมฝีปากล่าง รอจนเงาร่างของเซี่ยงอวี้ฝูลับตาไป จึงค่อยๆ เดินเข้ามาหาสวีปู้หลิงแล้วเอ่ยเสียงนุ่ม
"ปู้หลิง แม่นางเซี่ยงกับเจ้ามีความสัมพันธ์เช่นไรกัน?"
"เพียงเพื่อนร่วมสำนักเท่านั้น"
สวีปู้หลิงใจคอหนักแน่นไม่มีสิ่งใดต้องปิดบัง เขาหัวเราะเบาๆ "เซี่ยงอวี้ฝูชอบสอดรู้สอดเห็น ถูกข้าบังคับให้คัดตำราอยู่หลายคราจึงพอจะรู้จักกันบ้าง ไม่ได้มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวใดๆ ท่านอาลู่โปรดอย่าคิดมากไปเลย"
ลู่ฮูหยินได้ยินเช่นนั้น ในดวงตาฉายแววขุ่นเคืองขึ้นมาเล็กน้อย นางนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวว่า "เจ้าพูดจาอะไรเช่นนี้? เรื่องวาสนาครองคู่ของบุรุษสตรีเป็นเรื่องสำคัญ ข้าก็ไม่ได้ขัดขวางเจ้า ที่ว่าข้าคิดมากไปนั้นหมายความว่าอย่างไร?"
สวีปู้หลิงกะพริบตาพลางผายมือหัวเราะแห้งๆ
"อืม... อย่างไรเสียก็ไม่มีอะไรจริงๆ ข้าเกรงว่าท่านอาลู่จะเข้าใจผิด"
"ข้าจะเข้าใจผิดสิ่งใด? ข้าไม่อาจควบคุมเจ้าได้อยู่แล้ว..."
ลู่ฮูหยินหันกายเดินไปทางสระฉวี่เจียงหู แม้ท่าทีจะดูเรียบเฉย แต่น้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความตัดพ้อเล็กๆ นั้นกลับไม่อาจปกปิดได้ไม่ด
สวีปู้หลิงลอบนวดหน้าผากตนเอง ก่อนจะปั้นยิ้มอย่างเป็นมิตร เดินเข้าไปประคองแขนของลู่ฮูหยินพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและเป็นกันเอง
"ข้าทราบดีว่าท่านอาลู่เกรงว่าข้าจะถูกสตรีที่มุ่งร้ายหลอกลวง ข้าจดจำไว้เสมอ"
ลู่ฮูหยินเหลียวมองซ้ายขวา เมื่อเห็นว่าไม่มีคนนอก จึงยอมให้สวีปู้หลิงประคองและเดินเคียงคู่กันไปตามระเบียงทางเดินศาลาริมน้ำ ด้วยส่วนสูงที่เตี้ยกว่าสวีปู้หลิง ทำให้นางดูคล้ายนกน้อยที่พึ่งพิงบุรุษยิ่งนัก
---
"ปู้หลิง เจ้าใกล้จะถึงวัยสวมหมวกแล้ว แต่ตำแหน่งซื่อจื่อเฟยยังไร้ผู้ครอง คุณหนูตระกูลเซียวก็เยาว์วัยกว่าเจ้ามากนัก ส่วนหลานสาวของข้าก็มีคู่หมายแล้ว องค์หญิงหลายพระองค์แม้จะมีวัยที่เหมาะสม แต่ล้วนประสูติจากพระสนม การจะให้ขึ้นเป็นพระชายาเอกของชินอ๋องนั้นถือเป็นการยกย่องพวกนางเกินไป อาจารย์เซี่ยงไป่ชิงแม้จะมีชื่อเสียงโด่งดัง แต่ท้ายที่สุดก็มาจากตระกูลสามัญชน คนอย่างเซี่ยงอวี้ฝูแม้อยากจะเป็นพระชายารองก็ยังไม่มีคุณสมบัติเพียงพอ..."
สวีปู้หลิงฟังจนรู้สึกปวดศีรษะ เขาประคองหัวเราะขื่นๆ "ข้าจะตบแต่งภรรยา ย่อมต้องเลือกคนที่ข้าพึงใจ ไม่ได้ใส่ใจเรื่องเหล่านี้"
"เหลวไหล"
ลู่ฮูหยินพลันเคร่งขรึมขึ้นมา นางเงยหน้าขึ้นค้อนสวีปู้หลิงคราหนึ่ง "ไม่ได้บอกว่าไม่ให้เจ้าแต่งกับคนที่เจ้าพึงใจ เจ้าเป็นถึงอ๋องผู้ครองดินแดน หากเจ้าพึงใจจะแต่งกี่คนก็ไม่มีใครกล้ากล่าวคำว่าไม่ แต่พระชายาเอกมีได้เพียงผู้เดียว ประดุจดั่งฮองเฮาที่เกี่ยวพันกับขุมอำนาจมากมาย เจ้าคิดว่าตนเองเป็นชาวบ้านธรรมดาหรืออย่างไร ที่จะแต่งภรรยามาเพื่อทำกับข้าว คลอดบุตร และเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมเพียงเท่านั้น?"
เมื่อเอ่ยถึงคำว่า 'เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม' ลู่ฮูหยินรู้สึกว่าถ้อยคำดูไม่เหมาะสม นางก้มหน้ามองตนเองแวบหนึ่ง ก่อนจะใช้ผ้าคลุมไหล่ปิดบังเรือนร่างที่อวบอิ่มอย่างแนบเนียน
สวีปู้หลิงรับฟังอย่างตั้งใจและไม่ได้คัดค้าน "ทราบแล้ว ก็แค่อ๋องเฟยผู้หนึ่ง ท่านอาลู่บอกให้แต่งกับใครข้าก็แต่งกับคนนั้น เป็นสตรีผู้หนึ่งเท่านั้น ข้าไม่เสียเปรียบหรอก"
ลู่ฮูหยินได้ยินเช่นนั้นกลับรู้สึกแปลกประหลาด แม้จะไม่มีสิ่งใดผิดเพี้ยน แต่ในใจกลับมีความไม่พอใจอยู่บ้าง นางขมวดคิ้วครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนเสริมว่า
"อย่างไรเสียก็ต้องปฏิบัติต่อฮูหยินให้ดี สตรีนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย..."
สวีปู้หลิงพยักหน้าอย่างจริงจัง เขาไม่อยากสนทนาในเรื่องที่ไร้แก่นสารนี้ต่อไป จึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนา "ท่านอาลู่ ท่านก็ชื่นชอบแป้งหอมจากร้านเซียนจือไจ๋ด้วยหรือ?" กล่าวพลางโน้มกายเข้าไปดมใกล้ๆ
ลู่ฮูหยินชะงักฝีเท้า ในดวงตาฉายแววบางอย่างที่บอกไม่ถูก นางกระแอมไอเบาๆ "ได้ยินเยว่เอ๋อบอกว่าดีนัก บรรดาคุณหนูและฮูหยินในเมืองหลวงต่างนิยมใช้ จึงให้นางไปซื้อมา... ก็อย่างนั้นๆ แหละ... เจ้าคิดว่าอย่างไร?"
สวีปู้หลิงพลันกระจ่างใจ เขาหัวเราะเบาๆ "กลิ่นหอมดียิ่งนัก เพียงแต่จางไปสักหน่อย เหมาะกับแม่นางน้อยอย่างเซี่ยงอวี้ฝูมากกว่า..."
ดวงตาของลู่ฮูหยินหม่นลงเล็กน้อย "เจ้าคิดว่าข้าอายุมากแล้ว ใช้ไม่เหมาะสมหรือ?"
"⊙_⊙!!!"
เมื่อเผชิญกับคำถามที่เสี่ยงอันตรายเช่นนี้ สวีปู้หลิงถึงกับตั้งตัวไม่ติด เขาเร่งใช้ความคิดก่อนจะส่ายหน้าหัวเราะเบาๆ
"จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร ประดุจดังดอกไม้ที่มีทั้งโบตั๋นและไห่ถัง(ดอกเชอรี่) ต่างก็มีจุดเด่นของตนเอง ท่านอาลู่ก็คือดอกโบตั๋น สง่างาม สูงศักดิ์ และงดงามจับตา เหมาะกับแป้งหอมที่มีกลิ่นเข้มข้นกว่านี้..."
ใบหน้าของลู่ฮูหยินกลับมาอ่อนโยนดังเดิม นาง "หึ~" ออกมาคำหนึ่ง "ปากหวานนัก ไม่เหมือนเป็นซื่อจื่อของอ๋องเลย ไม่รู้ว่าไปจดจำมาจากใคร... ช่างรู้ดีเสียจริง..."
สวีปู้หลิงลูบจมูกตนเอง และไม่กล้าเอ่ยคำใดต่อ
ทั้งสองเดินวนรอบระเบียงทางเดินรอบหนึ่ง ลู่ฮูหยินจึงนึกถึงเรื่องสำคัญขึ้นมาได้
"จริงด้วยปู้หลิง บทกลอนรำพึงของสตรีที่เจ้าเขียนนั้น สรุปแล้วเขียนให้ใคร?"
"ไม่ใช่ข้าเขียน หากท่านอาลู่ชื่นชอบ ก็นับว่ามอบให้ท่านอาลู่เถิด"
ลู่ฮูหยินพยักหน้าด้วยความเบาใจ นางหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจากอกเสื้อ จ้องมองบทกวีที่ปักอยู่บนนั้น
"เมื่อครู่ไทเฮายังทรงนึกว่าเขียนให้พระนาง... เหอะ... ใช่ว่าพระนางจะไร้หลานชาย เซียวถิงช่วงนี้ชื่อเสียงโด่งดังนัก ก็ให้เซียวถิงเขียนให้พระนางสิ ยังจะคิดเรียกเจ้าไปแต่งบทกวีให้... ฝันไปเถิด..."
น้ำเสียงในการพูดเช่นนี้ ช่างดูน่าสนใจยิ่งนัก
สวีปู้หลิงอยากจะหัวเราะแต่ก็ไม่กล้า ในใจรู้สึกคันยิบๆ เขาจึงเอ่ยตามใจว่า "ท่านอาลู่โปรดวางใจ ต่อไปข้าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับบทกวีใดๆ อีก ใครมาขอก็จะไม่เขียน"
ลู่ฮูหยินขานรับคำหนึ่งพลางเก็บผ้าเช็ดหน้า นางเหลียวมองซ้ายขวาแล้วลดเสียงลง
"อีกไม่กี่วัน หากไทเฮาทรงเรียกเจ้าเข้าวังเพื่อสนทนาเรื่องบทกวี เจ้าก็จงบอกว่าเขียนไม่เป็น อย่าได้ตกลงรับคำเพียงเพราะพระนางตรัสไม่กี่คำเล่า"
สวีปู้หลิงครุ่นคิด "ท่านอาลู่ ไทเฮาทรงล่วงเกินท่านหรือ?"
ลู่ฮูหยินขมวดคิ้วเล็กน้อย "พระนางมีศักดิ์เหนือกว่าข้าหนึ่งรุ่น เมื่อเข้าวังไปเป็นไทเฮา ก็มักจะใช้เรื่องของเซียวถิงมาสั่งสอนข้าให้จัดการเจ้า ข้าแซ่ลู่ไม่ใช่แซ่เซียว เหตุใดต้องฟังพระนาง... อย่างไรเสียเจ้าก็ห้ามฟังพระนางเป็นอันขาด..."
สวีปู้หลิงไตร่ตรองอยู่นานก็ยังไม่เข้าใจว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไร สุดท้ายได้แต่พยักหน้าตกลงไป...
---