เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 40 - ฉันต้องแปลงร่างเป็นเทพแห่งความยุติธรรมเดี๋ยวนี้!!

บทที่ 40 - ฉันต้องแปลงร่างเป็นเทพแห่งความยุติธรรมเดี๋ยวนี้!!

บทที่ 40 - ฉันต้องแปลงร่างเป็นเทพแห่งความยุติธรรมเดี๋ยวนี้!!


"เชิญอาจารย์หลัวว่ามาได้เลยครับ"

สวี่อี้ตอบกลับไปโดยไม่รู้ตัว

"เอ่อ... อาจารย์หลัว?" หลัวเสียงชะงักไปทันที นึกไม่ถึงว่าบอสใหญ่ผู้ร่ำรวยตรงหน้า จะเรียกเขาด้วยคำยกย่องแบบนี้

สวี่อี้รู้ตัวว่าหลุดปาก รีบแก้ตัว

"ฮ่าฮ่า... พูดจนติดปากครับ ผมเห็นบุคลิกและการแต่งตัวของทนายหลัว ดูมีราศีความเป็นครูบาอาจารย์ เลยเผลอเรียกไปแบบนั้น"

ได้ยินแบบนั้น

ความเขินอายบนใบหน้าหลัวเสียงก็ยิ่งชัดเจนขึ้น พูดด้วยความเกรงใจว่า

"บอสสวี่พูดเกินไปแล้วครับ ความจริง... ก่อนหน้านี้ผมเคยไปบรรยายวิชากฎหมายอาญาอยู่บ้าง แต่คงเพราะวาทศิลป์ไม่ถึงขั้น สุดท้ายสื่อสารไม่ตรงจุด ผลลัพธ์เลยออกมาไม่ค่อยดี ผมคิดว่าผมน่าจะเหมาะกับงานว่าความมากกว่า"

พูดไป เขาก็นึกย้อนไปถึงตอนบรรยายในมหาวิทยาลัย

ในฐานะคนที่เป็นโรคกลัวการเข้าสังคมพอต้องเผชิญหน้ากับนักศึกษาเยอะๆ ครั้งแรก ก็ทำตัวไม่ถูก

มีความคิดและมุมมองมากมายที่อยากพูด พอพูดออกมากลับกลายเป็นคำพูดที่ระมัดระวังและเพี้ยนไปจากที่คิด

และเขามักจะรู้สึกว่า สิ่งที่เขาอยากจะพูด มันดูล้ำเส้นเกินไปหรือเปล่า

ถ้าพูดออกไปในที่สาธารณะจริงๆ เกรงว่าจะไม่ดี

"พูดอะไรแบบนั้น การสอนหนังสือหรือให้ความรู้กฎหมายแก่ประชาชน ไม่จำเป็นต้องบรรยายในห้องเรียนเสมอไป ตอนนี้ยุคอินเทอร์เน็ต ต่อไปสื่อออนไลน์จะยิ่งพัฒนา ถ้าทนายหลัวไม่ถนัดงานออฟไลน์ ลองพิจารณาด้านนี้ดูก็ได้ครับ" สวี่อี้ยิ้มกล่าว

การพัฒนาสื่อออนไลน์?

ได้ยินทิศทางนี้ ในใจหลัวเสียงรู้สึกสะกิดใจ เริ่มครุ่นคิด

นั่นสินะ

เวลาอยู่ต่อหน้านักศึกษาและสาธารณชน เขาจะเกร็งๆ

แต่ถ้าอยู่หน้ากล้อง หรือหน้ามือถือเครื่องเดียว เขาคงไม่รู้สึกอะไร แถมอาชีพพวกเขา เจอคดีผิดถูกมาเยอะ พูดตามตรงถ้ายังไม่ดัง มันก็มีความอัดอั้นตันใจที่อยากระบายออกมาเหมือนกัน

"จริงสิ เมื่อกี้ทนายหลัวจะพูดเรื่องอะไรนะครับ?" สวี่อี้ถาม

"อ้อ... ขอโทษครับผมใจลอยไปหน่อย"

หลัวเสียงดึงสติกลับมา รีบพูดต่อ:

"เมื่อกี้ผมจะบอกว่า จากเอกสารคดีนี้ บอสสวี่พวกคุณแทบไม่มีความเสี่ยงทางกฎหมายเลย แถมพวกคุณไม่เพียงแค่ทำดีไซน์หลบเลี่ยง แต่ยังมีการทำ 'นวัตกรรมขนาดจิ๋ว' ให้กับรถรุ่นของตัวเอง และยื่นจดสิทธิบัตรไว้แล้วใช่ไหมครับ?"

สวี่อี้พยักหน้า "ใช่ครับ"

พูดให้ดูดีคือนวัตกรรมขนาดจิ๋ว พูดแบบน่าเกลียดคือกูหาช่องโหว่กฎหมาย

การหยิบยืมและก๊อปปี้รูปลักษณ์รถ ถึงขั้นเอารูปแบบที่เกี่ยวข้องไปจดสิทธิบัตรเป็นของตัวเอง ฟังดูเหลือเชื่อ แต่ในวงการก็เป็นเรื่องปกติ

หลักๆ คือทำไปงั้นแหละ ไว้กันเหนียว

ยุคนี้การยื่นจดเครื่องหมายการค้าและสิทธิบัตร มีคนหาช่องโหว่เยอะมาก ถึงขั้นชิงจดตัดหน้าก็มีถมเถไป

ทำพวกนี้ ก็แค่เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องบางอย่างขึ้น

"ในเมื่อเป็นแบบนี้ คดีนี้จะไม่สร้างความเสียหายใดๆ ให้กับบริษัทท่าน แต่ในมุมมองของผม บริษัทท่านยังมีสิทธิ์และผลประโยชน์บางอย่างที่ยังไม่ได้รักษาครับ" หลัวเสียงพูดต่อ

สวี่อี้ฟังประโยคนี้ไม่เข้าใจ "สิทธิ์และผลประโยชน์ของบริษัทเรา?"

เขาเป็นจำเลยนะ แถมยังเป็นโรงงานรถขวัญใจผู้เฒ่าที่เดินอยู่บนเส้นขอบกฎหมาย พวกเขายังมีสิทธิ์ตามกฎหมายอะไรให้รักษาด้วยเหรอ?

เขาไม่เห็นรู้เรื่องเลย??

คงไม่ใช่นะ

คงไม่ใช่——

จะให้เขาเอาสิทธิบัตรที่จดไว้ล่วงหน้านี้ ไปฟ้องกลับปอร์เช่หรอกนะ?

แบบนั้นจะเกินไปหน่อยไหม??

นั่นมันลูกฟ้องพ่อชัดๆ ไม่มีทางชนะหรอก

หลัวเสียงกลับพูดว่า:

"ใช่ครับ ปอร์เช่ฟ้องบริษัทที่ละเมิดลิขสิทธิ์รูปลักษณ์และสิทธิบัตร ท่านไม่คิดจะใช้ช่องทางกฎหมายรักษาสิทธิ์ของตัวเองบ้างเหรอครับ...

ดูจากเอกสารคดี ปอร์เช่ฟ้องเรื่องละเมิดสิทธิบัตร อ้างอิง 'กฎหมายสิทธิบัตร' มาตรา 2 วรรค 4, มาตรา 11 วรรค 2 และมาตรา 64 เรื่องเกณฑ์การเปรียบเทียบการละเมิดสิทธิ์... เนื่องจากรถขวัญใจผู้เฒ่าไม่ใช่ยานยนต์ จึงไม่เข้าข่ายสิทธิบัตรยานยนต์ แต่ฟ้องในมุมของการละเมิดสิทธิ์สินค้าเพื่อการพาณิชย์"

"ทีนี้ประเด็นสำคัญมาแล้ว

รถขวัญใจผู้เฒ่าที่เพื่อนร่วมวงการผลิต ดันเป็นประเภทเดียวกับรถขวัญใจผู้เฒ่าที่บริษัทของบอสสวี่ผลิตพอดี เป็นรถบ้านความเร็วต่ำชนิดพิเศษเหมือนกัน

ในมุมมองสินค้า แม้พวกเขาจะลอกเลียนแบบรูปลักษณ์ปอร์เช่ แต่ก็ดันไปคล้ายคลึงกับรถบ้านซิงเฉินของบริษัทท่านอย่างมาก ซึ่งทางท่านได้ยื่นจดสิทธิบัตรรูปลักษณ์นวัตกรรมขนาดจิ๋วไว้ล่วงหน้าแล้ว

ดังนั้นตาม 'กฎหมายสิทธิบัตร' มาตรา 42 บริษัทท่านมีคุณสมบัติครบถ้วนในการเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง และตาม 'กฎระเบียบปฏิบัติกฎหมายสิทธิบัตร' มาตรา 31 ตอนที่ท่านยื่นจดนวัตกรรมรูปลักษณ์ ได้ระบุขนาดตัวถังและดีไซน์กรอบหน้า รวมถึงจุดสำคัญของไฟหน้าเอาไว้...

รถของเพื่อนร่วมวงการเมื่อดูจากขนาดและโครงสร้าง มีความเป็นไปได้สูงที่จะคล้ายคลึงกับรถบริษัทท่านมากกว่า ขอแค่ในศาลยืนยันมาตรฐานการตัดสินเรื่อง 'ความคล้ายคลึง' ได้ ผมคิดว่าโอกาสชนะคดีไม่ต่ำเลย เผลอๆ อาจได้รับค่าเสียหายด้วยซ้ำ"

"แน่นอน ต่อให้อีกฝ่ายใช้กฎหมายสิทธิบัตรมาแก้ต่าง จนการพิจารณาคดียืดเยื้อ ก็จะทำให้เกิดข้อพิพาททางกฎหมาย ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและการผลิตของบริษัทนั้นๆ อย่างรุนแรง

เพราะทีมงานของพวกเขา ต้องรับมือกับการฟ้องร้องละเมิดสิทธิบัตรถึงสองฉบับพร้อมกัน

เมื่อคดีนี้มีมูล ก็สามารถข่มขวัญโรงงานรถขวัญใจผู้เฒ่าเจ้าอื่นในวงการได้ ป้องกันไม่ให้พวกเขาลอกเลียนแบบอย่างย่ามใจ"

...

สมกับเป็นศิษย์เก่าสถาบันชื่อดัง แถมยังมีประสบการณ์ทำคดีโชกโชน

ความจำของหลัวเสียงถือว่ายอดเยี่ยม หลังจากร่ายมาตรากฎหมายสิทธิบัตรออกมาเป็นชุด ก็เปิดกระเป๋าเอกสารที่พกมา หยิบข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องออกมา กางให้สวี่อี้ดูทีละข้อ ชี้ให้เห็นความเป็นไปได้ที่เพื่อนร่วมวงการจะละเมิดสิทธิ์

สวี่อี้: "..."

เขาเหมือนจะเข้าใจแล้ว

ความหมายของอาจารย์หลัว คือให้เขาไม่ใช่แค่แก้ต่างในฐานะจำเลย

แต่ในขณะที่แก้ต่าง ก็แปลงร่างเป็นโจทก์ ยื่นฟ้องเพื่อนร่วมวงการข้อหาละเมิดสิทธิบัตรไปพร้อมกันเลย

ซี๊ด——

สถานการณ์ดูจะวุ่นวายพิลึก

แถมยังโหดเหี้ยมสุดๆ!

เดิมทีเพื่อนร่วมวงการพวกนี้ โดนปอร์เช่ฟ้องก็อ่วมอรทัยอยู่แล้ว เขาโยนฟืนเข้าไปอีกกอง?

นี่กะจะเอาให้ตายเลยเหรอ——

พูดตามตรง เส้นทางสายนี้ในหัวสวี่อี้ ไม่เคยคิดมาก่อนเลยจริงๆ!

ไม่ใช่แค่ไม่เคยคิด!

ไม่เคยเห็นมาก่อนด้วยซ้ำ!!

เดิมทีคิดว่า ตัวเองที่เป็นต้นกำเนิดรถขวัญใจผู้เฒ่าก๊อปเกรดเอในชาตินี้ ก็ถือเป็นคนนอกกฎหมายพอตัวแล้ว

ใครจะไปนึก

ต่อหน้ามืออาชีพ ยังมีเส้นทางที่ "คนนอกกฎหมาย" ยิ่งกว่านี้อีก?

ยากจะจินตนาการ

เพื่อนร่วมวงการพอเจอสถานการณ์นี้ จะมีความรู้สึกเยี่ยงไร

ยอดเยี่ยม... ยอดเยี่ยมจริงๆ!

"แต่ว่า นี่เป็นเพียงความเห็นตื้นเขินส่วนตัวของผม บังเอิญนึกขึ้นได้เลยพูดออกมา ถ้าบอสสวี่รู้สึกว่ายุ่งยาก เราก็เดินตามขั้นตอนแก้ต่างปกติ ประสิทธิภาพจะเร็วที่สุดครับ"

พูดจบ หลัวเสียงก็กลับมาทำท่าทางเขินอายเหมือนเดิม เหมือนจะรู้สึกว่าตัวเองพูดมากเกินไป

สวี่อี้ยกมือขึ้น สีหน้าเปลี่ยนเป็นเปี่ยมด้วยคุณธรรม: "ไม่ครับ ทนายหลัวพูดได้ดีมาก ถ้าไม่ใช่เพราะความกระตือรือร้นของคุณที่ให้ความรู้ ผมคงไม่รู้เลยว่าสิทธิ์อันชอบธรรมของบริษัทเรา ถูกละเมิดไปแล้ว..."

"ไอ้พวกขี้ก๊อปปี้พวกนี้——มันเกินไปจริงๆ!

รบกวนทีมทนายช่วยร่างจดหมายทนายความให้ผมด่วนเลย ผมต้องแปลงร่างเป็นเทพแห่งความยุติธรรมเดี๋ยวนี้!!"

...

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 40 - ฉันต้องแปลงร่างเป็นเทพแห่งความยุติธรรมเดี๋ยวนี้!!

คัดลอกลิงก์แล้ว