- หน้าแรก
- ท้าชะตาฮวงจุ้ย
- บทที่ 12 แสงแห่งจิตวิญญาณสลาย
บทที่ 12 แสงแห่งจิตวิญญาณสลาย
บทที่ 12 แสงแห่งจิตวิญญาณสลาย
บทที่ 12 แสงแห่งจิตวิญญาณสลาย
ขณะที่ผมกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องเหล่านี้ หลิวเฉิงพลันถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง มองผมด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย “แกว่าถ้าพ่อฉันไม่ฟื้นขึ้นมาจะทำยังไงดี ถึงปกติฉันจะชอบเถียงเขา แต่ถ้าเขาเป็นอะไรไป ฉันไม่รู้จริง ๆ ว่าควรจะทำยังไง”
จริง ๆ แล้วผมสังเกตมานานแล้วว่าเจ้าหมอนี่แค่ดูภายนอกหยาบกระด้างไปหน่อย แต่ข้างในกลับเป็นคนอ่อนไหวไม่เบา
ผมเข้าใจความทุกข์ใจของเขาดี ตั้งแต่เล็กก็สูญเสียคนในครอบครัวไปคนหนึ่ง ย่อมไม่หวังให้ญาติสนิทอีกคนต้องมาเกิดเรื่องอะไรขึ้นอีก
“วางใจเถอะ คนดีฟ้าคุ้มครอง อาหลิวไม่เป็นอะไรหรอก” ผมปลอบใจ
“ก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น”
เห็นได้ชัดว่าคำปลอบใจของผมไม่ได้ผล หลิวเฉิงยังคงมีใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล
ผมรู้สึกจนใจอยู่บ้าง เลยต้องลองดูว่าตัวเองพอจะมีวิธีทำให้หลิวอู่ฟื้นขึ้นมาได้หรือไม่ เพื่อเลี่ยงไม่ให้เจ้าหมอนี่มาทำตัวอมทุกข์ต่อหน้าผมตลอดเวลา มันทำให้คนไม่คุ้นชิน
โดยทั่วไปแล้ว หากการทำงานต่าง ๆ ของร่างกายมนุษย์เป็นปกติแต่กลับไม่ฟื้นขึ้นมา แสดงว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จิตวิญญาณจะเกิดปัญหา โบราณว่าคนมีสามหุนเจ็ดพั่ว หากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปย่อมก่อให้เกิดปัญหาไม่น้อย
อาการเบาคือเจ็บป่วยสาหัส หรือไม่ก็หมดสติไม่ฟื้น อาการหนักคือสิ้นลม สิ้นใจตายคาที่
ผมใช้สองนิ้วค่อย ๆ เปิดเปลือกตาของหลิวอู่ออก สังเกตแสงแห่งจิตวิญญาณในดวงตาของเขา พบว่าแสงแห่งจิตวิญญาณในดวงตาของเขาสลายกระจัดกระจาย สถานการณ์ไม่ค่อยน่ามองในแง่ดีเท่าไรนัก
ในคัมภีร์หวงตี้เน่ยจิง บทว่าด้วยโรคภัยไข้เจ็บได้กล่าวไว้ว่า ปราณมนุษย์อ่อนด้อย ปราณฟ้าเสมือนว่างเปล่า จิตวิญญาณมนุษย์ไร้ที่พึ่งพิง แสงแห่งจิตวิญญาณมิอาจรวมตัว ภูตผีปีศาจรบกวนมนุษย์ นำไปสู่การเสียชีวิตก่อนวัยอันควร
ความหมายโดยรวมคือ หากภายในร่างกายมนุษย์ พลังหยินหยาง ห้าธาตุ และหกปราณอ่อนแอไม่เพียงพอ จะเหมือนกับตอนที่ปราณฟ้าอ่อนแอแล้วมีพลังชั่วร้ายรุกรานเข้ามาเป็นหลักการเดียวกัน พลังชีวิตของคนจะไร้ที่พึ่งพิง แสงแห่งพลังชีวิตจะไม่สามารถรวมตัวกันในร่างกายให้กลายเป็นหนึ่งเดียวที่หมุนเวียนได้ พลังชั่วร้ายจะเหมือนกับภูตผีในตำนานที่ดูดกลืนเลือดและลมปราณของมนุษย์จนแห้งเหือด ทำให้บางคนต้องเสียชีวิตก่อนวัยอันควร
ตอนนี้หากไม่รีบทำให้สามหุนเจ็ดพั่วของหลิวอู่มั่นคงโดยเร็ว แสงแห่งจิตวิญญาณของเขาก็จะสลายไป ถึงตอนนั้นเมื่อพลังชั่วร้ายเข้าสู่ร่าง มีความเป็นไปได้สูงที่เขาจะกลายเป็นเจ้าชายนิทราหรือไม่ก็เสียชีวิตไปเลย
“แกทำบ้าอะไรอยู่?” เมื่อเห็นการกระทำของผม หลิวเฉิงก็สงสัยเป็นอย่างมาก “ถึงจะอยากให้พ่อฉันฟื้น แกก็ไม่จำเป็นต้องมาถ่างเปลือกตาเขาให้ลืมตาแบบนี้ก็ได้มั้ง”
ต้องบอกเลยว่าบางครั้งคำพูดของเขาก็ทำให้คนไม่รู้จะร้องไห้หรือหัวเราะดี ผมชายตามองเขาแวบหนึ่งแล้วอธิบายว่า “แกคิดว่าฉันเป็นเหมือนแกหรือไง ไอ้คิงคอง แขนขาแข็งแรงแต่สมองทึบ ฉันกำลังหาวิธีทำให้อาหลิวฟื้นขึ้นมาอยู่”
“จริงดิ?” เขาไม่ค่อยเชื่อ
“ของจริงย่อมปลอมไม่ได้ ของปลอมก็ทำให้จริงไม่ได้ เดี๋ยวแค่ทำตามที่ฉันบอก ฉันรับรองว่าอาหลิวจะฟื้นขึ้นมาในไม่ช้า” คุณปู่เคยบอกวิธีทำให้จิตวิญญาณมั่นคงกับผมไว้ ผมจึงค่อนข้างมั่นใจอยู่บ้าง
หลิวเฉิงครึ่งเชื่อครึ่งสงสัย แต่ก็ยังพูดว่า “ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ฉันยอมเรียกเอ็งว่าคุณปู่เลยก็ยังได้”
ผมยิ้มเล็กน้อย “ได้ ตกลงตามนี้”
เขาถามผมว่าต้องทำอย่างไร ผมบอกให้เขาไปหาเชือกแดงหนึ่งเส้นกับมีดเล็ก ๆ หนึ่งเล่มมาก่อน
เมื่อหาของสองอย่างนี้มาได้ ผมสั่งให้เขาใช้มีดกรีดนิ้วกลาง แล้วใช้เลือดจากนิ้วกลางทาลงบนเชือกแดงหนึ่งรอบ เขาไม่เข้าใจแต่ก็ยังทำตามอย่างว่าง่าย ดูท่าว่าเขาเป็นห่วงหลิวอู่มากจริง ๆ
หลังจากทำเสร็จ ผมรับเชือกแดงที่เปื้อนเลือดสดมา แล้วมัดไว้ที่ข้อมือของหลิวอู่
“ไอ้หน้าอ่อนอย่างแกคิดจะทำอะไรกันแน่ ทำเรื่องพวกนี้ก็เพื่อเอาเชือกมาทำเป็นสร้อยข้อมือให้พ่อฉันเนี่ยนะ” หลิวเฉิงที่อยู่ข้าง ๆ ยืนมองอย่างงุนงง ไม่เข้าใจเลยสักนิด “แต่จะว่าไป ปมเชือกที่แกมัดนี่มันก็พิเศษดีเหมือนกันนะ”
ผมอธิบายให้เขาฟังว่าเชือกเส้นนี้เรียกว่าโซ่ล็อกวิญญาณ ส่วนปมเชือกเรียกว่าปมล็อกวิญญาณ มีไว้เพื่อล็อกสามหุนเจ็ดพั่วในร่างกายมนุษย์ ทำให้พวกมันมั่นคงขึ้น
เมื่อมัดโซ่ล็อกวิญญาณเสร็จ ผมใช้สองนิ้วค่อย ๆ เปิดเปลือกตาของหลิวอู่อีกครั้ง พบว่าแสงแห่งจิตวิญญาณที่เคยสลายกระจัดกระจายของเขาเริ่มรวมตัวกันและค่อย ๆ ฟื้นคืนมา
“แค่นี้เหรอ?” หลิวเฉิงดูเหมือนจะยังไม่จุใจ
ผมส่ายหน้า “ยัง ฉันยังต้องสวดคาถาสงบวิญญาณอีก”
พูดจบ มือขวาของผมทำมุทราแล้ววางลงบนหน้าผากของหลิวอู่ ปากก็เริ่มสวดคาถาสงบวิญญาณ
หลังจากสวดคาถาสงบวิญญาณจบ ผมคลายมุทรา รู้สึกมึนศีรษะเล็กน้อย ร่างกายอ่อนเพลียอยู่บ้าง นี่เป็นเครื่องแสดงว่าตบะของผมยังตื้นเขินเกินไป ดูท่าว่าผมต้องเริ่มเร่งบำเพ็ญเพียรเสียแล้ว
ผมถอนหายใจเบา ๆ อย่างน้อยครั้งนี้จิตวิญญาณของหลิวอู่ก็ถูกผมทำให้มั่นคงได้สำเร็จ
อย่างไรเสียก็เป็นการใช้วิธีการเหล่านี้เป็นครั้งแรก ในใจผมจึงรู้สึกภาคภูมิใจอยู่ไม่น้อย ตอนนี้แค่รอให้หลิวอู่ฟื้นขึ้นมาก็พอ
“หลงหยวน ต้องบอกเลยว่าการกระทำของแกเมื่อสักครู่มันคล้ายกับในหนังมากเลยนะ นี่มันจะได้ผลเหรอ?” หลิวเฉิงยังคงสงสัยอยู่
ตอนนี้หลิวอู่ยังไม่ฟื้น พูดอะไรไปก็เปล่าประโยชน์ ผมเลยไม่อยากพูดอะไรมาก เพียงแค่บอกเขาว่าพรุ่งนี้เช้าหลิวอู่จะฟื้นขึ้นมาแน่นอน แต่ตอนนี้ผมเหนื่อยแล้วต้องกลับไปพักที่โรงเรียน ให้เขาเฝ้าอยู่ที่โรงพยาบาลคนเดียวไปก่อน
พอกลับถึงหอพัก ผมล้มตัวลงนอนบนเตียงแล้วหลับไปทันที
ตอนกลางคืนผมฝัน ฝันเห็นผู้หญิงคนหนึ่งสวมชุดฮั่นฝู รูปร่างของเธองดงามอรชร ชวนให้จินตนาการ น่าเสียดายที่ไม่ว่าผมจะพยายามแค่ไหนก็มองไม่เห็นใบหน้าของเธอ ผู้หญิงคนนั้นดูเหมือนจะมองมาที่ผม แล้วยังยื่นมือออกมาหาผมด้วย ทันทีที่ผมกำลังจะคว้ามือของเธอ ทันใดนั้นก็ถูกเสียงโทรศัพท์ปลุกให้ตื่นขึ้น
โทรศัพท์เป็นของหลิวเฉิงที่โทรเข้ามา ตอนนี้เป็นเวลาเจ็ดโมงเช้ากว่าแล้ว
พอรับโทรศัพท์ก็ได้ยินเสียงตื่นเต้นดีใจของหลิวเฉิง “เชี่ยเอ๊ย หลี่หลงหยวน แกนี่มันเทพจริง ๆ พ่อฉันฟื้นแล้วเว้ย แกรีบมาโรงพยาบาลเร็ว”
คำพูดของเขาไม่ได้ทำให้ผมประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย เพราะอย่างไรเสียผมก็มีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมต่อวิชาที่คุณปู่ถ่ายทอดให้ แม้ว่านี่จะเป็นครั้งแรกที่ผมใช้มัน ผมก็ไม่ได้กังวลอะไรมากนัก
หลังจากล้างหน้าล้างตาเสร็จ ผมเดินทางมายังห้องผู้ป่วยที่โรงพยาบาล
ตอนที่เดินเข้าไปในห้องผู้ป่วย ก็เห็นหลิวอู่ฟื้นขึ้นมาแล้วจริง ๆ หมอก็เพิ่งตรวจร่างกายให้เขาเสร็จพอดี
“คุณหลิว คุณไม่เป็นอะไรมากแล้ว ต่อไปก็ต้องใส่ใจกับการพักฟื้น และคุณยังลุกจากเตียงไปไหนมาไหนไม่ได้ชั่วคราว” หลังจากหมอกำชับประโยคหนึ่ง ก็พาพยาบาลออกไป
เมื่อเห็นผม หลิวเฉิงรีบพุ่งเข้ามาดึงผมไปที่หน้าเตียงผู้ป่วยของหลิวอู่ แล้วพูดกับหลิวอู่ว่า “พ่อครับ พ่อสลบไปตั้งหลายวัน แต่เมื่อวานพอหลงหยวนใช้เคล็ดวิชาสองสามท่ากับพ่อ วันนี้พ่อก็ฟื้นเลย พ่อว่าเจ๋งไหมล่ะ?”
เขาไม่เพียงแค่พูด แต่ยังทำหน้าภาคภูมิใจราวกับว่าเป็นคนทำให้หลิวอู่ฟื้นขึ้นมาเองอย่างนั้นแหละ
หลิวอู่ยังคงงงกับสถานการณ์อยู่บ้าง ทำหน้างงงวย “แกพูดเรื่องอะไรของแกกันแน่ ทำไมพ่อฟังไม่เห็นเข้าใจเลย?”
“เหะ ๆ อาหลิวครับ อาอย่าไปสนใจเขาเลย” ผมหัวเราะแห้ง ๆ แล้วพูดขึ้น
ขณะที่เรากำลังคุยกัน ปี้อวี้เหลียนที่ได้ยินว่าหลิวอู่ฟื้นแล้วก็ปรากฏตัวขึ้นในห้องผู้ป่วย
เธอปรากฏตัวขึ้นก็โผเข้าหาเตียงของหลิวอู่ จับมือของหลิวอู่ร้องไห้จนน้ำตานองหน้า “พี่อู่ ในที่สุดพี่ก็ฟื้นสักที ทำฉันตกใจแทบแย่ ถ้าพี่ไม่ฟื้นขึ้นมา ฉันกับลูกในท้องจะทำยังไง ฮือ ๆ”
ในแววตาของหลิวอู่เต็มไปด้วยความสงสาร เขาปลอบใจเธอไม่หยุด หลิวเฉิงที่อยู่ข้าง ๆ พยายามข่มความโกรธเอาไว้ไม่ให้ระเบิดออกมา
จากนั้น หลู่จวินก็รีบร้อนรุดมาเช่นกัน พอเข้ามาในประตูก็แสดงท่าทีเป็นห่วงเป็นใยอย่างที่สุด
ต้องยอมรับเลยว่าฝีมือการแสดงของคนสองคนนี้ไม่เลวเลยทีเดียว น่าเสียดายที่วันเวลาดี ๆ ของพวกเขากำลังจะจบลงแล้ว