เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 16: แบ่งของโจร

บทที่ 16: แบ่งของโจร

บทที่ 16: แบ่งของโจร


บทที่ 16: แบ่งของโจร

“นี่... พี่หลี่ช่างน่าเกรงขามยิ่งนัก ประหนึ่งเทพสวรรค์จุติลงมาโดยแท้!”

จางซื่อหงยืนอยู่ในฝูงชน มองดูหลี่มู่ทุบตีอสูรศพจนตายคาที่ต่อหน้าธารกำนัล ความดุร้ายในการลงมือ ความเด็ดขาดในจิตใจ และความแข็งแกร่งของฝีมือ ล้วนเกินกว่าจินตนาการของเขาไปแล้ว

โลกใบนี้ย่อมไม่ขาดแคลนจอมยุทธ์ผู้มีฝีมือสูงส่ง จางซื่อหงเองก็เคยพบเห็นผู้ฝึกยุทธ์มาไม่น้อย แต่คนอย่างหลี่มู่ที่ใช้อาวุธหนักขนาดนี้แล้วยังสามารถเหวี่ยงได้ราวกับฟางข้าวเช่นนี้ กลับไม่เคยพบเห็นมาก่อน

อันหยางจื่อที่หน้าตาบวมปูดอยู่ข้างๆ ก็อ้าปากค้างด้วยความตกใจ “กายาบริสุทธิ์หยาง! กายาบริสุทธิ์หยาง! ข้ายังแปลกใจอยู่เลยว่าเหตุใดก่อนหน้านี้พลังปราณโลหิตของเขาจึงอ่อนแอถึงเพียงนั้น บนศีรษะไม่มีเสาปราณโลหิตดุจควันหมาป่า ตอนแรกยังคิดว่าเขาเป็นคนเสเพล มีสตรีมากเกินไปจนทำให้พลังหยวนเสียหาย ไม่คิดเลยว่าเขาจะใช้วิชาลับผนึกพลังปราณโลหิตทั่วร่างไว้...”

ก่อนที่หลี่มู่จะออกจากบ้าน เขาได้ฝึกฝนเคล็ดวิชาอำพรางปราณเป็นเวลาสั้นๆ รวบรวมพลังปราณโลหิตทั่วร่างไว้ทั้งหมด ทำให้ลมหายใจไม่ต่างจากคนธรรมดา

หากผู้ฝึกตนไม่มีวิชาตาทิพย์ที่ใช้แยกแยะโดยเฉพาะ ก็ย่อมมองไม่ออกถึงความจริงเท็จของหลี่มู่

อันหยางจื่อมีความสามารถในการมองดูปราณของผู้คนเป็นพิเศษ ไม่คิดว่าจะมาดูคนผิดที่หน้าหลี่มู่

“ยังจะยืนบื้ออยู่ทำไม?”

หลังจากที่หลี่มู่ทุบอสูรศพจนกลายเป็นเนื้อบดแล้ว จึงหันมามองผู้คนที่มุงดูอยู่ “มาสักสองสามคนล้างพื้นที!”

“โอ้ๆๆ!”

จางซื่อหงราวกับเพิ่งตื่นจากฝัน “มาแล้ว! มาแล้ว!”

เขาเดินมาถึงเบื้องหน้าหลี่มู่ มองหลี่มู่ด้วยความยำเกรง “พี่หลี่เป็นเทพเจ้าโดยแท้!”

หลี่มู่ในตอนนี้สวมหน้ากากกันแก๊สพิษ สวมเสื้อกันแทง สวมถุงมือกันบาด มือถือทวนยาว สะพายกระบองคู่ไว้ข้างหลัง รูปลักษณ์แปลกประหลาดอย่างยิ่ง ไม่ได้ดูดีไปกว่าอสูรศพเมื่อครู่เท่าใดนัก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสวมหน้ากากกันแก๊สพิษ ราวกับแมลงที่กลายเป็นปีศาจ แต่เมื่อประกอบกับร่างกายที่สูงใหญ่แข็งแรงและอาวุธในมือ กลับแผ่รัศมีที่น่าเกรงขามออกมา บวกกับบารมีที่เพิ่งจะสังหารปีศาจไปเมื่อครู่ ความน่าเกรงขามก็บังเกิดขึ้่นเอง

แขกเหรื่อและบ่าวรับใช้บางคนที่มุงดูอยู่ ต่างก็ทั้งตกใจและชื่นชมหลี่มู่ ไม่กล้าที่จะเข้าใกล้เขา

“อสูรศพตนนี้นี่มันตัวอะไรกันแน่?”

หลี่มู่มองไปยังอันหยางจื่อที่ไหล่มีเลือดไหลอยู่ข้างๆ “ทำไมถึงสู้ยากขนาดนี้? ทวนของข้าเล่มนี้ แม้แต่เหล็กดิบก็ยังแทงเป็นรูได้ ไม่คิดว่าแทงไปบนตัวมัน เกือบจะแทงไม่ทะลุ!”

ในตอนนี้อันหยางจื่อกำลังนำยันต์เหลืองแผ่นหนึ่งมาปิดไว้ที่ไหล่ของตนเอง ที่บาดแผลมีควันสีขาวลอยออกมาเป็นสายๆ เห็นได้ว่ายันต์เหลืองแผ่นนั้นกลายเป็นเถ้าถ่านกองหนึ่ง ซึมเข้าไปในบาดแผล จากนั้นก็มีเลือดสีดำไหลออกมาจากบาดแผลไม่หยุดหย่อน ครู่ต่อมาเลือดสีดำก็เปลี่ยนเป็นเลือดสด

อันหยางจื่อเจ็บจนแยกเขี้ยวยิงฟัน หยิบขวดกระเบื้องเล็กๆ ขวดหนึ่งออกมา เทผงยาเล็กน้อยทาลงบนบาดแผล พลางทาพลางกล่าวกับหลี่มู่ “เซียนเซิงหลี่ นี่คืออสูรศพไร้ใจ อย่างน้อยต้องมีตบะบำเพ็ญมาสามร้อยกว่าปี ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถจำแลงกายเป็นมนุษย์ได้ ร่างกายของอสูรศพตนนี้แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า ฟันแทงไม่เข้า ร้ายกาจอย่างยิ่ง!”

เขาส่ายหน้าถอนใจ “สามปีก่อน ข้าอยู่ที่มณฑลเป่าอัน ลงจากเขากับศิษย์น้องเพื่อปราบมาร ก็เคยเจออสูรศพชนิดนี้มาก่อน ตอนนั้นศิษย์หลายคนและศิษย์น้องที่ติดตามไปด้วย ต่างก็ถูกอสูรศพสังหาร ในมณฑลเป่าอันก็มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บกว่าร้อยคน สุดท้ายเจ้าพ่อหลักเมืองต้องส่งทหารผีออกมา สหายเต๋าจากสำนักชิงอวิ๋นแห่งมณฑลเป่าอันก็ลงจากเขามาปราบมาร จึงได้กำจัดอสูรศพตนนั้นในที่สุด”

อันหยางจื่อพูดถึงตรงนี้ ก็พลันน้ำตาไหลออกมา “หากตอนนั้นมีเซียนเซิงหลี่อยู่ด้วย ศิษย์น้องของข้าจะตายอย่างน่าอนาถคาที่ได้อย่างไร? หากศิษย์น้องของข้าไม่ตาย จะไม่ดีกว่าหรือ? ฮือๆๆ เจ็บปวดใจข้ายิ่งนัก!”

นักพรตผู้นี้เมื่อนึกถึงศิษย์น้อง ก็อดไม่ได้ที่จะร่ำไห้เสียใจอย่างสุดซึ้ง “น่าสงสารศิษย์น้องของข้า ที่บ้านยังมีบิดามารดาชราภาพอยู่ ทั้งหมดล้วนเป็นข้าผู้เฒ่าคนเดียวที่คอยเลี้ยงดู ครั้งนี้ที่สังหารอสูรศพได้ เพียงหวังว่าท่านผู้เฒ่าจางจะให้รางวัลแก่ข้าผู้เฒ่าเพิ่มอีกสักหน่อย จะได้ให้ข้าผู้เฒ่ามีความกตัญญูต่อบิดามารดามากขึ้น”

เศรษฐีจางหยวน บิดาของจางซื่อหงที่อยู่ข้างๆ กล่าวอย่างประหลาดใจ “เรื่องของมณฑลเป่าอันข้าบังเอิญเพิ่งได้ยินมาเมื่อไม่นานนี้ ได้ยินเพียงว่ามีคนตายไปกว่าร้อยคน สุดท้ายก็เป็นเซียนซือจากสำนักชิงอวิ๋นที่ลงจากเขามาสังหารปีศาจ ไม่เคยได้ยินว่ามีท่านนักพรตอยู่ด้วยเลย... ขอถามท่านนักพรต ศิษย์น้องของท่านมีนามเต๋าว่าอะไร บ้านเกิดอยู่ที่ไหน? ข้าจะได้ให้บ่าวรับใช้ในบ้านนำข้าวสารและเงินทองไปส่งให้ เพื่อแสดงความนับถือ”

“เอ่อ—”

อันหยางจื่อหยุดร้องไห้ มองเศรษฐีจางแวบหนึ่ง “ตั้งแต่เมื่อใดกันที่คนอำเภอชิงเหอข่าวสารว่องไวถึงเพียงนี้?”

เศรษฐีจางยิ้ม “บังเอิญว่าภรรยาของข้าผู้เฒ่าเป็นคนมณฑลเป่าอัน พ่อตาแม่ยายยังคงอยู่ที่นั่น ย่อมต้องให้ความสนใจข่าวสารของมณฑลเป่าอันเป็นพิเศษ”

เขากล่าวกับอันหยางจื่อ “ท่านนักพรต ครั้งนี้ที่กำจัดปีศาจได้ ต้องขอบคุณท่านนักพรตที่ทำพิธี จึงทำให้อสูรศพปรากฏตัวออกมา หลังจากรับประทานอาหารเสร็จแล้ว พวกข้าย่อมมีความรู้สึกขอบคุณมอบให้ จะเพิ่มทองคำให้อีกห้าสิบตำลึง ถือว่าเป็นเงินบริจาคค่าธูปเทียนให้แก่วัดของท่านนักพรต”

อันหยางจื่อทำหน้าตาเคร่งขรึม กล่าวว่า “ข้าน้อยไหนเลยจะเป็นคนละโมบในเงินทอง? ครั้งนี้ที่ปราบมารกำจัดปีศาจ ก็เป็นเพียงการทำไปตามสะดวกเท่านั้น ผู้ละทางโลก สี่ธาตุล้วนว่างเปล่า เงินทองสำหรับข้าเปรียบดังเมฆลอยลม เงินบริจาคค่าธูปเทียนของพวกท่านนี้ ข้าพอจะรับฝากไว้ชั่วคราวได้ ในอนาคตจะจุดธูปสามดอกเช้าค่ำ ขอพรให้เศรษฐีจางมีแต่ความสงบสุข”

เศรษฐีจางยิ้ม “นี่เป็นสิ่งที่สมควรทำ ท่านนักพรตกลับไปพักผ่อนในห้องก่อนเถิด ข้าได้สั่งให้คนเตรียมเสื้อผ้าใหม่ไว้ให้แล้ว สักครู่ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่ต้องขอคำชี้แนะจากท่านนักพรต”

เขาหันไปมองหลี่มู่ ท่าทางจากที่ยิ้มแย้มเมื่อครู่ เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมและนอบน้อมขึ้นมา โค้งคำนับให้หลี่มู่ “ขอบคุณคุณชายหลี่ที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลืออย่างกล้าหาญ ช่วยชีวิตคนในครอบครัวข้ากว่าร้อยชีวิต ข้าผู้เฒ่ารู้สึกขอบคุณอย่างยิ่ง!”

หลี่มู่ยิ้ม “ท่านผู้เฒ่าจะเกรงใจไปใย? ข้ากับพี่จางพบกันก็ถูกชะตา วันนี้ที่ลงมือก็เป็นเรื่องที่พึงกระทำอยู่แล้ว ถึงแม้จะไม่มีข้าลงมือ มีท่านนักพรตอันหยางจื่ออยู่ อสูรศพตนนี้ก็คงจะอาละวาดได้ไม่นาน”

จางหยวนเจิ้งยิ้มๆ “หากไม่มีคุณชาย เกรงว่าอำเภอชิงเหอของข้าคงต้องซ้ำรอยโศกนาฏกรรมของมณฑลเป่าอันในอดีตเป็นแน่”

อันหยางจื่อที่อยู่ข้างๆ พยักหน้าเห็นด้วย “เซียนเซิงหลี่มีท่วงท่าที่องอาจผึ่งผาย ฝีมือสูงส่ง จึงสามารถสังหารอสูรศพตนนี้ได้คาที่ นี่ก็เป็นเหตุผลที่ข้าน้อยเชิญเซียนเซิงมาร่วมสังหารปีศาจด้วยกัน”

จางหยวนเจิ้งชงต่อ “ท่านนักพรตช่างมีสายตาเฉียบคมโดยแท้!”

อันหยางจื่อลูบเครายิ้ม “นี่เป็นวิชามองปราณของสำนักข้า ไม่นับเป็นอะไรได้”

หลี่มู่เหลือบมองอันหยางจื่อที่หน้าตาบวมปูดยังจะวางมาดอีก อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้ายิ้มออกมา “ท่านผู้เฒ่าจาง ขอรบกวนจัดห้องให้ข้าสักห้อง เพื่อที่ข้าจะได้ล้างเสื้อผ้า เปลี่ยนเครื่องแต่งกาย”

จางหยวนเจิ้งผายมือเชื้อเชิญ “เชิญคุณชายทางนี้ ซื่อหง รีบพาคุณชายหลี่ไปพักผ่อน”

ในขณะที่หลี่มู่กำลังตามจางซื่อหงไปยังห้องว่างใกล้ๆ เพื่อถอดหมวกและถุงมือ อันหยางจื่อกลับถือกยันต์อักขระ เดินเข้าไปใกล้ศพของอสูรศพที่ถูกหลี่มู่ทุบจนแหลกละเอียดอย่างระมัดระวัง

ในตอนนี้มีบ่าวรับใช้หลายคนกำลังถือพลั่วทำใจกล้า ตักชิ้นส่วนที่แตกกระจายใส่รถเข็นขยะขนาดเล็ก กลิ่นเหม็นคาวคละคลุ้งมาปะทะจมูก

อ้วก!

บ่าวรับใช้หลายคนกังวลว่าจะทนกลิ่นเหม็นไม่ไหว ในรูจมูกต่างก็อุดด้วยแถบผ้า แต่ก็ยังมีคนที่ทนไม่ไหว ก้มตัวอาเจียนอย่างรุนแรง

มีบ่าวรับใช้คนหนึ่งเมื่อเห็นอันหยางจื่อ ก็ฝืนทนความคลื่นไส้โค้งคำนับอย่างยากลำบาก “ท่านเซียน ท่านมาที่นี่มีธุระอันใดรึ? มีอะไรให้พวกข้าน้อยช่วยหรือไม่?”

อันหยางจื่อโบกมือ “อสูรศพตนนี้ทั่วร่างเต็มไปด้วยปราณมาร พิษตกค้างไม่สิ้นสุด พวกเจ้าทำเช่นนี้ ยากที่จะขจัดปราณมารได้ ต้องให้ข้าลงมือเอง ถึงจะสลายปราณมารได้ เพื่อหลีกเลี่ยงความไม่สงบในจวน และไม่ให้เกิดเรื่องร้ายขึ้นอีก”

บ่าวรับใช้หลายคนตกใจ พากันกล่าวว่า “ขอเชิญท่านเซียนลงมือขจัดปราณมารด้วยเถิด”

อันหยางจื่อพยักหน้า เขาก็ถูกกลิ่นของอสูรศพจนแทบจะลืมตาไม่ขึ้นเช่นกัน แต่ก็ยังคงบีบจมูกเดินมาถึงข้างๆ ชิ้นส่วนที่แหลกเหลวของอสูรศพ หยิบดาบไม้ท้อเล่มเล็กๆ ออกมาจากอกเสื้อ ค่อยๆ แทงเข้าไปในบริเวณช่องอกของอสูรศพ

อสูรศพตนนี้ทั่วทั้งร่างถูกหลี่มู่ใช้กระบองเหล็กกล้าทุบจนแหลกละเอียด ในตอนนี้อย่าว่าแต่ดาบไม้เลย แม้แต่ใช้ท่อนไม้ก็สามารถทะลุเนื้อที่เน่าเปื่อยได้อย่างง่ายดาย

อันหยางจื่อฝืนทนความคลื่นไส้ ผ่าช่องอกของอสูรศพตนนี้ออก จากนั้นก็เห็นก้อนปราณสีครามรูปหัวใจแขวนอยู่ในช่องอกของอสูรศพ

“ไม่คิดว่าจะมีของสิ่งนี้อยู่จริงๆ!”

อันหยางจื่อหยิบน้ำเต้าเปลือกเหลืองเล็กๆ ออกมาจากอกเสื้อ ดึงจุกขวดออก หันปากน้ำเต้าไปยังก้อนปราณสีครามนี้ ในปากก็พึมพำคาถา ครู่ต่อมา น้ำเต้าเล็กๆ ก็เปล่งแสงสีเหลืองจางๆ เกิดแรงดูดขึ้นมา ดูดก้อนปราณสีครามในอกของอสูรศพเข้าไป

หลังจากที่ก้อนปราณสีครามทั้งก้อนถูกน้ำเต้าดูดเข้าไปแล้ว ร่างกายของอสูรศพก็พลันสลายตัวออก กลายเป็นหนองน้ำกองหนึ่ง ทิ้งไว้เพียงเขี้ยวคู่หนึ่ง เล็บยาวสิบเล็บ และหนังมนุษย์หนึ่งผืน

อันหยางจื่อสั่งให้บ่าวรับใช้เหล่านี้เก็บเขี้ยวและเล็บขึ้นมา ล้างด้วยน้ำสะอาดแล้ว จึงใช้หนังมนุษย์ห่อเขี้ยวและเล็บ ไปหาหลี่มู่

ในตอนนี้หลี่มู่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องเรียบร้อยแล้ว ถอดถุงมือออก ส่วนอาวุธก็มอบให้บ่าวรับใช้ของจวนตระกูลจางไปล้างให้สะอาด แม้แต่หน้ากากกันแก๊สพิษก็ถูกล้างอย่างดี

นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเผชิญหน้ากับภูตผีปีศาจในตำนาน เขาอดไม่ได้ที่จะไม่ระวังตัว ดังนั้นจึงป้องกันตัวเองอย่างแน่นหนา แม้แต่หายใจก็ยังไม่กล้าประมาท

“เมื่อเช้าเพิ่งจะมีปีศาจจิ้งจอกมาเป็นทาสของฉัน ตอนเที่ยงที่นี่ก็มีอสูรศพปรากฏตัวขึ้นมา ให้ตายเถอะ ตามพล็อตเรื่องซ้ำซากจำเจในนิยายที่เคยอ่านมา ต่อไปจะต้องมีปัญหาเข้ามาไม่หยุดหย่อนแน่ๆ...”

เมื่อครู่ตอนที่หลี่มู่ทุบตีอสูรศพอย่างบ้าคลั่ง ทั่วร่างอาบไปด้วยเลือด เลือดศพสีดำกระเซ็นเปรอะเปื้อนไม่น้อย หลี่มู่จึงถอดเสื้อผ้าแล้วจุดไฟเผาทิ้ง

ในตอนนี้ชุดคลุมยาวที่สวมอยู่บนตัว เป็นเสื้อผ้าใหม่ที่จางซื่อหงสั่งให้คนไปเอามาจากร้านตัดเสื้อใกล้ๆ ก็ค่อนข้างพอดีตัว

ก๊อก ก๊อก ก๊อก!

เสียงเคาะประตูดังขึ้น

บ่าวรับใช้คนหนึ่งชะโงกศีรษะเข้ามา “คุณชายหลี่ ท่านนักพรตอันหยางจื่อบอกว่าต้องการพบท่าน”

หลี่มู่ลุกขึ้นยืน “โอ้ ให้เขาเข้ามา”

ครู่ต่อมา อันหยางจื่อก็โค้งตัวเข้ามาในห้อง ทำท่าลับๆ ล่อๆ พูดเสียงเบา “เซียนเซิงหลี่ เมื่อครู่ข้าเก็บของบางอย่างได้จากบนตัวอสูรศพ ไม่ทราบว่าท่านจะใช้ได้หรือไม่?”

หลี่มู่นั่งอยู่ที่โต๊ะ ไม่ได้ลุกขึ้น “โอ้? ของอะไรที่ทำให้ท่านนักพรตต้องระมัดระวังนำมาถึงเพียงนี้?”

อันหยางจื่อหยิบห่อผ้าออกมาจากอกเสื้อ ค่อยๆ คลี่ออกบนโต๊ะ “เชิญเซียนเซิงหลี่ดู นี่คือเขี้ยวสองซี่และเล็บสิบเล็บที่ตกมาจากอสูรศพ และยังมีหนังมนุษย์ผืนนี้...”

“หนังมนุษย์? บ้าฉิบ!”

หลี่มู่ตกใจ “เป็นหนังมนุษย์รึ? อสูรศพตนนีไปลอกหนังคนมาจากไหน? ให้ตายเถอะ เอาไปๆๆ!”

หลี่มู่ปฏิเสธหนังมนุษย์บนโต๊ะอย่างสิ้นเชิง “โลกใบนี้นี่มันโหดร้ายเกินไปแล้ว ยังมีหนังมนุษย์อีก!”

อันหยางจื่อกล่าวอย่างประหลาดใจ “เซียนเซิงหลี่สังหารปีศาจกำจัดมาร ดูแล้วก็รู้ว่าเป็นผู้มีจิตใจเยี่ยงวีรบุรุษ เหตุใดจึงยังกลัวหนังมนุษย์เพียงผืนนี้? ปัจจุบันปีศาจกินคน ถลกหนังกินเนื้อ เป็นเรื่องที่พบเห็นได้บ่อยครั้ง เจ้าเมืองแห่งเมืองกระดูกขาว ต้มกลั่นกระดาษหนังมนุษย์ ทำเป็นโคมไฟหนังมนุษย์ บรรพชนภูเขาทมิฬสร้างกองทัพซากศพ บรรพชนห้าอวิ๋นคั้นเลือดมนุษย์ สร้างธงเมฆาโลหิต ผู้บำเพ็ญมารเหล่านี้คนไหนบ้างที่ไม่ถือเผ่าพันธุ์มนุษย์เป็นอาหาร?”

สีหน้าของหลี่มู่เปลี่ยนไปเล็กน้อย “หากเป็นเช่นนั้นจริง เผ่าพันธุ์มนุษย์กับปศุสัตว์จะต่างกันอย่างไร? ผู้บำเพ็ญฝ่ายธรรมะไม่จัดการบ้างรึ?”

อันหยางจื่อถอนหายใจ “ปัจจุบันนี้บังเอิญเป็นช่วงมหันตภัยสังหารหนึ่งพันห้าร้อยปี หลายสำนักเซียนต่างก็ปิดประตูสำนัก ห้ามศิษย์ในสำนักลงจากเขา ภูตผีปีศาจไม่มีข้อห้ามนี้ กลับยิ่งกำเริบเสิบสานมากขึ้น ทำให้ฝ่ายธรรมะเสื่อมถอยฝ่ายมารรุ่งเรือง ปีศาจปรากฏตัวบ่อยครั้ง”

ขณะที่เขาพูด ก็ม้วนหนังมนุษย์บนโต๊ะขึ้น “หนังมนุษย์ผืนนี้อันที่จริงถูกอสูรศพหลอมเป็นศาสตราวุธวิเศษแล้ว มีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ เซียนเซิงหลี่ หากท่านไม่ต้องการ ข้าน้อยก็จะจัดการให้เอง สำนักหุ่นเชิดเขายินซานช่วงนี้กำลังสร้างหุ่นเชิดเนื้อหนังอยู่ เชื่อว่าพวกเขาคงจะต้องการหนังมนุษย์ผืนนี้ สามารถขายให้พวกเขาในราคาสูงได้”

อันหยางจื่อผลักเขี้ยวสองซี่มาตรงหน้าหลี่มู่ “เขี้ยวสองซี่ของอสูรศพตนนี้แหลมคมอย่างยิ่ง เป็นกริชเขี้ยวโดยกำเนิด เกราะธรรมดาทั่วไป ยากที่จะต้านทานได้”

เขี้ยวสองซี่นี้ยาวกว่าหนึ่งฉื่อ สีเขียวคล้ำ ไม่เหมือนกับฟัน แต่กลับเหมือนกับงานฝีมือ หลี่มู่ยื่นมือไปรับมา วางไว้ข้างๆ “เขี้ยวนี้ให้ข้า ท่านต้องการอะไร?”

อันหยางจื่อกล่าว “อสูรศพไร้ใจที่ถูกเรียกว่าไร้ใจ ก็เพราะว่าในช่องอกของมันมีก้อนปราณสีครามแทนที่หัวใจ ปราณสีครามนี้มีสรรพคุณทางยาสูงยิ่ง มีความสามารถในการชุบชีวิตคนตายได้ บัดนี้ก้อนปราณสีครามนั้นถูกข้าน้อยเอาไปแล้ว ในอนาคตหากสามารถหลอมเป็นยาเม็ดได้ ย่อมต้องมีส่วนของเซียนเซิงแน่นอน”

เมื่อพูดถึงตรงนี้ เขาก็แบ่งเล็บยาวสิบเล็บออกเป็นแปดเล็บผลักไปให้หลี่มู่ “ฟันของอสูรศพข้าไม่เอาแล้ว แต่เล็บนี้ข้าต้องเก็บไว้คู่หนึ่ง พอดีสามารถนำไปสร้างเป็นกระบี่บินสองสามเล่มไว้ป้องกันตัวได้”

เล็บสิบเล็บนี้ราวกับหยกสีหมึก โปร่งแสงเล็กน้อย ยาวถึงห้าหกนิ้ว ปลายแหลมคมเป็นพิเศษ จริงๆ แล้วก็เหมือนกับดาบสั้นหลายเล่ม ขอเพียงแค่ติดด้ามจับเข้าไป ก็จะเป็นดาบสั้น

หลี่มู่ยื่นมือไปหยิบเล็บขึ้นมาหนึ่งเล็บ รู้สึกเพียงว่าหนักมือ กว่าเหล็กกล้าทั่วไปยังหนักกว่าหลายส่วน เขาขยับจมูกสูดกลิ่น ไม่ได้กลิ่นแปลกปลอมใดๆ ประหลาดใจ “เล็บของอสูรศพตนนีไม่มีกลิ่นเหม็นรึ?”

อันหยางจื่อกล่าว “สรรพสิ่งล้วนมีหยินและหยาง ร่างกายที่สกปรกอย่างยิ่งของอสูรศพตนนี้ กลับให้กำเนิดอาวุธที่บริสุทธิ์อย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่เล็บของมันจะไม่มีพิษ แม้แต่เขี้ยวก็ยังสะอาดมาก”

หลี่มู่ไม่เชื่อ “หากเล็บของมันไม่มีพิษ แล้วตอนที่มันจับไหล่ท่าน ท่านจะถูกพิษได้อย่างไร?”

อันหยางจื่ออธิบาย “เล็บของมันไม่มีพิษ แต่นิ้วของมันมีพิษนะ อสูรศพตนนี้ทั่วร่างล้วนเป็นพิษ มีเพียงฟันและเล็บเท่านั้นที่ไม่มีพิษ”

ทั้งสองคนพูดคุยกันไปพลางก็แบ่งของโจรเสร็จสิ้น

ถึงตอนนี้ หลี่มู่จึงมีโอกาสสอบถามถึงที่มาของอสูรศพตนนี้ “อสูรศพตนนีเรื่องราวมันเป็นอย่างไรกันแน่? บ้านตระกูลจางอยู่ดีๆ เหตุใดจึงไปยั่วยุเจ้าตัวนี้เข้า?”

อันหยางจื่อกล่าว “ปีศาจทั่วไปกินคน ก็แค่จับมากินก็สิ้นเรื่อง คนธรรมดายากที่จะต่อต้านได้ แต่จางซื่อหงเป็นบัณฑิตจวี่เหรินในปัจจุบัน มีชื่ออยู่ในบัญชีทองคำ มีปราณบัณฑิตอยู่หลายส่วน ปราณบัณฑิตคุ้มครองกาย ปีศาจยากที่จะทำร้ายได้ ยิ่งไปกว่านั้นชะตาของบัณฑิตจวี่เหรินได้เชื่อมโยงกับชะตาของบ้านเมืองแล้ว ปีศาจต้องการจะทำร้ายเขา ก็ไม่กล้าที่จะลงมือฆ่าอย่างง่ายดายและโหดร้าย”

เขาส่ายหน้ายิ้ม “ดังนั้นอสูรศพตนนี้จึงใช้อุบาย สวมหนังมนุษย์ จำแลงกายเป็นหญิงงาม ล่อลวงจางซื่อหง ฉวยโอกาสขโมยหยวนหยางของเขา หากพวกเราไม่ลงมือปราบมาร ไม่เกินสามเดือน จางซื่อหงจะต้องตายเพราะหยวนหยางหมดสิ้นอย่างแน่นอน และหลังจากตายก็จะกลายเป็นซากศพ กลายเป็นผีชางกุ่ยรับใช้ของอสูรศพ”

หลี่มู่หัวเราะเสียงดัง “ถ้าพี่จางได้ขึ้นเตียงกับอสูรศพตนนีไปแล้ว เชื่อว่าตอนนี้สีหน้าของเขาคงจะน่าดูชมมากแน่ๆ!”

จบบทที่ บทที่ 16: แบ่งของโจร

คัดลอกลิงก์แล้ว