- หน้าแรก
- จะบ่มเพาะไปทำไม? ในเมื่อแค่มีลูกหลานก็เป็นเซียนได้!
- บทที่ 51 ผู้อาวุโสสี่ของตระกูลหลู่!
บทที่ 51 ผู้อาวุโสสี่ของตระกูลหลู่!
บทที่ 51 ผู้อาวุโสสี่ของตระกูลหลู่!
บทที่ 51 ผู้อาวุโสสี่ของตระกูลหลู่!
"อวิ๋นเอ๋อร์ ต่อไปใช้ชีวิตร่วมกับฉางเซิงให้ดี เจ้าต้องเชื่อฟังสามี รู้ไหม?"
"ฉางเซิง อวิ๋นเอ๋อร์เป็นหลานสาวสุดที่รักของข้า ตอนนี้ข้าขอมอบนางให้เจ้า เจ้าอย่าทำให้ข้าผิดหวังเสียล่ะ"
ผู้อาวุโสสี่มองหลู่ฉางเซิงกับหลู่เมี่ยวอวิ๋น และพูด
ถึงผู้อาวุโสสี่จะอายุเจ็ดแปดสิบปี และเป็นถึงย่าคนแล้ว แต่นางก็ดูไม่แก่เฒ่าเลย
นางสวมชุดเรียบง่ายสีเขียวเข้ม เส้นผมสีดำถูกมัดอย่างเรียบร้อย ปักปิ่นหยกสีเขียว หน้าตาดูอิ่มเอิบ เหมือนกับสตรีสูงศักดิ์วัยไม่เกินสี่สิบปี
แต่ถ้ามองอย่างละเอียด ก็จะเห็นผมหงอกขาวเล็กน้อยแซมที่ขมับ และมีริ้วรอยเล็กน้อยที่หางตา
แต่ผมหงอกขาวและริ้วรอยเหล่านี้ไม่ได้ทำให้นางดูแก่ ตรงกันข้าม มันกลับทำให้นางดูมีเสน่ห์แบบผู้ใหญ่
"ท่านย่าไม่ต้องกังวล ข้าจะดูแลอวิ๋นเอ๋อร์ให้ดี จะไม่ทำให้นางต้องเสียใจ"
หลู่ฉางเซินตอบอย่างนอบน้อม
ถึงจะเป็นการแต่งงานเพื่อผลประโยชน์
แต่ในเมื่อแต่งงานและเข้าห้องหอแล้ว เขาก็จะทำหน้าที่สามีให้ดี และรับผิดชอบนาง
หลู่เมี่ยวอวิ๋นก็ตอบรับเบาๆ
"ดีๆๆ ย่าเชื่อเจ้า พวกเจ้าพยายามเข้านะ ทำให้ย่าได้อุ้มเหลนเร็วๆ"
ผู้อาวุโสสี่จับมือพวกเขาทั้งสอง ยิ้มพูดสีหน้ายินดี
ใบหน้าของนางดูอ่อนโยนและใจดี แต่น้ำเสียงของนางก็มีความน่าเกรงขาม เพราะนางเป็นถึงผู้อาวุโสตระกูล
หลู่ฉางเซินพูดอย่างใจเย็น "ขอรับ ข้าจะพยายาม"
แน่นอนว่า เขาเองก็อยากให้หลู่เมี่ยวอวิ๋นตั้งครรภ์เร็วๆ เช่นกัน
"ฉางเซิง ข้าได้ยินเมี่ยวเก๋อบอกว่า เจ้าไม่ได้เรียนวิชาการสร้างยันต์จากใคร เจ้าฝึกฝนด้วยตัวเองสินะ?"
"เอ่แบบนี้ไหม ทุกสิ้นเดือนย่าจะสอนวิชาการสร้างยันต์ และเจ้าก็มาเรียนด้วย"
"ถ้าเจ้ามีปัญหาอะไร หรือมีปัญหาในการบำเพ็ญเพียร เจ้าก็มาหาย่าได้"
ผู้อาวุโสสี่พูดต่อด้วยน้ำเสียงอันอ่อนโยน เหมือนกับผู้ใหญ่ที่ใจดี
ในฐานะผู้รับผิดชอบเรื่องยันต์ของตระกูลหลู่ นอกจากการสร้างยันต์แล้ว นางยังสอนวิชาการสร้างยันต์ให้ลูกศิษย์ตระกูลหลู่ และพยายามบ่มเพาะนักสร้างยันต์สายใหม่
เพราะไม่ว่าตระกูลไหน ก็ต้องการคนที่มีความสามารถอย่างนักสร้างค่ายกล นักปรุงโอสถ ช่างตีเหล็ก และนักสร้างยันต์ ยิ่งมากก็ยิ่งดี
แต่วิชาชีพเหล่านี้ต้องอาศัยพรสวรรค์ และมีข้อจำกัดมาก ในตระกูลหลู่นางสอนได้แค่หลู่เมี่ยวเก๋อเท่านั้น
หลู่เมี่ยวอวิ๋นที่เป็นหลานสาวของนาง ก็เคยเรียนวิชาการสร้างยันต์ แต่นางไร้พรสวรรค์ ไม่อย่างนั้น นางคงสอนหลานสาวไปนานแล้ว
การที่หลู่เมี่ยวอวิ๋นเป็นคนที่สองที่ดูตัวกับหลู่ฉางเซิง มันย่อมเป็นเพราะสถานะของนาง
ขอแค่หลู่ฉางเซิงแต่งงานกับหลู่เมี่ยวอวิ๋น นางก็จะสอนวิชาการสร้างยันต์ให้หลู่ฉางเซิงอย่างเต็มที่ และทำให้ตระกูลหลู่มีนักสร้างยันต์ระดับสองเพิ่มมาอีกหนึ่งคน!
"ขอบคุณท่านย่ามากขอรับ"
หลู่ฉางเซินประสานมือ และทำท่าทางตื่นเต้น
เขารู้ว่าผู้อาวุโสสี่คนนี้เป็นถึงปรมาจารย์ยันต์ระดับหนึ่ง
และมีพลังขอบเขตหลอมปราณขั้นเก้า
การแนะนำเขาในการบำเพ็ญเพียร ย่อมไม่มีปัญหา
ส่วนเรื่องยันต์ ถึงเขาจะไม่ต้องการคำแนะนำจากใคร แต่การมีผู้อาวุโสสี่คอยชี้แนะ มันก็เป็นข้ออ้างที่ดี ต่อไปเขาสามารถแสดงทักษะการสร้างยันต์ได้อย่างรวดเร็ว
ไม่อย่างนั้น ตอนนี้เขาเพิ่งเป็นนักสร้างยันต์ขั้นกลาง ถ้าต่อไปอยากแสดงทักษะการสร้างยันต์ขั้นสูง อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาสามถึงห้าปี
เวลานานขนาดนี้ มันย่อมน่าเบื่อมาก
ถ้ามีผู้อาวุโสสี่เป็นข้ออ้าง เขาก็สามารถเร่งความเร็วได้
"ทั้งหมดล้วนเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน เจ้าไม่ต้องเกรงใจหรอก"
"ข้าเป็นย่าของเมี่ยวอวิ๋น ต่อไปก็เป็นย่าของเจ้า ถ้าเจ้ามีเรื่องอะไร? หรือเจอปัญหาอะไร? เจ้าก็มาบอกย่าได้"
"คำพูดของย่าในตระกูลหลู่ ย่อมมีน้ำหนักอยู่บ้าง"
ผู้อาวุโสสี่ยิ้มอย่างอ่อนโยน ดูใจดีและเมตตา
"ขอรับ ท่านย่า"
หลู่ฉางเซินก็ยิ้มอย่างจริงใจ
คำพูดที่เต็มไปด้วยความห่วงใย ถึงจะรู้ว่าอีกฝ่ายแค่อยากซื้อใจเขา แต่มันก็ทำให้เขารู้สึกอบอุ่น และรู้สึกสนิทสนม
หลู่ฉางเซินพูดกับผู้อาวุโสสี่ทันที "ท่านย่า ข้ามีเรื่องอยากรบกวนท่าน"
"เรื่องอะไรหรือ?"
ผู้อาวุโสสี่ถามอย่างใจดี
"ข้ามีสหายคนหนึ่งชื่อหลี่เฟยอวี่ ตอนนั้นพวกเรามาที่ตระกูลหลู่ในฐานะบุตรเขยแต่งเข้าด้วยกัน"
"สหายข้าต่างจากข้า เขาตั้งใจบำเพ็ญเพียร ตอนนี้กลับถูกเรื่องมีลูกมารบกวน เพราะฉะนั้น ข้าจึงอยากรบกวนท่านย่า ช่วยยกเลิกเรื่องมีลูกห้าสิบคน หรือลดจำนวนลงได้ไหมขอรับ?"
หลู่ฉางเซินพูด
เขาย่อมไม่ลืมเรื่องของหลี่เฟยอวี่ สหายที่ดีของเขา
ก่อนหน้านี้เขาอยากพูดเรื่องนี้กับหลู่หยวนติ่ง
แต่เพราะเรื่องของหลู่เมี่ยวฮวน ทำให้เขาไม่กล้าพูดกับหลู่หยวนติ่ง จึงได้แต่รอจนถึงตอนนี้
"เรื่องแบบนี้ ย่ายากที่จะเข้าไปยุ่ง"
"แต่ในเมื่อเจ้าเอ่ยปาก ย่าก็จะช่วย"
ผู้อาวุโสสี่คิดอยู่ครู่หนึ่ง และพูดออกมา
เรื่องแบบนี้ สำหรับผู้อาวุโสสี่ของตระกูลหลู่ มันไม่ใช่เรื่องยาก
แค่นางยอมพูด มันก็ไม่ใช่เรื่องยากจริงๆ
ยิ่งเป็นหลู่ฉางเซิงที่เอ่ยปาก
ตอนนี้หลู่ฉางเซิงก็มีน้ำหนักในตระกูลหลู่
เรื่องเล็กน้อยแบบนี้ พวกเขายินดีที่จะช่วย เพื่อให้หลู่ฉางเซิงรู้สึกขอบคุณน้ำใจตระกูลหลู่
ยิ่งคำขอของหลู่ฉางเซิง มันก็ไม่ได้มากเกินไป
คำขอนี้ยังทำให้นางรู้สึกดีกับหลู่ฉางเซิงมากขึ้น
มีน้ำใจ!
ในโลกบำเพ็ญเพียร การที่คนผู้หนึ่งมีน้ำใจและเห็นอกเห็นใจคนอื่น มันไม่ใช่ข้อดี
แต่ในฐานะคนตระกูลหลู่ นางย่อมหวังว่าหลู่ฉางเซิงจะเป็นคนมีน้ำใจ
"เอาล่ะ ในเมื่อเจ้าเอ่ยปาก ย่าจะยกเลิกสัญญาของสหายเจ้า และยกเลิกเรื่องมีลูกห้าสิบคน"
"แต่ต้องมีกฎ ตระกูลหลู่จะไม่เลี้ยงคนขี้เกียจ"
"หลังจากยกเลิกเรื่องมีลูกแล้ว เขาก็จะไม่ได้รับสวัสดิการใดๆ จากตระกูลหลู่อีก"
"เขาสามารถอยู่ในตระกูลหลู่ต่อไปได้ แต่ต้องทำงานให้กับตระกูลหลู่"
"ถ้ารับไม่ได้ เขาก็ต้องออกจากตระกูลหลู่"
ผู้อาวุโสสี่พูดแบบนั้น
ตอนนี้ น้ำเสียงที่อ่อนโยนของนางก็มีความน่าเกรงขราม
"ขอบคุณท่านย่าขอรับ"
"ข้าจะไปบอกเขา และจะมาบอกท่านย่าอีกครั้ง"
หลู่ฉางเซินได้ยินก็ลุกขึ้น ประสานมือ และโค้งคำนับ เขารู้สึกว่าแบบนี้ก็เพียงพอแล้ว
อยู่ในตระกูลหลู่มานาน เขาก็พอรู้เรื่องต่างๆ ของตระกูลหลู่อยู่บ้าง
ถึงตระกูลหลู่จะมีเส้นพลังวิญญาณและทรัพย์สินของตัวเอง แต่ก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไรมากมาย
ลูกศิษย์สาขาของตระกูลหลู่ที่อยู่ในคฤหาสน์ชิงจู๋ เพื่อหาหินวิญญาณ พวกเขาต้องไปสกัดวัสดุ ดูแลป่าไผ่ ตัดไผ่ชิงหลิง และอื่นๆ
ในสถานการณ์แบบนี้ ตระกูลหลู่จะเลี้ยงคนขี้เกียจได้อย่างไร ใช่ไหม?
การที่ไม่ต้องจ่ายอะไร เพื่อยกเลิกสัญญา และให้เลือกว่าจะทำงานให้ตระกูลหลู่ หรือออกจากตระกูลหลู่ มันก็ดีมากแล้ว
ไม่อย่างนั้น ตามเงื่อนไขในสัญญา ถ้าในยี่สิบปีมีลูกไม่ถึงห้าสิบคน ไม่เพียงแต่ต้องจ่ายค่าชดเชยสามเท่า ยังต้องทำงานให้ตระกูลหลู่อีกสิบปี
"ได้ พอเจ้าได้คำตอบแล้ว เจ้าก็มาบอกย่า ย่าจะไปบอกท่านประมุขตระกูลให้เอง"
ผู้อาวุโสสี่ยิ้มเอ่ย
จากนั้น หลู่ฉางเซิงกับหลู่เมี่ยวอวิ๋นก็พูดคุยกับผู้อาวุโสสี่สักพัก และกล่าวลา
ตอนที่จากไป ผู้อาวุโสสี่ยังให้ขนมและผลไม้จิตวิญญาณแก่หลู่ฉางเซิง ทำให้เขารู้สึกเหมือนไปเยี่ยมญาติในช่วงตรุษจีนอย่างบอกไม่ถูกจริงๆ…