บทที่ 51 ดินแดนอันบริสุทธิ์สุดท้าย
ภายในวันเดียว ทั่วทั้งแดนเซียนสวรรค์ดุจต้องเผชิญภัยพิบัติอันเลวร้าย
ผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่แตกร้าวเป็นสายยาว สายฝนโลหิตโปรยปรายจากฟากฟ้า พื้นที่บางแห่งที่เคยเป็นถิ่นพำนักแห่งเซียนกลับแปรเปลี่ยน พลังฟ้าดินปั่นป่วนสั่นคลอน ใกล้ดับสูญ
ดินแดนเหนือ จงโจว ป่าตะวันออก ทะเลทรายตะวันตกจนถึงแดนใต้
หายนะครั้งนี้ไม่มีที่ใดรอดพ้น
ผู้คนทั่วหล้าต่างตื่นตระหนก
“ฟ้าเอ๋ย เกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่ นี่มันราวกับบันทึกยุคหายนะไม่ผิดเพี้ยน”
“ฝนเลือดร่วงหล่น แผ่นดินรานแยก พลังฟ้าดินเจือจาง นี่หรือคือวันสิ้นโลก?”
“ทั่วทั้งแดนเซียนสวรรค์ล้วนได้รับผลกระทบอันร้ายแรง”
ขณะนั้น ผู้อาวุโสเจ้าสำนักทั้งหลายรวมถึงผู้บำเพ็ญเพียรทั่วแดนต่างสัมผัสถึงนิมิตอัปมงคลนี้
ความเปลี่ยนแปลงสุดสยอง ทำให้แม้แต่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูงก็ยังรู้สึกสะท้านสะเทือน
ทุกสำนักต่างส่งคนออกสืบหาความจริง
หลายแห่งเลือกตรงดิ่งไปยังสำนักศักดิ์สิทธิ์ในแต่ละดินแดน หวังว่าผู้มีความรู้ลึกซึ้งต่อฟ้าดินจะให้คำอธิบาย
แต่เมื่อพวกเขามาถึง ภาพเบื้องหน้ากลับทำให้วิญญาณหลุดลอย
สำนักศักดิ์สิทธิ์และตระกูลใหญ่อันยิ่งใหญ่ในอดีตล้วนกลายเป็นซากปรักหักพัง
“ไม่นะ เป็นไปไม่ได้”
ดินแดนเหนือ ผู้อาวุโสมหาโพธิผู้หนึ่งยืนอยู่เบื้องหน้าซากที่เคยเป็นสำนักศักดิ์สิทธิ์เป่ยเฉิน ใบหน้าซีดเซียวเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
ใต้ฝ่าเท้า เหลือเพียงเศษอิฐหิน ผู้คนไม่เหลือแม้แต่เงา
…
ทะเลทรายตะวันตก
“รีบหน่อย อีกไม่นานก็ถึงวัดสายฟ้าแล้ว พระโพธิสัตว์ของวัดต้องให้คำตอบกับเรื่องทั้งหมดนี้ได้แน่”
พระเฒ่ารูปหนึ่งกล่าวกับศิษย์หนุ่มข้างกาย
“เอ๊ะ? แปลกจริง เราเดินมาถูกทางแล้วนี่ ทำไมยังไม่เห็นวัดสายฟ้าเลย?”
ดวงตาพระเฒ่าแสดงแววประหลาดใจ เขาเคยมาหลายครั้ง แม้หลับตาก็หาเจอ แต่บัดนี้กลับเห็นเพียงผืนทรายและเนินทรายลูกใหม
“ไม่นะ”
ศิษย์หนุ่มเสียงสั่น ชี้ไปข้างหน้าพลางตะโกนว่า “อาจารย์ นั่น…นั่นมันสัตว์พุทธะบนยอดวิหารของวัดสายฟ้า”
พระเฒ่าก้าวเข้าไปใกล้ เห็นรูปปั้นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ครึ่งตัวโผล่พ้นผืนทราย สีหน้าทันใดแปรเปลี่ยนเป็นตกตะลึง
“รูปปั้นพุทธะประจำวิหารหลักของวัดสายฟ้ามีเพียงหนึ่งเดียวในทะเลทรายนี้ อย่าบอกนะว่า…”
เขาไม่กล้าพูดต่อ
ศิษย์หนุ่มตัวสั่นพร่า เสียงแผ่วเบา “วัดสายฟ้าถูกฝังอยู่ใต้เนินทรายแล้ว”
…
“ศิษย์น้อง เร็วเข้า ข้างหน้าคือแม่น้ำเสวียนหยวน นั่นคือแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งป่าตะวันออกที่ร่ำลือว่ามีจิตมังกรสถิตอยู่”
สองกระบี่ผู้เหินเวหา มุ่งตรงสู่ตระกูลเสวียนหยวนด้วยความเร่งร้อนตามคำสั่งของสำนักเพื่อสืบหาความจริง
ไม่นาน พวกเขาก็แลเห็นแม่น้ำสีทองสายหนึ่งทอดตัวอยู่เบื้องหน้า
“ถึงแล้ว ศิษย์น้อง ดูสิ ช่างยิ่งใหญ่งดงามยิ่งนัก”
หญิงสาวมองตาม สายตาทอประกายตื่นตะลึง
“ศิษย์พี่ แม่น้ำนี้เหมือนเป็นแม่น้ำตาย มันหยุดนิ่งไม่มีเสียงไหลเลยไม่ใช่หรือ?”
ศิษย์พี่พลันชะงักงัน
…
เหตุการณ์ทำนองนี้ เกิดขึ้นทั่วทั้งแดนเซียนสวรรค์
ข่าวเลวร้ายถูกถ่ายทอดด้วยความเร็วเหนือสายลม
“สำนักศักดิ์สิทธิ์เป่ยเฉินพินาศแล้ว”
“วัดสายฟ้าถูกฝังใต้ผืนทราย”
“ตระกูลเสวียนหยวนสิ้นเผ่า วิญญาณมังกรถูกสังหาร ไม่เหลือผู้รอด”
“สำนักศักดิ์สิทธิ์ไท่ฮวาในจงโจวหายไป เหลือเพียงทุ่งร้าง”
ข่าวสารเปรียบดั่งหิมะถล่มเข้าใส่แดนใต้
…
สำนักศักดิ์สิทธิ์ไท่เหยี่ยน
ขณะนี้ ค่ายกลพิทักษ์เขาเปิดเต็มกำลัง เหล่ามหาโพธิถือศาสตรากึ่งเซียนออกลาดตระเวนรอบนอกด้วยท่าทีดั่งเผชิญศัตรูใหญ่
มหาโพธิหลิงเชาและมหาโพธิหยวนหยางเรียกประชุมเหล่ามหาโพธิจากทั่วแดนใต้
ทั่วทั้งท้องพระโรงเงียบกริบ
จากตกตะลึงกลายเป็นตื่นตระหนก จากนั้นก็เริ่มชาไร้ความรู้สึก กระทั่งตอนนี้เหลือเพียงความเงียบงัน
“น่าขันยิ่งนัก ใครจะเชื่อว่าวันหนึ่งสำนักศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายจะล่มสลายพร้อมกันหมดสิ้น”
“ผู้ใดกันแน่ที่ลงมือกระทำการอำมหิตเช่นนี้”
“บางทีแดนใต้อาจเป็นดินแดนอันบริสุทธิ์สุดท้ายของแดนเซียนสวรรค์”
เสียงเหล่ามหาโพธิดังอย่างเคร่งเครียด
หลิงเชาเงียบไปครู่หนึ่งจึงกล่าวเสียงหนัก
“นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น คำกล่าวของผู้อาวุโสหลี่ช่างแม่นยำราวตาทิพย์”
พวกเขาไม่คาดคิดเลยว่าคลื่นยักษ์เช่นนี้จะมาเร็วถึงเพียงนี้
หยวนหยางหันไปถามว่า “ธิดาเซียนมู่เชียนหนิงมาถึงหรือยัง?”
ในขณะนั้น พลันมีเสียงประกาศจากหน้าค่ายกลพิทักษ์เขา
“ธิดาเซียนมู่เชียนหนิงมาถึงแล้ว”
ฮั่วหลิงเอ๋อร์และพรรคพวกได้รับการคุ้มกันเข้าสู่สำนักโดยเหล่ามหาโพธิถือศาสตรากึ่งเซียน
เหล่ามหาโพธิหันมองทันที
เมื่อเห็นนาง มหาโพธิหลิงเชาและหยวนหยางลุกขึ้นต้อนรับด้วยความเคารพ
“ธิดาเซียนมาถึงแล้ว”
เมื่อทั่วทั้งแดนใต้ต่างรู้กันดีว่า มู่เชียนหนิง ฮั่วหลิงเอ๋อร์และผู้อื่น มีเบื้องหลังคือผู้อาวุโสหลี่ ผู้ซึ่งสามารถล้างสำนักศักดิ์สิทธิ์และเซียนให้สิ้นในคำเดียว การเคารพของมหาโพธิต่อพวกนางจึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด
“ไม่ต้องเกรงใจดอกเจ้าค่ะ สองท่านผู้อาวุโส”
ฮั่วหลิงเอ๋อร์เอ่ยตอบ “ข้าได้ยินข่าวมาบ้างตอนอยู่แคว้นเพลิงว่าเวลานี้มีสำนักศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกล้างสิ้นไปแล้วถึงสี่แห่งจริงหรือ?”
“หากนับตามจริง มีถึงสิบสองแห่ง”
มหาโพธิหลิงเชาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “ทั่วทั้งแดนเซียนสวรรค์ สำนักศักดิ์สิทธิ์มีไม่ถึงยี่สิบแห่งด้วยซ้ำ แต่บัดนี้สูญสิ้นไปแล้วกว่าครึ่ง”
ได้ยินเช่นนั้น ฮั่วหลิงเอ๋อร์กับอีกสองสาวถึงกับอึ้งงัน
เหตุการณ์นี้ร้ายแรงเกินกว่าจะจินตนาการ
“ตอนนี้ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่ว ความกลัวแพร่กระจายราวเพลิงลามป่า เรื่องปีศาจและวันสิ้นโลกถูกหยิบยกขึ้นมานับครั้งไม่ถ้วน”
มหาโพธิหยวนหยางทอดถอนใจ “แม้แต่เรื่องสำนักศักดิ์สิทธิ์สามยอดถูกล้างก็แทบไม่มีผู้ใดพูดถึงแล้ว เราจึงเลือกปิดข่าวในแดนใต้ไว้ชั่วคราว”
“หากเป็นเช่นนั้น แดนใต้ของเราอาจเป็นดินแดนอันบริสุทธิ์สุดท้ายของแดนเซียนสวรรค์แล้วกระมัง”
ฮั่วหลิงเอ๋อร์เอ่ยเสียงพร่าราวกับยังไม่อยากเชื่อสายตา
“ใช่แล้ว”
สองมหาโพธิพยักหน้า สีหน้าพลันฉายความรู้สึกล้ำลึกในใจ หากแดนใต้ไม่มีผู้อาวุโสหลี่ป่านนี้คงพินาศเป็นที่แรกไปแล้ว
ผู้เฒ่าท่านนั้นเปรียบเสมือนพรแห่งฟ้าอันประทานให้แดนใต้โดยแท้
“ข้าเคยได้ยินในคำพยากรณ์โบราณว่าเรื่องเช่นนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น หายนะจะยังดำเนินต่อไป”
มู่เชียนหนิงเอ่ยเสียงแผ่ว
มหาโพธิหยวนหยางพยักหน้า “ธิดาเซียนเอ่ยถูกต้อง ข้ากับมหาโพธิหลิงเชาได้ประชุมกันทั้งวัน พบว่าเบื้องหลังเหตุการณ์นี้มีผู้จงใจชักใยอยู่แน่นอนและการทำลายสำนักศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้อาจเป็นส่วนหนึ่งของแผน”
“และหากเป้าหมายยังไม่บรรลุ พวกมันจะไม่หยุด ต่อไปจะล้างเผ่าพันธุ์ผู้บำเพ็ญเพียรให้สิ้น”
เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง
“ภัยใหญ่ ภัยใหญ่ยิ่งนัก”
“ข้านึกไม่ถึงจริง ๆ ว่าแดนเซียนสวรรค์จะถึงคราวอวสานเช่นนี้”
“แค่ยังมีชีวิตอยู่ตอนนี้ ก็ถือเป็นโชคอันใหญ่หลวงแล้ว”
เหล่ามหาโพธิที่นั่งอยู่รอบท้องพระโรงต่างเอ่ยด้วยความกังวล
“เวลานี้เกรงว่าเพียงผู้อาวุโสหลี่เท่านั้นที่อาจช่วยแดนเซียนสวรรค์ไว้ได้แล้ว”
มหาโพธิหลิงเชาเอ่ย ดวงตาเต็มไปด้วยแววคาดหวัง “เราจึงเชิญพวกท่านมาที่นี่ ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสหลี่มีบัญชาใดหรือไม่?”
ได้ยินดังนั้น ฮั่วหลิงเอ๋อร์สามสาวกลับพากันส่ายหน้า
“แม้ท่านผู้อาวุโสมิได้มีบัญชาใด”
มู่เชียนหนิงกลับสูดลมหายใจลึก ก่อนเอ่ยเสียงหนักแน่น
“แต่ข้าคิดว่าแดนใต้ของเราเป็นเพียงที่เดียวที่ปลอดภัยในยามนี้”
“เราอาจควรเปิดรับผู้บำเพ็ญเพียรจากทั่วแดนให้ลี้ภัยมายังที่นี่ หากไม่ทำเช่นนั้นพวกเขาทั้งหมดจักต้องตาย”
ในดวงตากระจ่างใสของนาง แฝงไว้ด้วยความเวทนาอย่างสุดล้ำ
คำพูดนี้ทำให้มหาโพธิหลิงเชากับหยวนหยางขมวดคิ้วเล็กน้อย
ความคิดนี้ พวกเขาก็เคยมี แต่ก็ตัดทิ้งไปในทันที
ใครจะรับประกันได้ว่าเบื้องหลังเรื่องนี้คือสิ่งใด หากเปิดแดนใต้ออกอาจกลายเป็นเป้าหมายต่อไปทันที
ทว่าคนที่พูดเรื่องนี้คือมู่เชียนหนิง
สองมหาโพธิรู้ดีว่านางคือบุคคลแรกในแดนใต้ที่ได้พานพบกับผู้อาวุโสหลี่
สถานะเช่นนี้หาใช่ธรรมดา
“ข้าขอสนับสนุนข้อเสนอของเชียนหนิง”
ในเวลานั้นเอง ฮั่วหลิงเอ๋อร์ก็เอ่ยขึ้น “เปิดแดนใต้ต้อนรับผู้บำเพ็ญเพียรทั่วหล้า แม้ไม่อาจเรียกว่าชาญฉลาด แต่มันคือการกระทำอันชอบธรรม”
“ยิ่งไปกว่านั้น ข้าเชื่อว่าพวกเราทั้งหมดได้รับความเมตตาจากผู้อาวุโสหลี่ก็ด้วยเหตุผลหนึ่งนั่นคือความบริสุทธิ์ใจของเชียนหนิง”
นางไม่มีวันลืม ขณะที่ตนเองสิ้นหนทาง ไร้ที่พึ่ง มู่เชียนหนิงกลับกล้าเอ่ยปากช่วยเหลือโดยไม่เกรงว่าอาจขัดเคืองผู้อาวุโสหลี่
แม้ไม่เคยกล่าวออกมา แต่ในใจของนางกลับเชื่อมั่นเสมอว่าความเมตตาและความบริสุทธิ์ใจของเชียนหนิงคือสิ่งที่ทำให้ผู้เฒ่าท่านนั้นหยิบยื่นโอกาสให้
เมื่อกล่าวจบ มู่เชียนหนิงยิ้มละไมพลันจับมือของฮั่วหลิงเอ๋อร์ด้วยความปลื้มปิติ
มหาโพธิหลิงเชาและหยวนหยางสบตากันอีกครั้ง
“สองธิดาเซียนกล่าวได้มีเหตุผล เรามิอาจปิดประตูตายเช่นนี้”
“ยิ่งกว่านั้น ผู้อาวุโสหลี่ชี้ให้เราฟังเสียงจากเชียนหนิง ธรรมชาติอันบริสุทธิ์ของนางอาจเป็นดั่งแสงนำทางในหายนะนี้”
“เราสองสำนักจะออกแถลงการณ์ประกาศต่อแดนหล้า”
“แดนใต้คือดินแดนอันบริสุทธิ์สุดท้ายของแดนเซียนสวรรค์”
“ขอเชิญผู้บำเพ็ญเพียรทั่วทุกแคว้นมาหลบภัย”
…
ประกาศจากสองสำนักศักดิ์สิทธิ์แห่งแดนใต้ถูกส่งออกอย่างเร่งด่วน
ใจความหลักมีเพียงหนึ่งเดียว
“แดนเซียนสวรรค์ประสบภัยใหญ่ ดินแดนใต้คือที่หลบภัยสุดท้ายของผู้บำเพ็ญเพียรทั่วหล้า”
“เรายินดีเปิดอ้อมแขน ต้อนรับทุกท่านสู่ดินแดนอันบริสุทธิ์”
และเพื่อเสริมความน่าเชื่อถือ พวกเขายังกล่าวถึงเรื่องแท่นเหยียบสู่เซียน ณ เทือกเขาชางหลีในเนื้อหาประกาศด้วย
วันนั้นเอง ค่ายกลส่งสารโบราณมากมายเริ่มส่องแสงอีกครั้ง
คณะทูตนับไม่ถ้วนมุ่งออกจากแดนใต้ไปสู่ทุกทิศทาง
ข่าวสารแพร่กระจายไปทั่ว
และสายตาทั้งหมดของแดนเซียนสวรรค์ล้วนจับจ้องมายังดินแดนอันบริสุทธิ์สุดท้ายแห่งนี้