- หน้าแรก
- ข้ายกตำแหน่งให้ชายารอง แล้วท่านจะคลั่งไปไย
- บทที่ 1 ต้อนรับพระชายารอง
บทที่ 1 ต้อนรับพระชายารอง
บทที่ 1 ต้อนรับพระชายารอง
ณ นครหลวง, จวนอวี้อ๋อง
ต้นเดือนสิบสอง เกล็ดหิมะโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้าอย่างไม่ขาดสาย
ชุยลิ่งเหยาผลักบานหน้าต่างออก ปล่อยให้ลมหนาวพัดกรรโชกเข้าปะทะกาย พลางทอดสายตามองทัศนียภาพอันขาวโพลนที่ปกคลุมไปทั่วหล้า
เสียงเครื่องดนตรีแว่วดังมาจากลานหน้าจวน ฟังดูคึกคักครึกครื้นยิ่งนัก…
วันนี้เป็นวันที่เซี่ยจิ้นไป๋รับพระชายารองเข้าจวน ภายในและภายนอกจวนต่างวุ่นวายเตรียมการมานานนับเดือน โคมไฟประดับสว่างไสว
ผ้าแพรแดงมงคลถูกผูกไว้แทบทุกหนแห่ง ยามปกติผ้าแพรเหล่านี้คงดูงดงามจับตา แต่ในวันที่ทั่วทั้งพสุธาขาวโพลนด้วยหิมะเช่นนี้ ชุยลิ่งเหยากลับรู้สึกว่าสีแดงฉานเหล่านั้นช่างดูบาดตาเป็นพิเศษ
นางเม้มริมฝีปากเบาๆ พลางส่งเสียงเรียกระบบในห้วงจิตสำนึกตามความเคยชินอยู่สองสามครา
เมื่อหนึ่งปีก่อน, ภารกิจพิชิตใจสำเร็จลุล่วง นางตัดสินใจแลกของรางวัลเพื่อกลับบ้านเกิดโดยมิลังเล ทว่าระบบกลับแจ้งเตือนว่า…
‘ค่าความรักของเซี่ยจิ้นไป๋พุ่งถึงจุดสูงสุด’ จึงกระตุ้นเงื่อนไขลับ ‘ระยะเวลาสงบจิตใจ’ เป็นเวลาหนึ่งปีโดยอัตโนมัติ
หากนางปรารถนาจะจากไป จะต้องรอให้ครบกำหนดเวลานี้เสียก่อน
กล่าวจบ, ระบบก็มิรอให้นางคัดค้าน ทิ้งคำพูดไว้เพียงว่าจะไปรวบรวมพลังงานเพื่อส่งนางกลับ แล้วก็เข้าสู่สภาวะจำศีลทันที
หนึ่งปีที่ล่วงผ่าน… ชุยลิ่งเหยาใช้ชีวิตด้วยการเฝ้านับวันรอ
เมื่อเห็นว่าพรุ่งนี้จะครบกำหนดหนึ่งปีแล้ว ทว่าระบบกลับยังไร้ซึ่งความเคลื่อนไหว เรื่องนี้ทำให้นางมิอาจสะกดกลั้นความร้อนรนในใจได้
ยามที่นางและเซี่ยจิ้นไป๋ยังเป็นสามีภรรยาที่รักใคร่เสน่หา ชุยลิ่งเหยายังมิเคยสั่นคลอนต่อความตั้งใจที่จะกลับไปแม้เพียงเศษเสี้ยว
ยิ่งในวันนี้เขาต้อนรับพระชายารองเข้าจวน ความรู้สึกอยากกลับบ้านของนางก็ยิ่งแรงกล้าดุจลูกศรที่พุ่งออกจากแล่ง
เพราะจิตใจมัวแต่พะวงเรื่องระบบ ช่วงนี้ชุยลิ่งเหยาจึงดูเฉื่อยชาไร้ชีวิตชีวา ไม่ว่าสิ่งใดก็มิอาจกระตุ้นความสนใจของนางได้
ทว่าในสายตาของ ‘เซี่ยจือ’ สาวใช้คนสนิท กลับมองว่าคุณหนูของตนถูกท่านอ๋องทำร้ายจิตใจจนบอบช้ำ กลายเป็นคนเลื่อนลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
เมื่อเห็นเจ้านายใช้ชีวิตประหนึ่งร่างไร้วิญญาณ เซี่ยจือก็ขอบตาแดงก่ำพลางเอ่ยปลอบ
“ในพระทัยท่านอ๋องยังมีพระชายาอยู่นะเพคะ การแต่งพระชายารองครั้งนี้เป็นเพียงแผนการชั่วคราวเพื่อคานอำนาจ ขอพระองค์อย่าได้โศกเศร้าไปเลย”
แต่งงานกันมาสามปีแต่ไร้ซึ่งทายาท แรงกดดันนั้นมหาศาลเพียงใด?
ในสายตาของคนนอก… สิ่งที่เซี่ยจิ้นไป๋กระทำจึงมิถือว่าผิดนัก
“ข้ามิได้โศกเศร้าเสียหน่อย” ชุยลิ่งเหยาแย้มยิ้มพลางส่ายหน้าเบาๆ
ก็นางใกล้จะจากไปแล้วนี่นา... ในเมื่อเขามีโฉมงามเคียงข้างแล้ว นางก็มิจำเป็นต้องรู้สึกผิดต่อเขาอีก
ยามนี้ไม่มีเรื่องใดสำคัญไปกว่าเรื่องระบบอีกแล้ว
ระหว่างที่สนทนากัน จู่ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังมาจากนอกเรือน
“คารวะพระชายา!”
สองนายบ่าวหันไปมอง, ก็เห็นเป็นบ่าวรับใช้ชายจากลานหน้าจวนเดินเข้ามา
“ท่านอ๋องและพระชายารองหลี่ มีรับสั่งเชิญพระองค์ไปร่วมดื่มสุรามงคลที่โถงรับรองขอรับ”
สิ้นคำ, สีหน้าของเซี่ยจือก็พลันเปลี่ยนไปทันที
“เจ้าว่าอย่างไรนะ?”
ตามธรรมเนียมแห่งราชวงศ์นี้ เมื่ออนุภรรยาแต่งเข้าจวน พระชายาเอกเพียงแค่นั่งรอรับการคารวะน้ำชาจากฝ่ายนั้นก็เพียงพอแล้ว
แม้จะเป็นพระชายารองที่มีตำแหน่งในจวนอ๋อง แต่อย่างไรเสียก็ยังขึ้นชื่อว่าเป็น ‘อนุ’ มิมีเหตุผลใดที่พระชายาเอกจักต้องลดตัวไปร่วมดื่มฉลองในงานมงคลของอนุ
นี่มิเท่ากับเป็นการตบหน้าเจ้านายของนางต่อหน้าธารกำนัลหรอกหรือ?
“พระชายา… โปรดอย่าได้ทำให้ผู้น้อยลำบากใจเลยขอรับ” บ่าวรับใช้ผู้นั้นย้ำคำเดิมพลางก้มหน้าต่ำ
ที่นี่คือจวนอวี้อ๋อง ผู้ที่กุมอำนาจเด็ดขาดแน่นอนว่าย่อมเป็นเขา
ในเมื่อเขาเอ่ยปากและส่งคนมาตาม ย่อมหมายความว่านางมิอาจหลีกเลี่ยง…
หลายเดือนมานี้, ชุยลิ่งเหยาได้ประจักษ์ถึงความอารมณ์แปรปรวนของบุรุษผู้นั้นมาพอสมควร ยิ่งใกล้เวลาที่จะได้กลับบ้าน นางก็ยิ่งไม่อยากสร้างเรื่องราวให้วุ่นวาย
นางยกมือห้ามเซี่ยจือและตงจือที่กำลังจะอ้าปากโต้แย้ง พลางกล่าวเรียบๆ ว่า
“ถ้าอย่างนั้นก็ไปกันเถอะ”
……
ณ ลานหน้าจวน
แขกเหรื่อเต็มห้องโถง ต่างชนจอกสุราและสรวลเสเฮฮา บรรยากาศดูคึกคักเป็นอย่างยิ่ง
แต่ตามกฎระเบียบแห่งราชวงศ์ต้าเยว่ การแต่งพระชายารองมิควรจัดงานยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้
ทว่าเซี่ยจิ้นไป๋กลับห่วงใย ‘หลี่หว่านหรง’ ที่เป็นถึงบุตรสาวสายตรงของจวนโหว เพราะต้องลดเกียรติมาแต่งให้เขาในฐานะอนุ จึงสั่งให้ยกระดับพิธีการขึ้นอีกขั้นเพื่อแสดงถึงความโปรดปรานเป็นพิเศษ
ดังนั้นงานในวันนี้จึงดูอลังการยิ่งนัก มิได้ด้อยไปกว่างานมงคลสมรสของภรรยาเอกในตระกูลสูงศักดิ์เลยแม้แต่น้อย
ทันทีที่ชุยลิ่งเหยาก้าวเข้าไปในห้องโถง นางก็มองเห็นคู่บ่าวสาวคู่ใหม่ยืนเคียงกัน
เซี่ยจิ้นไป๋สวมชุดคลุมยาวสีแดงเข้ม รวบผมด้วยมงกุฎหยก ใบหน้าคมคายดูเย็นชาดุจหยกสลัก, ร่างสูงสง่าโน้มกายลงเล็กน้อย ดูท่าทางกำลังตั้งใจฟังดรุณีนางข้างกายเจรจาอย่างอดทน
และคนข้างกายเขาก็คือ ‘หลี่หว่านหรง’ ผู้สวมอาภรณ์มงคลสีแดงเช่นเดียวกัน
ช่างเป็นภาพที่ทำให้หวนนึกถึงอดีตเหลือเกิน...
เมื่อสามปีก่อนตอนที่พวกเขาแต่งงานกัน แขกส่วนใหญ่ในที่นี้ก็เคยมาดื่มสุรามงคลของพวกเขามาแล้ว
ครานั้นนางสวมชุดเจ้าสาว ยืนเคียงข้างเซี่ยจิ้นไป๋ ร่วมต้อนรับแขกเหรื่อในฐานะสามีภรรยา
แต่วันนี้… คนข้างกายเขากลายเป็นคนใหม่ไปเสียแล้ว
หลี่หว่านหรงที่ควรจะรออยู่ในห้องหอ กลับมายืนเคียงข้างเขาประหนึ่งเป็นภรรยาเอกเสียเอง
ตอนที่ระบบจะจำศีล เคยกล่าวไว้ว่า ‘ค่าความรักที่เต็มพิกัด คือความรักที่ลึกซึ้ง มิสามารถมอบใจให้แก่ผู้อื่น’
แม้ชุยลิ่งเหยามิเคยเชื่อว่าในโลกนี้จะมีความรักอันเป็นนิรันดร์อยู่จริง ทว่านางก็มิคาดคิดว่าสิ่งที่เรียกว่า ‘รักลึกซึ้ง’ นั้น… จะแปรเปลี่ยนได้รวดเร็วเพียงนี้
ทั้งที่นางมิได้แก่ชราลงเลยแม้แต่น้อย แต่เขากลับปันใจไปให้คนใหม่จนหมดสิ้นในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี
แต่แบบนี้ก็ดีแล้ว
แบบนี้แหละดีแล้ว…
แขกเหรื่อภายในงานเริ่มสังเกตเห็นการมาถึงของนาง เสียงจอแจที่เคยดังลั่นพลันเงียบสงบลงทันที ราวกับว่านางคือแขกที่ไม่ได้รับเชิญ
ชุยลิ่งเหยากดข่มความรู้สึกจุกแน่นที่หน้าอกเอาไว้ แล้วเดินตรงไปยังคู่บ่าวสาว
สายตาทุกคู่จับจ้องมาที่นายหญิงแห่งจวนอ๋องผู้นี้เป็นตาเดียว…
นางสวมเสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีขาวตัวหนาสง่างาม เหลือให้เห็นเพียงใบหน้าขนาดเท่าฝ่ามือ คิ้วของนางนั้นเรียวงาม ดวงตาดุจเมล็ดซิ่ง หากแต่ริมฝีปากกลับดูซีดเซียว
นางยังคงเป็นโฉมงามที่ตราตรึงผู้คน เพียงแต่ดูเหมือนสุขภาพจักมิสู้ดีนัก
“คารวะท่านอ๋อง”
ชุยลิ่งเหยายืนห่างออกไปสามก้าว ประสานมือไว้ที่หน้าท้องแล้วย่อกายทำความเคารพอย่างถูกระเบียบ
โดยมิรอให้เซี่ยจิ้นไป๋สั่งให้ลุก นางก็ยืดตัวขึ้นเอง… พลางมองไปยังหลี่หว่านหรงที่ยืนเคียงไหล่เขา
นางพยายามนึกถึงกิริยาของเหล่าฮูหยินผู้สูงศักดิ์เวลาปฏิบัติต่ออนุภรรยา ก่อนจะระบายยิ้มบางเบา
“นี่คงจะเป็นน้องหญิงหลี่กระมัง… ยินดีกับน้องหญิงด้วยจริงๆ หวังว่าเมื่อเจ้าเข้าจวนมาแล้ว จะรักใคร่ปรองดองกับท่านอ๋องตลอดไป, มีทายาทสืบสกุล ครองคู่กันจนแก่...”
คำอวยพรที่ร่ายยาวถูกขัดจังหวะด้วยเสียง ‘เพล้ง!’ เบาๆ ของจอกสุราที่ถูกกระแทก…
คำว่า ‘เฒ่า’ จึงมิมีโอกาสได้หลุดออกจากปากของชุยลิ่งเหยา
ต้นเหตุของเสียงนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“พูดมาก!”
เสียงตวาดที่ดังขึ้นกะทันหันทำให้นางต้องกะพริบตาปริบๆ พลางเงยหน้าขึ้นมองบุรุษตรงหน้า
เซี่ยจิ้นไป๋มีสีหน้าเรียบเฉย ยังคงดูสุขุมเยือกเย็นดุจเดิม ราวกับว่าคนที่เพิ่งกระแทกจอกสุรามิใช่เขา
เมื่อเห็นนางมองมา เขาก็ยกยิ้มหยันที่มุมปากแล้วกล่าวว่า
“เปิ่นหวังย่อมจักรักใคร่เอ็นดูหรงเอ๋อร์ไปชั่วชีวิตอยู่แล้ว”
—ใจจืดใจดำยิ่งนัก
ภายใต้สายตาของคนหมู่มาก แขกเหรื่อหลายคนต่างมีความคิดนี้ผุดขึ้นในใจ
ภรรยาเอกอย่างไรก็คือภรรยาเอก ความผูกพันที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาจะให้คนอื่นมาเทียบได้อย่างไร
ต่อให้มีรักใหม่มาเติมเต็ม ก็ควรจักไว้หน้านางบ้าง… มิเช่นนั้นภรรยาเอกจะดูแลจวนได้อย่างไร? จะปกครองบ่าวไพร่อย่างไร?
การทำลายกฎระเบียบเช่นนี้ รังแต่จักส่งเสริมความทะเยอทะยานของอนุ และทำให้หลังบ้านไร้ซึ่งความสงบสุข
คนนอกยังรู้สึกว่านางถูกปฏิบัติอย่างอยุติธรรม ทว่าชุยลิ่งเหยาในฐานะเจ้าของเรื่อง กลับมีสีหน้าเรียบเฉยมิแปรเปลี่ยน
นางพยักหน้าเล็กน้อยและเอ่ยรับคำ
“เป็นหม่อมฉันที่พูดมากไปเอง ด้วยสายสัมพันธ์ระหว่างท่านอ๋องและน้องหญิง ในอนาคตย่อมต้องครองคู่เคียงบ่าเคียงไหล่ เป็นที่เล่าสืบขานต่อไปแน่นอนเพคะ”
หลี่หว่านหรงแย้มยิ้มอย่างงดงาม
“พี่หญิงกล่าวเช่นนี้ด้วยความจริงใจหรือไม่?”
ชุยลิ่งเหยาพยักหน้าอีกครั้ง
“ย่อมเป็นเช่นนั้น”
“ดี!” หลี่หว่านหรงตบมือหัวเราะด้วยความพอใจ
“พี่หญิงช่างมีเมตตาและใจกว้างจริงๆ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านช่วยดื่มสุรามงคลให้ผู้น้องสักจอกได้หรือไม่”
โดยมิรอให้ชุยลิ่งเหยาตอบรับ… หลี่หว่านหรงในชุดแดงก็เงยหน้ามองไปรอบๆ แล้วระบายยิ้มอ่อนหวาน
“แขกเหรื่อทุกท่านในที่นี้โปรดช่วยเป็นพยาน ขอให้พี่หญิงช่วยให้เกียรติยอมดื่มสุรามงคลจอกนี้ของผู้น้อย เพื่อเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับผู้น้อยเป็นคนในครอบครัวเดียวกันแล้ว”
ความหมายแฝงในคำพูดนั้น...
ก็คือนางปรารถนาจะข้ามขั้นตอนการยกน้ำชาของอนุภรรยาไปนั่นเอง