- หน้าแรก
- ท้าชะตาฮวงจุ้ย
- บทที่ 3 อาคมผนึก
บทที่ 3 อาคมผนึก
บทที่ 3 อาคมผนึก
บทที่ 3 อาคมผนึก
หาเธอไม่เจอ ในใจคิดว่าเธอคงจะรีบร้อนจนรอผมไม่ไหว เลยลงจากรถเดินเข้าหมู่บ้านไปเองเสียแล้ว เพราะจากตรงนี้ไปถึงหมู่บ้านก็เหลือทางอีกแค่ไม่กี่นาที
ผมยังต้องรีบกลับบ้าน ไม่มีเวลามาใส่ใจเรื่องอื่นมากนัก จึงขับรถเข้าหมู่บ้านไป
“แปลกจัง เราไม่ได้เปิดแอร์ ทำไมในรถถึงเย็นขนาดนี้?”
ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ในรถพลันเย็นยะเยือกขึ้นมาอย่างกะทันหัน ผมพูดอย่างสงสัย
รถมาถึงหน้าลานบ้านของผมอย่างรวดเร็ว ได้ยินเสียงคนพูดคุยกันแว่วมาจากในลานบ้าน
หลังจากลงจากรถ ความรู้สึกเย็นเยียบนั้นยังคงไม่ลดลง ราวกับมีเครื่องปรับอากาศเปิดลมเย็นเป่าอยู่ข้างกายผม
ความรู้สึกแบบนี้มันน่าขนลุกอย่างบอกไม่ถูก
“เอ๊ะ? หลงหยวน กลับมาแล้วหรือจ๊ะ” หญิงชาวบ้านคนหนึ่งจูงเด็กชายอายุสองสามขวบเดินออกมาจากบ้านผม เมื่อเห็นผมยืนอยู่ข้างรถจึงเอ่ยทักขึ้น
ผมได้สติ รีบทักทาย “ป้าจางครับ ผมเพิ่งมาถึง ป้าจะกลับแล้วหรือครับ?”
“ช่วยไม่ได้ เด็กซนเกินไป พรุ่งนี้ป้าค่อยมาช่วยใหม่” ป้าจางพยักหน้า สายตากวาดมองรถอยู่สองสามครั้ง “หลงหยวน รถคันนี้ของเธอมาจากไหน?”
“ยืมเพื่อนมาครับ”
ขณะที่เราสองคนกำลังคุยกัน เด็กชายที่ป้าจางจูงอยู่จู่ ๆ ก็ร้องไห้โฮออกมาเสียงดังโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย ราวกับตกใจอะไรบางอย่าง เขาจ้องมองผมอย่างหวาดผวา
ผมประหลาดใจ ตัวผมน่ากลัวขนาดนั้นเลยเหรอ?
“โอ๊ย ลูกแม่ อย่าร้องเลยนะ เดี๋ยวจะพากลับเดี๋ยวนี้แหละ” ป้าจางไม่ได้สังเกตสายตาของเด็กน้อย เธออุ้มเด็กชายที่ร้องไห้จ้าจากไป
พอผมเดินเข้าไปในลานบ้าน ในลานมีชาวบ้านสองสามคนนั่งอยู่ เมื่อเห็นผม ทุกคนต่างทักทายอย่างอบอุ่น ยังมีคนตะโกนเข้าไปในบ้าน
“แม่เจ้าหลงหยวน หลงหยวนลูกชายเธอกลับมาแล้ว”
ทันใดนั้น แม่ของผมวิ่งออกมาจากในบ้าน
เมื่อเห็นหน้าผม อารมณ์ของแม่ค่อนข้างตื่นเต้น ท่านจับมือผมแล้วอดไม่ได้ที่จะหลั่งน้ำตาออกมา
“ลูกกลับมาเมื่อไหร่ ทำไมไม่บอกแม่สักคำ?” ท่านเช็ดน้ำตาแล้วพูด
“ผมเพิ่งมาถึงครับ ตกลงว่ามันเกิดอะไรขึ้น ร่างกายคุณปู่แข็งแรงมาตลอดไม่ใช่หรือครับ ทำไมจู่ ๆ ถึง...”
แม่ส่ายหน้า “แม่เองก็ไม่รู้เหมือนกัน เมื่อวานตอนเช้าตรู่คุณปู่เขาก็ไปที่ร้านเครื่องกระดาษ พอตอนบ่ายทำกับข้าวเสร็จว่าจะไปเรียกกลับมากินข้าว ก็เห็นคุณปู่ล้มอยู่ในร้าน สิ้นใจไปแล้ว”
พูดจบ ท่านก็เช็ดน้ำตาอีกครั้ง
“เป็นไปได้ยังไง” ปกติผมกับคุณปู่สนิทกันมาก ผมเสียใจมาก รู้สึกว่างเปล่าในใจ
เมื่อเห็นความเสียใจของผม แม่ดึงผมเข้าไปในบ้าน พลางกระซิบกับผมว่า “คุณปู่ไปแล้วก็ดีเหมือนกัน ต่อไปนี้ตระกูลหลี่จะได้ใช้ชีวิตอย่างคนปกติได้เสียที”
ผมขมวดคิ้วเล็กน้อย ไม่เข้าใจว่าคำพูดของแม่หมายความว่าอย่างไร
พอเข้าไปในบ้าน ผมเห็นห้องตั้งศพของคุณปู่ และโลงศพสีดำใบหนึ่ง
จนถึงตอนนี้ผมถึงได้ตระหนักอย่างแท้จริงว่า คุณปู่จากไปแล้วจริง ๆ ขอบตาของผมร้อนผ่าวขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
ผมเดินไปหน้าห้องตั้งศพ จ้องมองรูปถ่ายหน้าศพของคุณปู่ แล้วจุดธูปให้ท่าน
ในขณะนั้น ความรู้สึกเย็นเยียบยิ่งชัดเจนขึ้น ในชั่วพริบตาคล้ายกับมีคนถอนหายใจเบา ๆ อยู่ข้างกายผม
ผมหันขวับไปมองแม่ทันที “แม่ครับ แม่ถอนหายใจหรือครับ?”
“เปล่านี่ มีอะไรหรือลูก?” แม่มองผมด้วยสีหน้าสงสัย
ผมส่ายหน้า “ไม่ ไม่มีอะไรครับ”
มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ หรือว่าผมเดินทางมาเหนื่อยเกินไปจนเกิดภาพหลอน?
เพียงแต่เรื่องที่ประสบพบเจอในช่วงสองวันนี้มันประหลาดเกินไป ในหัวของผมสับสนไปหมด
เมื่อคืนเวลาหนึ่งทุ่ม คุณปู่เสียชีวิตแล้ว เช่นนั้นท่านไม่มีทางไปหาผมที่โรงเรียนในเมืองหลวงของมณฑลตอนสามทุ่มกว่าได้ ถ้าเป็นอย่างนั้น คนคนนั้นคือใครกัน หรือว่านั่นไม่ใช่คน แต่เป็น...
ผมเงยหน้ามองรูปถ่ายหน้าศพของคุณปู่ ภายใต้แสงเทียนที่ริบหรี่ คุณปู่ในรูปกลับดูน่าขนลุกอย่างประหลาด
“หลงหยวน เหม่ออะไรอยู่ลูก?” เสียงของแม่ขัดจังหวะความคิดฟุ้งซ่านของผม
ผมส่ายหน้าไม่พูดอะไร
จากนั้นแม่พูดต่อ “จริงสิ แม่แจ้งข่าวให้คุณอาของลูกแล้ว เขาคงจะมาถึงพรุ่งนี้ พอเขามาถึงเราค่อยปิดฝาโลง แล้วนำไปฝัง”
“ครับ” ผมพยักหน้ารับคำ
สำหรับคุณอา ผมไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับเขามากนัก รู้เพียงว่าเขาไปสร้างเนื้อสร้างตัวอยู่ข้างนอกจนมีชื่อเสียง ได้เป็นเถ้าแก่แล้ว
ครั้งแรกที่ผมเจอเขาคือตอนผมอายุสี่ขวบ ในวันครบรอบวันตายของพ่อ คุณอากลับมาอยู่สองวัน ยังซื้อขนมและของเล่นจากในเมืองมาฝากผมไม่น้อย
เพียงแต่ความสัมพันธ์ของเขากับคุณปู่แย่มาก วันที่จะกลับผมได้ยินเขาทะเลาะกับคุณปู่ เขาด่าคุณปู่ว่าเป็นคนบาป ทำให้คนในครอบครัวต้องตายไปทีละคน ชาตินี้เขาจะไม่มีวันให้อภัยคุณปู่
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น คุณปู่ไม่พูดอะไรอีก แต่เดินกลับเข้าห้องไปอย่างเงียบงัน
ตอนที่คุณอาจะออกจากบ้าน เขาเห็นผมที่ทำหน้าไม่เข้าใจ จึงย่อตัวลงแล้วกำชับว่า “หลงหยวน จำไว้ วิชาเลวร้ายพวกนั้นของปู่แก ห้ามเรียนเด็ดขาด และห้ามนำไปใช้ด้วย”
พูดจบ เขาก็จากไป
ในใจของผมกลับยิ่งไม่เข้าใจมากขึ้น เพราะแม่ก็พูดกับผมแบบเดียวกันอยู่บ่อยครั้ง ผมไม่เข้าใจ คุณปู่ดีกับผมมาก ไม่ใช่คนบาปอะไรเลย ทำไมพวกเขาถึงพูดแบบนั้น
หลังจากกินข้าวที่แม่อุ่นให้ ผมตัดสินใจจะไปที่ร้านเครื่องกระดาษสักหน่อย
ไม่ว่า ‘คุณปู่’ ที่ผมเจอที่โรงเรียนเมื่อคืนจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ผมต้องไปที่ร้านเครื่องกระดาษให้ได้ เพื่อดูว่าของที่ท่านพูดถึงมีอยู่จริงหรือเปล่า
ผมขอกุญแจร้านเครื่องกระดาษจากแม่ ท่านถามผมว่าดึกป่านนี้จะไปทำอะไรที่นั่น ผมบอกว่าแค่ไปดูเฉย ๆ แล้วรีบเดินออกจากบ้านไป
ร้านเครื่องกระดาษอยู่ไม่ไกลจากบ้านผม ไม่นานผมก็มาถึง
ผมเปิดประตูร้าน เดินเข้าไปเห็นของตกแต่งที่คุ้นเคย ในใจรู้สึกสับสนปนเป ที่นี่เต็มไปด้วยความทรงจำในวัยเด็กของผม ตอนนั้นผมสามารถอยู่กับคุณปู่ในร้านเครื่องกระดาษแห่งนี้ได้ทั้งวัน
ผมเปิดประตูห้องเล็กในร้าน ข้างในมีเตียงวางอยู่หนึ่งหลัง เป็นที่ที่คุณปู่ใช้พักผ่อนเป็นประจำ
ผมก้มลงไปใต้เตียง คลำอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็คลำเจอกระเบื้องหินที่หลวมอยู่สองสามแผ่น
ผมยกแผ่นหินออก แล้วหยิบกล่องไม้ใบหนึ่งออกมาจากข้างใต้ กล่องไม้ทั้งใบเป็นสีดำสนิทและไม่ได้ล็อกกุญแจ
เมื่อมองดูกล่องไม้ ในใจผมตกตะลึง มีของอยู่จริง ๆ ด้วย แสดงว่าเมื่อคืนคนที่ผมเจอคือคุณปู่
ตอนนั้นคุณปู่เสียชีวิตไปแล้วชัด ๆ แล้วท่านไปปรากฏตัวที่เมืองหลวงของมณฑลได้อย่างไร?
ในเมื่อคุณปู่เป็นห่วงกล่องไม้นี้มาก ถึงขนาดกำชับให้ผมรีบกลับมาเก็บรักษาไว้ ทั้งยังห้ามไม่ให้ผมเปิดเผยเรื่องกล่องไม้นี้ ไม่แน่ว่าในกล่องไม้อาจมีของที่ไขข้อสงสัยของผมได้
ผมเปิดกล่องไม้ออกอย่างประหม่าเล็กน้อย พบว่าข้างในมีซองจดหมายหนึ่งซองกับของที่ห่อด้วยผ้าสีดำ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นหนังสือเล่มหนึ่ง
ผมเปิดซองจดหมายก่อนเป็นอันดับแรก ข้างในนอกจากจดหมายหนึ่งฉบับแล้วยังมีจี้หยกอีกหนึ่งชิ้น จี้หยกมีรูปร่างคล้ายหยดน้ำ ขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือ โปร่งใสและเรียบเนียน มองปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่ของธรรมดา
ตอนที่ผมหยิบจี้หยกขึ้นมาถือไว้ในมือ ความหนาวเย็นที่ติดตามผมราวกับเงาตามตัวมาตั้งแต่เมื่อครู่พลันหายไปในทันที จากนั้นจี้หยกในมือเริ่มแผ่ไอเย็นจาง ๆ ออกมา
ผมไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น จึงทำได้เพียงเก็บจี้หยกไปก่อน
จากนั้นผมเปิดจดหมายอ่าน เนื้อหาในจดหมายทำให้ผมตกใจอย่างยิ่ง
ในจดหมายบอกว่าท่านขอโทษครอบครัว หากไม่ใช่เพราะเมื่อก่อนท่านทะนงตนเกินไป คงไม่ทำให้เกิดสถานการณ์เช่นวันนี้ ท่านทำผิดต่อคุณย่าและลูกชายทั้งสองแล้ว ไม่อยากทำผิดต่อผมซึ่งเป็นหลานชายเพียงคนเดียวอีก ดังนั้นท่านจะไม่ยอมให้ผมเป็นอะไรไปเด็ดขาด
เดิมทีท่านอยากให้ผมใช้ชีวิตเหมือนคนธรรมดา แต่ดวงชะตาเทียนเซ่อของผมกำหนดไว้แล้วว่าเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นท่านจึงจำใจต้องถ่ายทอดวิชาความสามารถทั้งหมดของท่านให้แก่ผม เพียงแต่ยังไม่ถึงเวลา ท่านไม่สามารถให้ผมแสดงความสามารถเหล่านั้นออกมาเร็วเกินไปได้ จึงทำได้เพียงลงอาคมผนึกไว้บนตัวผมอย่างจนใจ
ตอนนี้ถึงเวลาแล้ว เพียงแค่ผมคลายอาคมผนึกได้ ก็จะเข้าใจทุกอย่าง
เมื่อเห็นถึงตรงนี้ ผมตกตะลึงอย่างที่สุด “อาคมผนึก?”
และเนื้อหาต่อจากนั้นยิ่งทำให้ผมสับสนงุนงง จับต้นชนปลายไม่ถูก