- หน้าแรก
- ฝ่าหายนะข้ามกาลเวลา
- บทที่ 17: แด่นักอ่านที่น่ารักทุกคน
บทที่ 17: แด่นักอ่านที่น่ารักทุกคน
บทที่ 17: แด่นักอ่านที่น่ารักทุกคน
สิ้นเสียงคำสั่ง ถังหว่านก็ดีดตัวพุ่งออกไป ทิ้งให้กลุ่มคนเบื้องหลังยืนอึ้งตาค้างทำอะไรไม่ถูก
!!! นี่มัน... หญิงสาวที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยพบเจอ!
เมื่อได้ยินจากปากถังหว่านว่ามีฐานผู้รอดชีวิตในเมือง A พวกเขาก็ตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะทิ้งความมืดมิดและมุ่งหน้าสู่แสงสว่าง!
ใครจะอยากเป็นโจรที่คนรังเกียจ หากมีหนทางให้กลับตัวเป็นคนดีได้!
...ช่วงนี้ถังหว่านหมั่นฝึกฝนทักษะการเคลื่อนไหวร่างกายอยู่เสมอ ไม่ว่าจะกระโดดหรือวิ่ง
เมื่อสบโอกาส เธอก็จะกระโดดโลดเต้นไปมา ดูราวกับภูตน้อยแสนซนที่หลงเข้ามาในโลกมนุษย์
เพียงไม่กี่ก้าว เธอก็พุ่งกลับมายืนข้างกายลู่เหยียน ปรับเปลี่ยนท่าทีกลับมาเป็นเด็กสาวผู้ว่านอนสอนง่ายในพริบตา พร้อมส่งยิ้มหวานให้เขา "ไปกันเถอะค่ะ กลับขึ้นรถกัน"
"จะไม่จัดการพวกมันเหรอ? ปล่อยไปแบบนี้ ถ้าพวกมันกลับไปรายงาน เราจะเดือดร้อนเอานะ"
ลู่เหยียนไม่ได้รีบร้อนกลับขึ้นรถ แต่กลับดึงกระดาษทิชชูเปียกที่เหลืออยู่ออกมา บรรจงเช็ดนิ้วมือของถังหว่านให้สะอาดทีละนิ้วอย่างทะนุถนอม
"ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ พวกนั้นก็แค่คนธรรมดา"
"หัวหน้าของพวกมันถ้าไม่ตายด้วยมือเราก็ยอมจำนนไปแล้ว"
"ถ้าพวกมันฉลาดพอ ก็คงไม่กล้ากลับไปที่ไอ้ฐานจอมปลอมนั่นหรอก"
"ต่อให้มีคนไม่กลัวตายกลับไปรายงานจริงๆ ด้วยกำลังรบของพวกเราสี่คน ก็ไม่มีอะไรต้องกลัว"
ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ถังหว่านให้พวกเขาดื่มน้ำพุจิตวิญญาณทุกวัน และฝึกฝนทักษะด้วยการสังหารซอมบี้ จนพลังพิเศษของทุกคนทะลวงผ่านเข้าสู่ขั้นที่หนึ่งเรียบร้อยแล้ว
การจัดการกับเศษสวะปลายแถวที่พลังเพิ่งตื่นจึงไม่ใช่เรื่องยาก
หากสามารถหาอาวุธที่ดีกว่านี้ได้ พวกเขาสี่คนก็นับว่าเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกยุคหลังหายนะ ณ เวลานี้
ดังนั้น! การค้นหาอาวุธจึงเป็นภารกิจเร่งด่วนที่สุดในการรวบรวมเสบียงครั้งนี้
ยังไงเสีย ตลอดสองสามวันที่ผ่านมา พวกเขาก็กวาดสินค้าจากตลาดค้าส่งผักและผลไม้ขนาดใหญ่ในเมือง A ไปจนเกือบเกลี้ยงแล้ว
เหลือเศษๆ ไว้ให้ผู้รอดชีวิตคนอื่นบ้าง จะให้ถอนขนแกะจากแกะตัวเดียวตลอดไปก็คงไม่ได้
เธอยังอยากแวะไปดูที่เมือง B ที่อยู่ติดกัน
จู่ๆ เธอก็นึกถึงข่าวลือในชาติก่อนว่าที่นั่นมีตลาดค้าของเก่า ซึ่งฉากหน้าขายวัตถุโบราณและภาพวาด แต่เบื้องหลังมีการลักลอบค้าของเถื่อน
ในชาติที่แล้ว ทีมผู้มีพลังพิเศษกลุ่มนั้นที่พกดาบถังทุกคน ดูเหมือนจะมาจากเมือง B นี่นา
เป็นไปได้ไหมว่าดาบถังพวกนั้นจะมาจากร้านขายของเก่าเหล่านั้น?
ลู่เหยียนเห็นถังหว่านเหม่อลอยไปอีกแล้ว ก็ไม่รู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่
เขาเอ่ยขึ้นด้วยมาดแฟนหนุ่มผู้อ่อนโยนและตามใจว่า "ผมจะทำตามที่เสี่ยวหว่านบอกทุกอย่าง งั้นตอนนี้เราจะตามพวกมันไปที่ฐานลับใช่ไหม?"
"อื้ม คุณกลับไปที่รถก่อนเถอะ เสื้อผ้าคุณเปื้อนเลือดหมดแล้วต้องเปลี่ยนใหม่" พูดจบเธอก็หันหลังเดินกลับไปหาคนสองคนที่คุกเข่าอยู่บนพื้น
เธอมองลงต่ำด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป น้ำเสียงไม่ได้ขี้เล่นเหมือนตอนคุยกับลู่เหยียนอีกต่อไป
จากสาวน้อยน่ารักแปรเปลี่ยนเป็นมัจจุราชสาวในชั่วพริบตา "ขับรถนำไปที่ฐานของพวกแก ถ้ากล้าตุกติกหรืออกนอกเส้นทาง ฉันรับรองว่าศพพวกแกจะไม่สวยเหมือนไอ้นั่นแน่"
รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากร่างของถังหว่าน ดวงตาดอกท้อคู่สวยไร้ซึ่งความอ่อนโยน
แววตาที่เต็มไปด้วยจิตสังหารเพ่งมองไปที่ชายหัวโล้นไร้หัวที่นอนอยู่ไม่ไกล เพื่อเป็นการเตือน
"ครับๆๆ พวกเราไม่กล้าหรอกครับ จะไม่พาไปผิดทางแน่นอน โปรดวางใจเถอะครับ"
สองคนนั้นตัวสั่นงันงก ใครจะกล้าตุกติกกันล่ะ? ชายหญิงคู่นี้หน้าตาดีราวกับเทพบุตรเทพธิดา แต่ฆ่าคนตาไม่กะพริบ พวกเขายังไม่อยากตายนะ!
"ดี รีบไปย้ายรถที่ขวางทางออกซะ อย่าให้ฉันต้องรอนาน ไม่อย่างนั้น..." ถังหว่านพูดยังไม่ทันจบก็ลุกขึ้นเดินไปที่รถ SUV ของเธอ
กู้เซินเดินตรงเข้ามา คว้ามือถังหว่านไปตรวจดูอย่างละเอียด จับเธอหมุนตัวสำรวจจนแน่ใจว่าไม่ได้รับบาดเจ็บ ถึงได้ประสานนิ้วมือเข้ากับเธอแล้วจูงกลับไปที่รถ
ปากเขาก็พร่ำบ่นไม่หยุด "วันหลังปล่อยเรื่องอันตรายแบบนี้ให้พวกผมจัดการเถอะ ถ้าคุณเจ็บตัวขึ้นมา ผมคงปวดใจแย่"
ถังหว่านแพ้ทางลูกอ้อนและการดูแลเอาใจใส่ของพวกเขาเสมอ เธอเดินตามเขาขึ้นรถอย่างว่าง่ายก่อนจะเอ่ยว่า "พวกเราทุกคนต้องแข็งแกร่งขึ้น ถึงจะไม่เป็นตัวถ่วงของกันและกัน เข้าใจไหม?
ฉันจะไม่ยอมหลบอยู่หลังพวกนาย คอยให้พวกนายมาปกป้องจนเสียสมาธิ แต่ฉันจะเป็นกำลังสำคัญให้พวกนายต่างหาก! แบบนี้เราถึงจะอยู่ด้วยกันไปได้นานๆ!"
กู้เซินจัดแจงให้ถังหว่านนั่งลงตรงเบาะกลาง กลัวว่าคำพูดของเธอจะดูจริงจังเกินไป เธอจึงเสริมว่า "แน่นอน ฉันรู้ว่าพวกนายเป็นห่วง แต่ไม่ต้องกังวลนะ ฉันรักชีวิตตัวเองมากและจะดูแลตัวเองอย่างดีที่สุด!"
"คุณรู้ตัวก็ดีแล้ว" กู้เซินช่วยรวบผมของเธอเป็นหางม้าด้วยยางรัดผม จากนั้นก็โอบเอวบางของเธอไว้อย่างเป็นธรรมชาติ วางคางเกยไหล่สูดดมกลิ่นหอมจากตัวเธอ
หลายวันมานี้เขาไม่ได้เข้าใกล้เธอเลย กลิ่นหอมที่ติดจมูกจากตอนนอนกอดกันวันนั้นก็จางหายไปหมดแล้ว ดีจริงๆ ที่วันนี้ได้กอดเธออีกครั้ง
ลู่เหยียนเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วและเดินกลับมาที่รถ "พวกที่หนีไปกำลังช่วยกันย้ายรถเคลียร์ทาง ดูเหมือนความเมตตาของเสี่ยวหว่านจะช่วยปลุกจิตสำนึกของคนเขลาพวกนั้นได้จริงๆ"
ถังหว่านที่ถูกกู้เซินกอดอยู่ยิ้มบางๆ ไม่ได้ตอบอะไร คิดในใจว่าไม่ใช่ความเมตตาหรอก เธอแค่รู้สึกว่าความผิดของคนพวกนั้นยังไม่ถึงขั้นต้องตาย
สายตาของเธอเหลือบไปเห็นลู่เหยียนที่เพิ่งขึ้นรถมา ก็ต้องตะลึงในความหล่อเหลาของเขา
หลายวันที่ผ่านมา ลู่เหยียนเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นสีดำตลอด ซึ่งแน่นอนว่ามันทำให้เขาดูหล่อเหลาลึกลับ
แต่ทว่าตอนนี้ แม้ลู่เหยียนจะยังสวมกางเกงลำลองสีดำ แต่ท่อนบนกลับเปลี่ยนเป็นเสื้อเชิ้ตสีม่วง แถมยังปลดกระดุมบนออกถึงสองเม็ด!
เผยให้เห็นกล้ามอกรำไร ประกอบกับใบหน้าหล่อเหลาคมคายนั้น... ดูทั้งสูงศักดิ์และลึกลับน่าค้นหา!
ลู่เหยียนพอใจกับปฏิกิริยาของถังหว่านมาก และยิ่งมั่นใจว่าต่อจากนี้เขาจะใส่แต่สีดำไม่ได้แล้ว
เมื่อก่อนอาเซินมักจะค่อนขอดว่าเขาชอบแต่งดำทำตัวเคร่งขรึมเกินวัย ทั้งที่อายุแค่สามสิบ แต่แต่งตัวเหมือนตาลุงสี่ห้าสิบ
ตอนนั้นเขาไม่ได้ใส่ใจ วันๆ ยุ่งแต่กับงาน จะเอาเวลาที่ไหนมาคิดเรื่องพรรค์นี้?
แต่ตอนนี้ไม่เหมือนกันแล้ว ดูเหมือนเสี่ยวหว่านของเขาจะชอบคนหล่อ และข้างกายเธอก็มีหมาป่าหิวโซจ้องตะครุบเหยื่ออยู่อีกตั้งสองตัว
แถมหมาป่าสองตัวนั้นก็หน้าตาดีไม่หยอก ถ้าเขาไม่ดูแลตัวเองให้หล่อขึ้น หัวใจของเสี่ยวหว่านอาจจะถูกคนอื่นฉกไปก็ได้
"เสี่ยวหว่าน?"
รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าหล่อเหลาของลู่เหยียน เพิ่มดีกรีความอ่อนโยนให้กับความหล่อของเขาอีกเป็นกอง
ถังหว่าน: "..."
ถังหว่านรู้ตัวว่าเผลอจ้องลู่เหยียนจนเคลิ้ม รีบยกมือเช็ดน้ำลายที่มุมปาก(ทิพย์)แก้เก้อ
เธอนั่งตัวตรงด้วยความขัดเขิน ดันกู้เซินที่เกาะติดเธอเป็นหมีโคอาล่าออกไป แล้วหันหน้าไปทางหน้ารถ
ตอบคำถามลู่เหยียนเมื่อครู่ว่า "ฉันบอกแล้วว่าพวกนั้นเป็นแค่คนธรรมดา ดูจากท่าทางเมื่อกี้ มือคงยังไม่เคยเปื้อนเลือด ฉันเลยตัดสินใจปล่อยไป"
"อืม เสี่ยวหว่านของผมดีที่สุด" ลู่เหยียนเอ่ยชมพลางลูบศีรษะถังหว่านเบาๆ
"อย่ามาจับนะ ผมเพิ่งมัดผมให้เธอเอง" กู้เซินดึงถังหว่านเข้ามากอดแนบอกอย่างหวงแหน
เสิ่นโจวที่มองดูเหตุการณ์ทั้งหมด นั่งนิ่งอย่างว่าง่ายอยู่ที่เบาะคนขับ
'ที่รัก' สั่งไว้ว่าให้เตรียมพร้อมออกรถตลอดเวลา สายตาของเขาจึงจับจ้องเธอตั้งแต่วินาทีที่ลงจากรถจนกระทั่งกลับมา เพื่อให้มั่นใจว่าจะพุ่งเข้าไปช่วยได้ทันทีหากเกิดอันตราย
แต่พอเห็นสามคนนั้นคุยเล่นหัวเราะกันสนุกสนานที่เบาะหลัง โดยที่เขาอดกอดที่รัก...
ช่างหดหู่หัวใจเหลือเกิน!
เขาอยากเรียกร้องความสนใจจากถังหว่านบ้าง
เขาเห็นลู่เหยียนและถังหว่านต่อสู้มาตลอด และแน่นอนว่าเขาสังเกตเห็นว่าดาบของลู่เหยียนบิ่นอีกแล้ว
เขาจำได้ว่าในภารกิจหนึ่งในความฝัน เคยได้ยินคนพูดถึงตลาดค้าของเก่าในเมือง B
มีเถ้าแก่คนหนึ่งฉากหน้าขายหยกและของโบราณ แต่หลังร้านมีห้องลับที่เก็บสะสมดาบและกระบี่ที่มีชื่อเสียงไว้มากมาย
ตอนนั้นมีทีมผู้มีพลังพิเศษที่เก่งกาจมากทีมหนึ่ง ทุกคนพกดาบถัง ซึ่งว่ากันว่าได้มาจากห้องลับแห่งนั้น
เขาไม่รู้ว่าในช่วงเวลานี้ห้องลับนั่นถูกค้นพบหรือยัง จึงคิดว่าจะลองบอกเรื่องนี้กับที่รักเผื่อจะได้แวะไปดู
เสิ่นโจวจึงหันกลับมา เอื้อมมือไปดึงมือถังหว่านและพูดด้วยเสียงออดอ้อนแบบเด็กหนุ่ม "ที่รัก ผมมีเรื่องจะบอก"
ถังหว่านที่กำลังถูกขนาบข้างโดยชายหนุ่มสองคน และเสิ่นโจวก็เพิ่งจะช่วยดึงความสนใจให้
เธอดันตัวชายหนุ่มทั้งสองออกแล้วโน้มตัวไปข้างหน้าเบาะของเสิ่นโจว ถามว่า "มีอะไรเหรอ?"
เสิ่นโจวดีใจ เขาเขี่ยมือถังหว่านเล่นพลางพูดว่า "ผมเห็นว่าดาบของพี่เหยียนบิ่นอีกแล้ว!
ถึงแม้ดาบพวกนี้จะได้รับการเสริมพลังจากพี่กู้แล้ว แต่เราก็ยังทำมันพังไปหลายเล่ม
ปล่อยไว้แบบนี้คงไม่ดีแน่ อย่างที่คุณบอก ตอนนี้เป็นแค่ช่วงแรกของวันสิ้นโลก ซอมบี้ยังอ่อนแอ พืชและสัตว์ก็ยังไม่กลายพันธุ์
แต่ถ้าเวลาผ่านไปล่ะ? ผมเลยคิดว่าเราควรรีบหาอาวุธที่ดีกว่านี้ให้เร็วที่สุด"
ปกติเวลาเสิ่นโจวคุยกับถังหว่าน จะต้องทำตัวขี้อ้อนและทำตัวน่ารักเสมอ
เสิ่นโจวในโหมดนี้เป็นมุมที่ถังหว่านไม่เคยเห็นมาก่อน คำพูดของเขามีเหตุผล และการวิเคราะห์สถานการณ์ก็ดูสุขุมเยือกเย็นคล้ายคลึงกับลู่เหยียนอยู่ไม่น้อย