เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 72 แอบอ้างเป็นนักปรุงโอสถ

บทที่ 72 แอบอ้างเป็นนักปรุงโอสถ

บทที่ 72 แอบอ้างเป็นนักปรุงโอสถ


หลินหยวนพินิจเงียบๆ แต่สีหน้าก็เผยความประหลาดใจออกมาอยู่ดีหลังคิดเช่นนั้น

หยางเสี่ยวเทียนผู้นี้จะสามารถหลอมโอสถสร้างฐานวิญญาณระดับสวรรค์สำเร็จ ได้ตั้งแต่อายุเพียงสิบสามปี ยิ่งนึกถึงก็ยิ่งน่าทึ่งมากสำหรับเขา

ขณะหยางเสี่ยวเทียนกำลังจะก้าวพ้นจากประตูโถงสมาคม ก็พลันประจันหน้ากับเฉิงเป้ยเป้ยและหยางจง ซึ่งอยู่มิไกลจากประตูหน้าของหอสมาคมนักปรุงโอสถเท่าไรนัก

สังเกตจากท่าทางของทั้งสองแล้ว ก็คงจะมาที่หอสมาคมนักปรุงโอสถเช่นกัน

เมื่อทั้งสองพบหยางเสี่ยวเทียนยืนอยู่ในพื้นที่ของสมาคม เฉิงเป้ยเป้ยพร้อมหยางจงจึงเริ่มแสดงสีหน้าประหลาดใจ

และพลันนึกถึงวาจาของหยางเสี่ยวเทียนวนเวียนเข้ามาในหัว ที่ครั้งหนึ่งเคยกล่าวเอาไว้ ว่าจะผ่านการทดสอบเป็นนักปรุงโอสถครั้นถึงเมืองเสินเจี้ยน

ทันทีที่คาดว่าเป็นเช่นนั้น ปากของนางก็เผยอเอ่ยเหน็บแนมทันควัน “หยางเสี่ยวเทียน เจ้าไม่ต้องการสอบเป็นนักปรุงโอสถแล้วงั้นหรือ”

หยางเสี่ยวเทียนทำทีผิวปากฮัมเพลงก่อนจะกล่าววางท่า “ไยต้องทดสอบให้เมื่อยอีกเล่า ในเมื่อข้าผ่านแล้ว”

เฉิงเป้ยเป้ยและหยางจงยืนตะลึงนิ่งอยู่ครู่ มิช้าเฉิงเป้ยเป้ยก็หัวร่อคิกคักออกมาเสียงดัง “เจ้าน่ะรึ ผ่านการทดสอบ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

หยางจงแสยะยิ้มเหยียดสายตามองคนตรงหน้าอย่างเย้ยหยัน “หยางเสี่ยวเทียน ในเมื่อเจ้าบอกว่าผ่านการทดสอบ เช่นนั้นเจ้าใช้เวลานานเท่าไหร่ในการหลอมโอสถสร้างฐานวิญญาณงั้นหรือ”

“ไม่ถึงหนึ่งถ้วยชา” หยางเสี่ยวเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

อะไรนะ! ไม่ถึงหนึ่งถ้วยชา!

เฉิงเป้ยเป้ยพลันอมยิ้ม ครั้นเห็นใบหน้าจริงจังของหยางเสี่ยวเทียนยามพ่นวาจาโอ้อวด

“ตอนแรกข้าอารมณ์ไม่ดีนัก แต่เมื่อได้ฟังวาจาของเจ้าแล้ว ข้าก็รู้สึกดีขึ้นมากเลย” เฉิงเป้ยเป้ยยิ้มขณะกล่าว ทำราวสนทนาอยู่กับตัวตลก

ไม่ช้า นางก็หันมากล่าวกับหยางจง “เข้าไปข้างในกันเถอะ”

จากนั้นทั้งคู่ก็เมินหยางเสี่ยวเทียนแล้วหันหน้าเดินเข้าไปยังโถงสมาคมนักปรุงโอสถ

แน่นอนว่า ที่นางมาเยือนสมาคมนักปรุงโอสถในครานี้ มิใช่เพื่อทดสอบเป็นนักปรุงโอสถแต่อย่างใด

แม้นางจะโอ้อวดนักหนาว่าตนนั้นมีพรสวรรค์ในการหลอมโอสถ แต่นางก็พึงแก่ใจดีว่ายามนี้ ตัวนางเองยังไม่ถึงระดับที่จะทดสอบเป็นนักปรุงโอสถได้

ที่นางออกจากสำนักในครานี้ ก็เพื่อตั้งใจมาพบกับพี่สาวของนาง เฉินจื่อหานเท่านั้น

พี่สาวนางเป็นศิษย์ของหลินหยวน ทั้งยังเป็นถึงนักปรุงโอสถระดับหนึ่งดาวของสมาคมนักปรุงโอสถ

เฉินจื่อหานมีชื่อเสียงพอๆ กับชิวไห่ชิว ณ อาณาจักรเสินไห่แห่งนี้ นางเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะนักปรุงโอสถผู้มากความสามารถสุดในรุ่นเดียวกัน

หลังจากนั้นไม่นาน เฉิงเป้ยเป้ยก็มาถึงที่พำนักของเฉินจื่อหาน ทั้งสองสนทนากันอย่างสนุกสนานก่อนเริ่มเปลี่ยนไปเรื่องอื่น

เฉิงเป้ยเป้ยกล่าวถึงหยางเสี่ยวเทียนที่ได้พานพบเมื่อคราจะเข้ามาในสมาคม ตรงประตูทางเข้าโถง

ทันทีที่นางบอกว่าหยางเสี่ยวเทียนผ่านการทดสอบเป็นนักปรุงโอสถแล้ว เฉินจื่อหานก็ส่ายศีรษะทันควัน “แม้แต่อาณาจักรเทียนโต้ว หรืออาณาจักรมังกรสวรรค์ ก็ไม่อาจค้นพบอัจฉริยะเช่นนี้ได้”

“ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทั่วทั้งอาณาจักรเสินไห่ของเรา ก็ไม่เคยมีเด็กอายุเพียงแปดขวบสามารถทดสอบผ่านเป็นนักปรุงโอสถได้สำเร็จ”

นางหันไปยังหยางจงพร้อมพูดเชิงสั่งว่า “เนื่องจากเด็กผู้นั้นเป็นลูกพี่ลูกน้องของเจ้า เจ้าก็ควรกลับไปตักเตือนเขา ว่าอย่าแอบอ้างเป็นนักปรุงโอสถของทางสมาคมเช่นนี้อีก!”

หยางจงพยักหน้ารัวๆ ด้วยเห็นชอบทันทีโดยไม่แม้จะปริปาก

หลังหยางเสี่ยวเทียนกลับจากสมาคมนักปรุงโอสถถึงจวน เขาก็มุ่งตรงไปยังลานฝึกยุทธ์เพื่อฝึกฝนเพลงกระบี่อัสนีเช่นทุกวัน

เขาเริ่มเปิดอ่านมันตั้งออกจากสมาคม ครั้นถึงจวนก็อ่านจบทั้งเล่มพอดี จนจดจำกระบวนท่าและการเปลี่ยนแปลงสำคัญของเคล็ดวิชากระบี่อัสนีจวนขึ้นใจ ไม่ช้า เขาก็ชักกระบี่ออกมาเตรียมพร้อมฝึก

ในลานฝึกเวลานั้นเอง กลุ่มเมฆบนท้องฟ้าก็เริ่มก่อขึ้นเหนือลานฝึก พร้อมส่งเสียงคำรามดังระงมไปถ้วนทั่ว ทุกครั้งที่หยางเสี่ยวเทียนฟาดฟันกระบี่ในมือ ลำแสงจากอัสนีจะพลันปรากฏเปล่งประกายวับขึ้น ยิ่งกวัดแกว่งมากเท่าไร อัสนีก็จะยิ่งทวีความรุนแรงตามไปด้วย

พอครั้นที่หยางเสี่ยวเทียนฝึกฝนจวนเพลาเข้าเที่ยงวัน กระบี่ก็ผสานเข้ากับอัสนีฟาดฟันออกไปไกลถึงสิบฉื่อ!

เพลงกระบี่อัสนี จะทำให้กระบี่มีความสามารถดูดซับพลังอัสนีจากสวรรค์และโลก คราใดที่ชักกระบี่ออกมาฟาดฟัน ปราณอัสนีจะพุ่งไปข้างหน้าด้วยพลังมหาศาลอย่างมิอาจหยุดยั้งได้

หากปราณอัสนีเพียงปรากฎขึ้น จะถือว่าการฝึกฝนบรรลุขั้นบทเรียนเริ่มต้น เมื่อปราณอัสนีถูกฟันออกไปไกลถึงสามฉื่อ จะถือว่าการฝึกฝนบรรลุขั้นสำเร็จเล็กน้อย

แต่หากยามใดที่ปราณอัสนีพุ่งออกไปไกลถึงสิบฉื่อ จะถือว่าการฝึกฝน บรรลุขั้นฉลาดล้ำเลิศ

หลังฝึกฝนเพลงกระบี่อัสนีจนบรรลุถึงขั้นฉลาดล้ำเลิศแล้ว หยางเสี่ยวเทียนก็หยุดเคลื่อนไหว เก็บกระบี่เข้าฝักแล้วเดินออกจากลานฝึกอย่างใจเย็น

พอก้าวเท้าผ่านเข้าห้องและปิดบานประตูลง หยางเสี่ยวเทียนก็ตระเตรียมสมุนไพรที่นำออกจากแหวนเตาหลอม วางเรียงกันบนโต๊ะไม้เนื้อดี แล้วเริ่มลงมือหลอมโอสถวิญญาณสี่ประการ ตามกำหนดเวลาที่เขานิยามไว้ในแต่ละวัน

ตลอดทั้งเดือน เขาหลอมโอสถอย่างต่อเนื่อง ทำให้ระดับการหลอมโอสถของหยางเสี่ยวเทียน ก้าวหน้าขึ้นมาก ทั้งยังสามารถควบคุมไฟแห่งสวรรค์และโลกได้เชียวชาญดั่งใจนึก

และทักษะการหลอมโอสถของเขาก็พัฒนาขึ้นมากเช่นกัน ดังนั้น ภายในหนึ่งชั่วยามครึ่ง เขาก็สามารถหลอมโอสถวิญญาณสี่ประการจนเสร็จสมบูรณ์แล้ว

แม้ครานี้โอสถวิญญาณสี่ประการจะยังไม่ถึงระดับสวรรค์ แต่กลับบริสุทธิ์ยิ่งกว่าทุกครั้งมาก

อย่างไร หยางเสี่ยวเทียนก็มิคิดย่อท้อ เขาหยุดนั่งพักอยู่ครู่ แล้วจึงเริ่มลงมือหลอมโอสถวิญญาณสี่ประการเม็ดที่สองต่อไปจนเสร็จ แต่กระนั้น โอสถเม็ดที่สองก็ยังคงเป็นระดับสูงสุด

พอหยางเสี่ยวเทียนเงยหน้าละสายตาจากเตาหลอม หันแลทางหน้าต่างที่เปิดกว้างและพบว่านภาพลันวิกาลแล้ว เขาจึงยันตัวลุกขึ้น กลับไปนั่งขัดสมาธิบนเตียงหยกเย็น เริ่มบ่มเพาะปราณมังกรแรกเริ่มทันที

กระแสลมรอบตัวพลันพัดวนจนน่าอัศจรรย์ใจยิ่ง ไม่ช้าภาพธรรมมังกรสี่ตัวที่เป็นปราณแท้ ก็ปรากฎขึ้น แต่ละตัวมีขนาดสิบฉื่อ เคลื่อนตัววันเวียนข้างกายหยางเสี่ยวเทียนมิห่างหาย

เมื่อสองวันก่อน เขาได้ทะลวงเข้าสู่ระดับสี่ของขั้นเซียนสวรรค์ ทั้งยังปลุกปราณแท้มังกรตัวที่สี่ให้ตื่นขึ้นมาได้อีกต่างหาก

จบบทที่ บทที่ 72 แอบอ้างเป็นนักปรุงโอสถ

คัดลอกลิงก์แล้ว