เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 83 สัตว์ประหลาดแห่งสำนักเสินไห่

บทที่ 83 สัตว์ประหลาดแห่งสำนักเสินไห่

บทที่ 83 สัตว์ประหลาดแห่งสำนักเสินไห่


บรรดาศิษย์ที่เดินนำหน้าเขาเข้าสำนัก เริ่มสนทนากันอย่างเกรียวกราวอีกครั้ง เพราะต่างตื่นเต้นกับประเพณีระหว่างสองสำนักใหญ่แห่งอาณาจักรเสินไห่ในวันพรุ่งนี้

“ข้าได้ยินว่าครั้งนี้ สำนักเสินไห่ได้คัดเลือกสัตว์ประหลาดที่น่าทึ่ง นามซูหลี่ วิญญาณยุทธ์ของเขาคือจิตวิญญาณการต่อสู้ขั้นสูง!”

“อะไรนะ จิตวิญญาณการต่อสู้ขั้นสูงงั้นรึ!” ศิษย์หนึ่งในนั้นถึงกับสะดุ้งไหวด้วยตกตะลึง

“ใช่แล้ว คือวิญญาณยุทธ์มหาวานรยักษ์! ไม่เพียงเท่านั้น พรสวรรค์ด้านวรยุทธก็หาใช่ธรรมดา เพราะเขาเชี่ยวชาญวรยุทธทั้งสามภาคบังคับของศิษย์ปีหนึ่งจนบรรลุขั้นวรยุทธ์ไร้เทียมทาน!”

“บรรลุขั้นวรยุทธไร้เทียมทานแล้ว! เป็นบุตรแห่งวรยุทธ เช่นเดียวกับหยางเสี่ยวเทียนงั้นเรอะ”

“อย่าได้ไปเทียบกับวิญญาณยุทธ์ขยะระดับสองอย่างหยางเสี่ยวเทียนเชียว คนอย่างเขาไม่มีอะไรเลย จะเอาไปเปรียบเทียบกับคนอื่นได้อย่างไร”

“สำนักเสินไห่มีสุดยอดสัตว์ประหลาดเช่นนี้ เกรงว่าในวันประลองแลกเปลี่ยนความรู้ ทางสำนักเสินเจี้ยนของเราต้องพ่ายยับแน่”

เหล่าศิษย์เบื้องหน้าเขาต่างแสดงท่าทีหวาดหวั่น สะบัดหัวพลางยกมือขึ้นลูบแขนทั้งสองด้วยขนลุกเกรียวไปทั่วร่าง

หยางเสี่ยวเทียนมองร่างที่ต่างเดินนำเขาห่างออกไปของบรรดาศิษย์เหล่านั้น ด้วยหยุดพึมพำกับตัวเอง “มหาวานรยักษ์ บุตรแห่งวรยุทธงั้นหรือ”

เขารู้ดีว่าวิญญาณยุทธ์มหาวานรยักษ์นั้น เป็นเพียงวิญญาณยุทธ์ทั่วไประดับสิบเอ็ด และเพิ่งถูกจัดให้เป็นวิญญาณยุทธ์ขั้นสูง

อย่างไรก็ตาม แม้ตอนนี้มันจะถูกจัดให้เป็นวิญญาณยุทธ์ขั้นสูงไม่นานนี้ แต่มันก็ยังไม่อาจเทียบได้กับวิญญาณยุทธ์ขั้นสูงแท้จริงสิบอันดับแรก

หยางเสี่ยวเทียนหยุดพินิจเรื่องนี้ครู่เดียว แล้วมุ่งหน้าสู่หอคัมภีร์ต่อไป

ไม่ช้าเขาก็มาถึงหอคัมภีร์ พอครั้นก้าวผ่านประตูเข้ามา สายตาได้พลันเหลือบเห็นหูซิง เฉิงเป้ยเป้ย หยางจง และคนอื่นๆ นั่งจับกลุ่มสนทนากันอยู่ที่นี่ด้วยท่าทีโอ้อวดจองหองเช่นทุกครา

“ศิษย์พี่หูซิง ท่านจะต้องคว้าอันดับที่ดีในการแข่งขันหลอมโอสถครั้งนี้อย่างแน่นอน” น้ำเสียงกล่าวเยินยอเช่นนี้มาจากเฉิงเป้ยเป้ย

ซึ่งเมื่อหูซิงได้ฟังดังนั้น ก็ทำทีโบกมือปัดแสร้งเป็นถ่อมตัว “ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก มีปรมาจารย์มากมายลงแข่งขันหลอมโอสถในครั้งนี้ อย่างไรเสีย ทุกคนคงพอเดาได้อยู่แล้ว ว่าข้าต้องติดสิบอันดับแรกเช่นเคย”

หัวใจหยางเสี่ยวเทียนสั่นไหวเร็วขึ้น หลังได้ทราบว่าหูซิงก็ลงแข่งขันหลอมโอสถในครั้งนี้ด้วย ช่างน่าสนใจขึ้นมาแล้ว

ทันใดนั้น เฉิงเป้ยเป้ยก็ลอบส่งสายตาสะกิดบอกหูซิงที่นั่งอยู่ตรงข้ามว่าหยางเสี่ยวเทียนมาแล้ว ทำเสียงสนทนาครื้นเครงเมื่อครู่เงียบสงัดลง พวกเขาทุกคนต่างหันมองเขาด้วยสีหน้าท่าทางจงเกลียดจงชังเป็นที่สุด

เฉิงเป้ยเป้ยดีดตัวลุกขึ้นยืนกอดอก เชิดหน้าหยิ่งยโสของนางจ้องทางหยางเสี่ยวเทียนขณะเขากำลังเดินผ่านกลุ่มของพวกนางไปราวไม่เห็น

“หยางเสี่ยวเทียน ครั้นข้าพินิจจากความสนใจของเจ้า เจ้าคงต้องการเข้าร่วมการแข่งขันหลอมโอสถครั้งนี้ด้วยใช่หรือไม่” น้ำเสียงเล็กแหลมของนางที่เปล่งออกมาแม้จะไม่ดังนัก แต่เมื่ออยู่ในโถงอันเงียบสงบ มันกลับก้องกังวานจนได้ยินกันไปถ้วนทั่ว

เฉิงเป้ยเป้ยเหยียดยิ้มทันทีเมื่อเห็นผู้คนในโถง ต่างจับจ้องให้ความสนใจระหว่างนางกับหยางเสี่ยวเทียน ก่อนนางจะเริ่มเผยปากปรามาสเขาต่อ “อย่างไรก็ตาม หากเจ้าต้องการเข้าร่วม เจ้าจะต้องมีคุณสมบัติเสียก่อน”

“แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าไม่มีคุณสมบัติ” หยางเสี่ยวเทียนหันมากล่าวโต้ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทำรอยยิ้มเหยียดหยามบนใบหน้าขาวนวลของเฉิงเป้ยเป้ยหุบลง

“แล้วเจ้าล่ะ คิดว่าตัวเองมีคุณสมบัติหรืออย่างไรกัน” เขาถามกลับ ก่อนนางจะทันได้อ้าปากยอกย้อน

ทันทีที่นางได้ยินวาจาเช่นนั้น ใบหน้าของเฉิงเป้ยเป้ยก็มุ่ยลงอย่างไม่พอใจพร้อมผันเปลี่ยนเป็นสีแดงม่วง นางชี้นิ้วหาเขาพลางทำอ้าปากขมุบขมิบไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาโต้เถียง เนื่องด้วยไม่คิดว่าเขาจะพูดจี้ใจดำได้ถูดจุด

แม้พรสวรรค์ด้านวรยุทธของนางจะนับว่าดีไม่ด้อยไปกว่าผู้อื่น แต่ความสามารถด้านการหลอมโอสถกลับอยู่ระดับปานกลางไม่มีคุณสมบัติมากพอเข้าร่วมสมาคม และต่อให้นางจะหมั่นฝึกฝนมานานหลายปี ก็ยังไม่ถูกมองว่าเป็นนักปรุงโอสถฝึกหัดเสียด้วยซ้ำ

ด้วยทักษะที่ยังมีไม่ถึง โอกาสจะได้เข้าร่วมแข่งขันหลอมโอสถครั้งนี้จึงเป็นเพียงเรื่องเพ้อฝันและเวลาในอนาคตเท่านั้น ซึ่งมิใช่ว่านางไม่สำเหนียกต่อความสามารถตนตอนนี้แต่อย่างใด เพียงไม่นึกว่าจะโดนหยางเสี่ยวเทียนขยี้หัวใจอันบอบบางของนาง แม้นเขากล่าวมิผิด แต่มันก็โหดร้ายนัก

พูดจบหยางเสี่ยวเทียนก็สืบเท้าเดินไป โดยเพิกเฉยต่อเฉิงเป้ยเป้ยผู้มีใบหน้าแดงก่ำขณะกระทืบเท้าไม่สบอารมณ์อยู่กับที่เพราะฉุนเฉียว จนเขาเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นสองของหอคัมภีร์ เพื่อค้นหาคัมภีร์วรยุทธอย่างไม่แยแสหรือรอว่านางจะเอ่ยปากว่าอะไรเลยแม้แต่น้อย

เมื่อเห็นหยางเสี่ยวเทียนไม่สนใจ เฉิงเป้ยเป้ยจึงตะคอกตามหลังเขาทันที

“หยางเสี่ยวเทียน เจ้าอย่าได้ใจให้มันมากนัก ก็แค่ฝึกฝนวรยุทธทั้งสามจนบรรลุขั้นวรยุทธไร้เทียมทาน หาใช่เรื่องยิ่งใหญ่อะไรไม่ ถึงอย่างไร เจ้าก็เทียบซูหลี่ไม่ได้แม้หนึ่งในหมื่น!”

“ซูหลี่เป็นบุตรชายของป้าข้า”

“พรุ่งนี้ ข้าจะให้เขาสั่งสอนเจ้า! ทุบตีเจ้าเหมือนหมู เจ้าได้ยินหรือไม่หยางเสี่ยวเทียน!”

แม้เสียงหวีดแหลมของนางจะดังสะท้านไปทั้งหอคัมภีร์ แต่หาได้ทำให้หยางเสี่ยวเทียนสนใจไม่ เขายังคงทำทีราวไม่ได้ยินเสียงนั้น และเดินหันหน้าเข้าหาชั้นคัมภีร์เคล็ดวิชาเล่มใหม่โดยไม่หันกลับมามองนางแม้เพียงหางตา ปานน้ำเสียงนั้นมิต่างจากลมพัดผ่านภูเขา

สีหน้าเฉิงเป้ยเป้ยเปลี่ยนเป็นม่วงด้วยโกรธมากขึ้น เมื่อไม่เห็นสัญญาณโต้กลับของหยางเสี่ยวเทียน ริมฝีปากบางพลางขบเม้มแน่น มือเล็กเรียวนั้นก็พลันกำจิกจวนถึงเนื้อ และยังจับจ้องแผ่นหลังหยางเสี่ยวเทียนบนชั้นสองอย่างแค้นเคือง

ตั้งแต่เกิดมานี่เป็นครั้งแรก ครั้งแรกที่กล้ามีคนเมินเฉยต่อนางเช่นนี้

หูซิงเห็นร่างเล็กที่ยืนแข็งเกร็งเช่นนั้น ก็กล่าวกับเฉิงเป้ยเป้ยว่า “ไยต้องให้ความสำคัญกับเขาถึงเพียงนั้น มันเป็นแค่ผู้มีวิญญาณยุทธ์ขยะ ไม่ต้องลดตัวไปโต้เถียงหรือใส่ใจคนพรรค์นั้นหรอก”

ได้ยินหูซิงพูดเช่นนั้น นางก็ทิ้งตัวนั่งลงในกิริยากระฟัดกระเฟียดด้วยอารมณ์ยังมิคลายเดือดดาล จนกระทั่งหยางเสี่ยวเทียนเดินลงมา นางก็ยังมิปริปากแม้จะมีคำพูดมากมายอันแน่นรออยู่ในลำคอ และทำได้แค่จ้องมองเขาเดินผ่านไป

หลังหยางเสี่ยวเทียนลงทะเบียนยืมเคล็ดวิชาขั้นเซียนสวรรค์ชั้นยอดเสร็จ เขาก็กรายตัวออกไปขณะหยิบคัมภีร์ขึ้นมาอ่านอย่างใจเย็น โดยลืมไปเลยว่ายังมีคนเหล่านั้นถมึงตาจ้องมองอยู่

จบบทที่ บทที่ 83 สัตว์ประหลาดแห่งสำนักเสินไห่

คัดลอกลิงก์แล้ว