- หน้าแรก
- ข้ามิใช่ผู้ไร้เทียมทาน
- บทที่ 8 มรรคาแห่งตะวัน
บทที่ 8 มรรคาแห่งตะวัน
บทที่ 8 มรรคาแห่งตะวัน
บทที่ 8 มรรคาแห่งตะวัน
ในลานเรือนอันเงียบสงบ หลี่ฝานให้อาหารฝูงไก่ด้วยเมล็ดข้าวโพดจนครบ แล้วหยิบหนังสืออ่านเล่นสองสามเล่มไปนั่งอ่านใต้ต้นท้อ
ยามใกล้ตะวันตกดิน เขาก็หยิบหีบเก็บภาพพร้อมพู่กัน หมึก กระดาษและแท่นฝนหมึกเตรียมออกจากเรือน
ทุกค่ำย่ำสนธยา เขาจะขึ้นไปบนยอดเขาเพื่อวาดภาพอาทิตย์อัสดง
แรกเริ่ม นี่เป็นเพียงภารกิจประหลาดจากระบบ แต่เมื่อได้ฝึกซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขากลับพบความรื่นรมย์ในใจ
เมื่อเส้นสายจากปลายพู่กันบันทึกภาพตะวันลับขอบฟ้าและอรุณรุ่งของแต่ละวันลงบนกระดาษ จิตใจของเขาก็พลันสงบนิ่งอย่างน่าอัศจรรย์
หลี่ฝานสะพายหีบภาพ ออกจากลานเรือน
เด็ก ๆ กลุ่มหนึ่งวิ่งเท้าเปล่าผ่านหน้าประตู
“วิ่งช้าหน่อย ระวังล้มล่ะ”
หลี่ฝานกล่าวยิ้ม ๆ
“พี่หลี่ จะไปวาดพระอาทิตย์บนเขาอีกแล้วใช่ไหม?”
เด็ก ๆ กลุ่มนี้ต่างคุ้นเคยกับหลี่ฝานดี เด็กชายที่ชื่อหวังเสี่ยวเอ๋อร์เอ่ยถามขึ้น
“ใช่แล้ว”
หลี่ฝานตอบ
“พี่หลี่ เมื่อคราวก่อนพี่ให้เอ๋อร์หยาภาพพระอาทิตย์ ข้าก็อยากได้บ้าง”
เหล่าเด็กน้อยต่างรุมล้อมเขา
ภาพพระอาทิตย์ที่หลี่ฝานวาดนั้น สมจริงอย่างยิ่ง เด็ก ๆ ต่างชื่นชอบกันถ้วนหน้า
ยิ่งกว่านั้นว่ากันว่าเมื่อผู้ใหญ่บางคนแปะภาพเหล่านั้นไว้ข้างเตียงลูกหลาน เด็กก็หลับสนิทไร้ฝันร้ายกลายเป็นที่นิยมไปทั่วหมู่บ้านเล็กแห่งนี้
หลี่ฝานยิ้มบาง ๆ “ภาพเมื่อวานยังอยู่ เอาไปเถอะ”
เขาหยิบภาพเมื่อวานออกจากหีบภาพ แล้วยื่นให้หวังเสี่ยวเอ๋อร์
หวังเสี่ยวเอ๋อร์ดีใจจนกระโดดโลดเต้น เหล่าเด็กน้อยต่างพากันรุมดูภาพกันยกใหญ่
หลี่ฝานก็เดินจากไปอย่างเงียบงัน
“เราพึ่งจากมาหยก ๆ แล้วกลับไปอีกแบบนี้ จะทำให้ผู้อาวุโสหลี่ขุ่นเคืองหรือไม่?”
เว่ยอวี้ซานเอ่ยอย่างลังเลขณะใกล้ถึงหน้าหมู่บ้าน
เมื่อเผชิญหน้ากับผู้บำเพ็ญขั้นสูงอันน่าพรั่นพรึงเช่นนี้ ใครบ้างจะไม่ระแวดระวังดั่งย่ำบนธารน้ำแข็ง?
“ผู้อาวุโสหลี่เป็นผู้ใดกันเล่า คงไม่ถือสาเรื่องเล็กน้อยกระมัง”
อวี่ฉี่สุ่ยเอ่ย แม้ใจลึก ๆ เองก็ไม่แน่ใจนัก
ขณะนั้น เด็กกลุ่มหนึ่งวิ่งสวนออกมา กำลังแย่งชิงแผ่นกระดาษกันอย่างวุ่นวาย
“หวังเสี่ยวเอ๋อร์ ให้ข้าดูหน่อยเถอะ”
“ไม่เอา ข้าไม่ให้หรอก”
หวังเสี่ยวเอ๋อร์ที่ถือกระดาษอยู่สะดุดเท้าเกือบล้ม
มู่เชียนหนิงก้าวเข้าไปรับตัวเขาไว้ทันพลางหัวเราะ “ระวังหน่อยนะ”
“พี่สาว พวกเขาแย่งภาพของข้า”
หวังเสี่ยวเอ๋อร์รีบหลบไปหลังกระโปรงของนาง
“นั่นพี่หลี่ให้พวกเรานะ ไม่ใช่ให้เจ้าคนเดียว”
“ใช่ เอามาเถอะ”
เสียงโต้เถียงดังเซ็งแซ่
พอได้ยินคำว่า “พี่หลี่” สามคนที่เพิ่งมาถึงก็พลันชะงัก
“ภาพอะไรกัน? เกิดอะไรขึ้น?”
มู่เชียนหนิงถามอย่างสงสัย
หวังเสี่ยวเอ๋อร์ยื่นกระดาษให้พลางว่า “พี่สาวดูสิ เป็นภาพอาทิตย์ตกฝีมือพี่หลี่ วาดได้งดงามยิ่งนัก”
มู่เชียนหนิงรับมาเพียงชำเลือง
ดวงตางามของนางก็เบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
บนกระดาษเซวียน แสงอาทิตย์สีแดงกำลังลาลับหลังท้องเมฆราวกับเห็นด้วยตาตนเองจริง ๆ
นางสัมผัสได้ชัดเจน
ในภาพนี้แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายแห่งมรรคาไร้สิ้นสุด
มรรคาแห่งฟ้าดินที่สถิตอยู่ในภาพ ทำเอาศีรษะของนางปวดตุบ ๆ จนต้องละสายตาโดยด่วน
“เกิดอะไรขึ้น เชียนหนิง?”
เว่ยอวี้ซานเอ่ยถาม
“ท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์ปู่...ลองดูภาพนี้สิเจ้าค่ะ”
มู่เชียนหนิงส่งภาพให้ทั้งสอง
เว่ยอวี้ซานกับอวี่ฉี่สุ่ยเพ่งพินิจภาพนั้นทันที
ตู้ม
ในชั่วพริบตา ภาพตรงหน้าแผ่ซ่านเข้าครอบงำสติ
ทุกเส้นสายของปลายพู่กันนั้นล้วนคือรอยของมรรคาธรรมชาติ
นี่หาใช่ภาพธรรมดาไม่ นี่คือภาพศักดิ์สิทธิ์แห่งมรรคาอย่างแท้จริง
หากผู้บำเพ็ญที่ติดอยู่ในจุดตันมองภาพนี้ อาจบรรลุญาณ ณ ที่เดิมได้ในบัดดล
และในขณะที่จ้องภาพ
ไอสีดำที่เกาะกุมในร่างของพวกเขา ก็สลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย
“ขะ...ข้ารู้สึกว่า...บาดแผลในกายหายไปแล้ว?”
เว่ยอวี้ซานตกใจสุดขีด
อวี่ฉี่สุ่ยถึงกับสูดหายใจเย็น “ในภาพนี้แฝงด้วยมรรคาแห่งตะวัน ต่อหน้าพลังเช่นนี้ สรรพสิ่งอัปมงคลย่อมสลาย”
เว่ยอวี้ซานพลันเข้าใจ “หรือว่าผู้อาวุโสหลี่ล่วงรู้ตั้งแต่แรกว่าเราจะถูกธงอัปมงคลนั้นทำร้ายจึงใช้เด็กเหล่านี้นำภาพมาให้”
“มิผิดแน่”
อวี่ฉี่สุ่ยพยักหน้าจริงจัง “ผู้บำเพ็ญเช่นท่านผู้อาวุโส ทุกสิ่งอยู่ในสายตาของเขา เรื่องนี้อยู่ภายใต้การควบคุมทั้งหมด”
ยิ่งพูด เขายิ่งมั่นใจ “ข้าเข้าใจแล้ว ในสายตาของผู้อาวุโสหลี่ อิ๋นเซี่ยวคงหาใช่อะไรอื่นนอกจากแมลง ที่เขายังรอดชีวิตกลับไปได้ ก็เพราะผู้อาวุโสตั้งใจปล่อยเขาไป”
“เบื้องหลังของอิ๋นเซี่ยวคง อย่างน้อยต้องมีผู้บำเพ็ญระดับมหายานหรือแม้แต่พลังอันน่าสะพรึงยิ่งกว่านั้น”
“ผู้อาวุโสหลี่กำลังวางหมากและพวกเราอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระดานนี้เท่านั้น”
แววตาเฒ่าของเขาฉายแสงปราดเปรื่อง
เว่ยอวี้ซานพยักหน้า “กล่าวอีกอย่างคือวาสนาทั้งหมดที่ท่านมอบให้เรานี้ ก็คือการเตรียมเราไว้ใช้งานในอนาคต”
อวี่ฉี่สุ่ยกลับส่ายหน้า “เรายังไม่มีคุณสมบัตินั้นด้วยซ้ำ”
เว่ยอวี้ซานได้ยินดังนั้น สีหน้าก็ซับซ้อน
“ไปเถิด ผู้อาวุโสหลี่ใช้เด็กเหล่านี้นำภาพมาช่วยเหลือเรา ชัดเจนว่าไม่ต้องการพบพวกเราอีกแล้ว”
อวี่ฉี่สุ่ยกล่าวเสียงขรึม
มู่เชียนหนิงคืนภาพให้หวังเสี่ยวเอ๋อร์พลางเอ่ย “ห้ามแย่งกันอีกนะรู้ไหม? แบ่งกันดูทีละคน อย่ามักมาก”
แม้นางกล่าวอย่างใจดี แต่นัยน์ตานั้นกลับเปี่ยมด้วยความอิจฉา
เด็กน้อยเหล่านี้อาจเห็นเพียงภาพวาดธรรมดา
แต่พวกเขาหารู้ไม่ สิ่งในมือคือวาสนาที่แม้หมื่นผู้บำเพ็ญยังไขว่คว้าไม่ถึง
ณ เวหาเหนือเขาเพลิงพิโรธ
พลันเกิดการสั่นไหวอย่างรุนแรง มวลอากาศแยกออกจากกัน
ร่างหนึ่งร่วงออกมาจากช่องว่าง
“เจ้าภูเขา”
ในวิหาร กลุ่มผู้อาวุโสของเขาเพลิงพิโรธรู้สึกถึงพลังอันผิดปกติจึงรีบออกมารับอิ๋นเซี่ยวคง
“เกิดอะไรขึ้น?”
“เหตุใดเจ้าภูเขาจึงดูอ่อนแรงถึงเพียงนี้?”
พวกเขาทุกคนต่างตกตะลึง
อิ๋นเซี่ยวคงฝืนเอ่ย “ส่งข้าเข้าห้องลับ”
เหล่าผู้อาวุโสรีบนำเขาเข้าไปทันที
ภายในห้องลับเต็มไปด้วยหัวกะโหลกเรียงราย
กลางห้องตั้งแท่นบูชาภาพวาดเทพปีศาจ
เทพอสูรแปดกรสองเศียร สีสันประหลาด
อิ๋นเซี่ยวคงจุดธูดสีโลหิตหน้ารูปเทพ
ท่ามกลางควันจาง ภาพเทพกลับปรากฏแววชีวิตบางเบา
“ขอถวายรายงานแด่เทพสูงสุด ข้าล้มเหลว พบสิ่งมีชีวิตอันน่าสะพรึง”
“ผู้นั้นเร้นกายอยู่ในหมู่บ้าน ณ ปากเขาตามที่ท่านชี้แนะ ธงพิฆาตที่ท่านมอบให้ก็ถูกทำลายสิ้นแล้ว”
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน
อิ๋นเซี่ยวคงเดินออกมาจากห้องลับ
เหล่าผู้อาวุโสต่างรออยู่ข้างนอก
พวกเขารู้สึกได้ทันที
กลิ่นอายของอิ๋นเซี่ยวคงฟื้นกลับมาแล้ว มิหนำซ้ำยังลึกซึ้งกว่าก่อนหน้านี้
“เร่งมือให้เร็วขึ้น ในหนึ่งเดือนต้องกวาดล้างทุกสำนักในแถบนั้น”
“ใครกล้าขัดขืน ฆ่าทิ้ง”
สีหน้าของอิ๋นเซี่ยวคงฉายแววเหี้ยมโหด
เหล่าผู้อาวุโสเช่นกงซุนชี่ต่างพากันรีบออกปฏิบัติการ
อิ๋นเซี่ยวคงหันมองทิศทางหนึ่ง สีหน้าเย็นเยียบ
“เมื่อทูตแห่งเทพมาถึง ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร เจ้าต้องตาย”
หลี่ฝานข้ามยอดเขาน้อยใหญ่นับไม่ถ้วน
จนกระทั่งในที่สุดก็ถึงยอดเขาที่สูงที่สุด
โดยรอบล้วนเป็นป่าไม้เขียวครึ้ม ไกลสุดสายตามีเทือกเขากว้างใหญ่ทอดยาวราวกับมังกรยักษ์นอนหลับกลางแผ่นดิน
หลี่ฝานไม่เคยเข้าไปด้านในเพราะที่นั่นน่าจะมีสัตว์วิญญาณอันตรายมากมาย หากเข้าไปคงตายแน่
เวลานั้นเอง
ตะวันสีแดงฉานกำลังค่อย ๆ ลับขอบฟ้า
หลี่ฝานวางกระดาษเซวียนบนแท่นหินขนาดใหญ่บนยอดเขา
พู่กัน หมึก กระดาษและแท่นฝนพร้อมสรรพ
เขาเริ่มวาด