บทที่ 46 อะไรคือเซียน
เมื่อได้ยินว่าผู้อาวุโสหลี่ยอมรับสิ่งของทั้งสองชิ้น ฮั่วหลิงเอ๋อร์กับมู่เชียนหนิงก็ยินดีอย่างยิ่ง คิดว่าคราวนี้ตนทำเรื่องที่ถูกใจผู้อาวุโสหลี่ได้เสียที
แต่ไม่คาดคิดเลยว่าผู้อาวุโสหลี่กลับยกให้จื่อหลิงกับหนานเฟิงในทันที?
พวกนางเองก็ตกใจไม่น้อย
อย่างไรก็ดี เมื่อลองคิดดู พวกนางก็คลายใจ
ด้วยฐานะของผู้อาวุโสหลี่ เครื่องเซียนเล็กน้อยเช่นนี้ จะมีความหมายอันใดแก่เขาเล่า?
ก็แค่ไว้ให้ศิษย์ใช้งานก็เท่านั้น
เมื่อคิดได้ดังนี้ พวกนางก็อดรู้สึกอิจฉาจื่อหลิงกับหนานเฟิงไม่ได้
แม้พวกนางจะได้รับเมตตาบ้างจากผู้อาวุโสหลี่ แต่จะเทียบได้อย่างไรกับการได้ติดตามอยู่ข้างกายเขา?
การได้ติดตามผู้อาวุโสหลี่ต่างหากคือเส้นทางเซียนอันไร้เทียมทานที่แท้จริง
“ขอบคุณเจ้าค่ะ ขอบคุณอาจารย์”
หนานเฟิงกับจื่อหลิงเอ่ยด้วยความตื่นเต้น
นางทั้งสองรับพู่กันและฉินไว้ในมือ
เมื่อได้สัมผัสกับเครื่องเซียนต่างก็รู้สึกราวกับฝันไม่อาจเชื่อได้
ในอดีต สามสุดยอดแดนศักดิ์สิทธิ์ส่งคนเข้าสู่เทือกเขาชางหลีไม่รู้กี่ครั้ง แต่สุดท้ายล้วนพ่ายแพ้กลับมา ไม่มีแม้แต่ข่าวคราว
ทว่าตอนนี้ พวกนางกลับได้มาครอบครองโดยง่าย
ติดตามอาจารย์ หลายสิ่งหลายอย่างกลายเป็นเรื่องง่ายดายถึงเพียงนี้
“จริงสิ ผู้อาวุโสหลี่ ข้างนอกยังมีผู้คนอีกจำนวนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ครั้งนี้ พวกเขาปรารถนาเข้าเฝ้าท่าน ไม่ทราบว่าท่านยินดีหรือไม่”
ขณะนั้นเอง มู่เชียนหนิงก็เอ่ยถามขึ้น
หลี่ฝานได้ยินก็เข้าใจทันที
ดูท่าครั้งนี้ที่เขามอบภาพอักษรและภาพวาดให้ฮั่วหลิงเอ๋อร์กับพวกคงก่อให้เกิดกระแสตอบรับขึ้นอีกครั้งในงานแสดงศิลป์จึงมีผู้คนเพิ่มขึ้นที่ยินดีเดินทางมา
จะว่าไป ก็ถือว่าตนเริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมาบ้างกระมัง?
เขารู้สึกยินดีเล็กน้อยในใจ แล้วกล่าวว่า “ไหน ๆ ก็มาถึงแล้ว ก็เชิญพวกเขาเข้ามาเถอะ”
ฮั่วหลิงเอ๋อร์รีบค้อมกายคารวะก่อนจะถอยออกไป
“สามท่าน ผู้อาวุโสหลี่ยินดีพบพวกท่านแล้ว”
นางหันไปบอกกับสามผู้ที่รออยู่ด้านนอก
ในบัดดล สีหน้าของทั้งสามก็เปล่งประกายความปิติยินดี
ท่านผู้นั้นยอมพบพวกเขาแล้ว
พวกเขาเร่งฝีเท้าเข้าไปด้วยความตื่นเต้น
ทันทีที่เดินเข้าสู่ลานบ้าน
“ช่างน่าหวาดกลัวยิ่งนักราวกับมีตัวตนอันยิ่งใหญ่แฝงอยู่ทั่วทุกหนแห่ง ราวกับตนกลายเป็นเพียงมดปลวกตัวหนึ่ง”
จอมราชันหลิงเฉาพึมพำ รับรู้ถึงกลิ่นอายเต๋าและกฎแห่งเต๋าที่ซัดสาดคล้ายมหาสมุทร
“นี่…ที่นี่…มีของเช่นนี้มากมายขนาดนี้เชียวหรือ…”
จอมราชันหยวนหยางกวาดตามองไปรอบบริเวณ เมื่อตาเหลือบเห็นฝูงไก่บ้าน ปลาทองในสระน้ำ เขาถึงกับพูดไม่ออก กลายเป็นคนใบ้ไปในบัดดล
ส่วนสตรีผมขาวนั้นกลับยืนนิ่งอยู่กับที่
ทั้งร่างของนางคล้ายไร้ซึ่งวิญญาณ
“วิถีเซียน…วิถีเซียนอันไร้เทียมทาน…”
“คือที่นี่…”
นางจ้องมองหลี่ฝานนิ่งงัน แล้วจู่ ๆ ก็พุ่งตัวลงคุกเข่ากับพื้นทันที
เมื่อเห็นภาพนั้น จอมราชันหลิงเฉากับจอมราชันหยวนหยางถึงกับตะลึง
นี่คือกึ่งเซียนเชียวนะ กลับคุกเข่าลงต่อหน้าผู้อื่น?
บุคคลผู้นี้เป็นใครกันแน่?
พวกเขาทั้งสองสบตากัน ก่อนจะคุกเข่าตามอย่างไม่ลังเล
หลี่ฝานถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก
อะไรกันเนี่ย เจอกันก็ลงไปกราบเลยหรือ?
เหล่าผู้หลงใหลในศิลปะภาพเขียนเหล่านี้ ช่างเกินเยียวยา
ฮั่วหลิงเอ๋อร์กับพวกที่อยู่ข้าง ๆ ก็อ้าปากค้างโดยไม่รู้ตัว
คนทั้งสามล้วนเป็นตัวตนอันดับต้น ๆ ของแดนสวรรค์เหนือ หนึ่งกึ่งเซียน สองประมุขแดนศักดิ์สิทธิ์
กลับคุกเข่าลงทันทีที่พบหน้า
สีหน้าของพวกนางล้วนซับซ้อน
ทุกคนในที่นั้นต่างประหลาดใจไม่สิ้นสุด ขณะที่หลี่ฝานก็ได้สติกลับมาจึงกล่าวว่า
“ไม่ต้องมากพิธี ลุกขึ้นเถิด”
แต่เสียงของหลี่ฝาน ในหูของคนทั้งสามกลับดุจราชโองการประหนึ่งฟ้ามอบมาราวมีพลังบางอย่างล่องลอยอยู่ ทำให้พวกเขาจำต้องลุกขึ้น
“ผู้อาวุโสท่านคือหนึ่งเดียวในใต้หล้า เพียงภาพอักษรหนึ่งภาพ ทำให้ข้าคุกเข่าก้มกราบ บัดนี้ได้พบด้วยตาตนเอง แม้ตายก็ไร้สิ่งใดเสียใจแล้ว”
จอมราชันหลิงเฉากล่าวจากใจอย่างลึกซึ้ง
“เหนือฟ้าใต้หล้าจะมีใครเปรียบได้กับท่าน? มีบุญนักที่ได้พบ ได้พบจริง ๆ”
จอมราชันหยวนหยางเอ่ยด้วยเสียงเคร่งขรึม
หลี่ฝานยิ้มบาง ๆ “ทั้งสองท่านกล่าวเกินไป ข้าแค่ชำนาญในศาสตร์เล็กน้อย จะคู่ควรกับคำชมถึงเพียงนั้นได้อย่างไร”
เมื่อทั้งสองได้ยินก็ยิ่งเลื่อมใสหนักเข้าไปอีก
นี่แหละคือยอดคนที่แท้จริง ซ่อนตัวอยู่ในวิถีแห่งโลกา ดำเนินชีวิตเรียบง่าย สง่างามและถ่อมตน
แม้กระทั่งวิถีอันยิ่งใหญ่ที่เซียนยังเอื้อมไม่ถึง สำหรับท่านผู้นี้กลับเป็นเพียง “ศาสตร์เล็กน้อย”
“ผู้อาวุโส…ข้า…ข้าขออยู่รับฟังคำสั่งสอนของท่านได้หรือไม่?”
เวลานี้ สตรีผมขาวก็เอ่ยปาก
ใบหน้าที่เคยเยือกเย็นของนาง ปรากฏสีหน้าประหม่าเป็นครั้งแรก
แม้นางจะเป็นกึ่งเซียนมาหลายร้อยปี เป็นหนึ่งในผู้มีอำนาจสูงสุดของแดนสวรรค์เหนือ ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับตัวตนเช่นนี้ กลับมีได้เพียงความยำเกรง จึงอดมิได้ที่จะรู้สึกกังวล
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่ฝานก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
อีกแล้วหรือนี่? ขอเป็นศิษย์อีกแล้ว
เขาไม่ได้สนใจจะมีศิษย์มากมายขนาดนั้นเสียหน่อย
“ผู้อาวุโส…เรื่องในครานี้ นางช่วยไว้มาก นางยอมเสียสละวาสนาใหญ่เพียงเพื่อมาขอคำชี้แนะจากท่าน…”
มู่เชียนหนิงเอ่ยแทรกเพื่อช่วยพูดแทน
ก็เพราะสตรีผู้นี้เข้าแท่นเหยียบฟ้าก่อนใคร จึงล่อให้เซียนแท้ปรากฏ
หลังเซียนแท้สิ้นชีพ นางก็ไม่ยอมเก็บแม้แต่โลหิตเซียนแท้เพียงเพื่อมาเข้าเฝ้าหลี่ฝาน
เรียกได้ว่ามีจิตแห่งเต๋าแน่วแน่
มู่เชียนหนิงจึงไม่อาจทนเห็นนางถูกปฏิเสธได้
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่ฝานก็ถอนหายใจในใจพลางคิดว่านางก็คงเป็นพวกคลั่งไคล้ศิลป์เช่นกัน
เขาจึงกล่าวว่า “ตอนนี้ข้ายังไม่คิดรับศิษย์เพิ่ม แต่เห็นว่าเจ้ามีจิตแห่งเต๋าแน่วแน่ ข้าพอจะชี้แนะเจ้าได้บ้าง เจ้าต้องการถามเรื่องใดเล่า?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สตรีผมขาวแม้จะรู้สึกผิดหวัง แต่ในขณะเดียวกันก็ปลาบปลื้มยิ่งนัก
แม้จะไม่อาจติดตามอยู่ข้างกายท่านผู้นี้ แต่ก็ได้รับโอกาสอันหายากยิ่งในใต้หล้า
ได้รับคำชี้แนะจากผู้เช่นนี้ วาสนาประเสริฐถึงเพียงไหน
ควรถามเรื่องใดดี?
ต้องคิดให้ดี
ในบัดดล ความคิดหลั่งไหลผ่านสมองไม่หยุด
เมื่อเห็นนางลังเล หลี่ฝานก็ยิ้มพลางกล่าวว่า “ไม่ต้องกังวล ที่ได้พบเจอก็ถือเป็นวาสนาแล้ว มีสิ่งใดอยากถามก็ถามออกมาเถิด”
เขาเข้าใจความรู้สึกของหญิงสาวผู้นี้ดี สมัยยังเป็นนักเรียน เมื่อต้องถามคำถามกับอาจารย์ก็มักลังเลกลัวจะถูกมองว่าโง่
หญิงสาวผู้นี้หลงใหลในศาสตร์เช่นนี้แน่นอนว่าย่อมใส่ใจยิ่งกว่า
หญิงสาวพยักหน้า สูดหายใจลึก ก่อนจะคัดเลือกคำถามที่ตนเฝ้าครุ่นคิดมานานออกมา
“ขอเรียนถามท่าน…เซียน…คืออะไรหรือเจ้าคะ?”
เซียน
ทันทีที่คำถามเอื้อนออก จอมราชันหยวนหยางกับจอมราชันหลิงเฉาต่างตั้งใจฟังอย่างยิ่ง
หลี่ฝานชะงักเล็กน้อย
เซียน?
ตนก็ไม่ใช่ผู้ฝึกตน จะไปรู้ได้อย่างไรว่าเซียนคืออะไร
แต่คิดอีกที อีกฝ่ายคงไม่ได้หมายถึงการฝึกตน แต่หมายถึงระดับในศาสตร์ภาพเขียนมากกว่า
คิดได้ดังนี้ เขาก็ยิ้มบาง ๆ ก่อนเอ่ยว่า
“เซียน คือสรรพสิ่ง”
ผู้คนต่างขยับสีหน้าเล็กน้อย ตั้งใจฟังอย่างเงียบงัน
“ต้นหญ้าหนึ่งต้น เม็ดทรายหนึ่งเม็ด จั๊กจั่นหนึ่งตัวล้วนคือเซียน”
“ในสายตาผู้คนทั่วไป ทุกสิ่งล้วนธรรมดาไร้ค่า ทว่าเซียนที่แท้ กลับซ่อนอยู่ในความธรรมดานั่นเอง”
“หากคิดจะเข้าถึงเต๋า ต้องรู้จักความธรรมดาให้ได้เสียก่อน”
“อยากรู้ว่าสีขาวคืออะไร ต้องเข้าใจสีดำเสียก่อน อยากรู้ว่าสิ่งใดคือถูก ก็ต้องเข้าใจว่าสิ่งใดคือผิด”
“ฉะนั้นหากต้องการเข้าใจว่าอะไรคือเซียน ก็ต้องเข้าใจเสียก่อนว่าอะไรคือความธรรมดา”
เขากล่าวอย่างราบเรียบ
แท้จริงแล้ว นี่คือเหตุผลที่เขาให้จื่อหลิงวาดไข่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ต้องใช้สายตาแท้จริงมองให้ทะลุปรุโปร่งจนเห็นกฎเกณฑ์ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังสิ่งธรรมดา
เมื่อทำได้เช่นนั้น ไม่ว่าคัดอักษรหรือวาดภาพ ก็สามารถเข้าสู่หนทางแห่งเต๋าได้ทั้งสิ้น
เมื่อได้ยิน สตรีผมขาวก็ตกอยู่ในห้วงความคิดลึก
“หากอยากรู้ว่าสีขาวคืออะไร ต้องเข้าใจสีดำ หากอยากเข้าใจว่าอะไรคือเซียน ก็ต้องเข้าใจว่าอะไรคือความธรรมดา”
พลันนางก็รู้สึกราวกับเข้าใจสิ่งใดบางอย่าง
นี่คือเหตุผลที่ผู้อาวุโสหลี่เลือกใช้ชีวิตอย่างธรรมดาสามดั่งเช่นมนุษย์หรือ?
ตลอดเวลาหลายร้อยปีนับแต่บรรลุกึ่งเซียน นางซ่อนตนอยู่ท่ามกลางน้ำแข็ง คิดว่าการทำเช่นนั้นจะสามารถฝึกจิตแห่งเซียนอันใสบริสุทธิ์
แต่แท้จริงแล้ว ตนกลับเดินผิดทางมาโดยตลอดกระนั้นหรือ?
คิดไปก็ยิ่งแน่ใจว่าเวลานับพันปีของตนนั้นสูญเปล่าเสียแล้ว
“ดูเหมือนข้าเข้าใจขึ้นบ้างแล้ว”
นางพึมพำ สูดหายใจลึก แล้วกล่าวว่า “ขอบพระคุณท่านสำหรับคำชี้แนะ”
หลี่ฝานโบกมือเบา ๆ “แค่ยกมือลงแรงเล็กน้อยเท่านั้นเอง”
“ทุกท่านก็อย่าเพิ่งยืนอยู่เลย บังเอิญว่าในลานบ้านของข้า ผลท้อชุดใหม่เพิ่งสุกได้ไม่กี่ผล พอดีจะนำมาต้อนรับแขก”
หลี่ฝานยิ้ม
ผลท้อบนต้นไม้เพิ่งสุกได้บางส่วน พอดีให้ฮั่วหลิงเอ๋อร์กับพวกได้ลองชิม
เมื่อทุกคนหันไปมองต้นท้อนั้น กลับพากันชะงักในบัดดล
จะ…จะใช้ผลท้อนั้น…ต้อนรับพวกเขา?