- หน้าแรก
- ข้ามไปบ่มเพาะที่ต้าอิน
- บทที่ 5 การเตรียมอาวุธและของใช้จำเป็น
บทที่ 5 การเตรียมอาวุธและของใช้จำเป็น
บทที่ 5 การเตรียมอาวุธและของใช้จำเป็น
บทที่ 5 การเตรียมอาวุธและของใช้จำเป็น
สวนสนุกเหวินเฉิงตั้งอยู่ติดกับเมืองมหาวิทยาลัย หลี่มู่และเจียงหมิงเยว่เล่นสนุกกันในสวนสนุกเป็นเวลานาน จนกระทั่งถึงเวลาสามทุ่มกว่าที่สวนสนุกกำลังจะปิด ทั้งสองจึงเดินออกมาด้วยความรู้สึกยังไม่เต็มอิ่ม
หลังจากออกมา ทั้งสองก็หาอะไรกินง่ายๆ จากนั้นเจียงหมิงเยว่ก็ขับรถมาส่งหลี่มู่ที่ลานจอดรถของถนนสายของกินในเมืองมหาวิทยาลัย
"หลี่มู่ ตั้งแต่เรียนจบมา ฉันก็ไม่ได้เล่นสนุกสุดเหวี่ยงแบบนี้มานานมากแล้ว"
เธอปลดเข็มขัดนิรภัย หันหน้ามามองหลี่มู่
"ขอบคุณนะ ที่ยังอุตส่าห์มาเป็นเพื่อนฉันตามหาสิ่งที่ขาดหายไป"
หลี่มู่ยิ้ม
"จะขอบคุณฉันยังไงดีล่ะ หรือว่าจะกลับบ้านไปกับฉันดีไหม ฉันเพิ่งซื้อเตียงใหม่มา ใหญ่แล้วก็นุ่มสบายมากเลยนะ เธออยากไปลองดูหน่อยไหม"
เจียงหมิงเยว่ถึงกับหลุดหัวเราะ
"ได้สิ นายนำทางเลย"
หลี่มู่ "…"
เขารู้สึกไปต่อไม่ถูกในทันที
"เดี๋ยวนะ ฉันก็แค่ปากพล่อยไปงั้นแหละ เธอจะเอาจริงเหรอ ถ้างั้นฉันไม่เล่นแล้ว!"
เจียงหมิงเยว่ตวัดสายตามองค้อนหลี่มู่
"มีใจแต่ไม่มีความกล้า! ความกล้าของนายเมื่อก่อนหายไปไหนหมดแล้ว"
หลี่มู่ยิ้ม
"เมื่อก่อนนั่นเป็นเพราะยังไม่เคยสัมผัสพลังของเงินตรา คนโง่ย่อมไม่กลัวอะไรอยู่แล้ว พอโดนพลังของเงินตราซัดเข้าไปทีหนึ่ง ถึงได้รู้ว่าการมีเงินกับไม่มีเงินมันต่างกันราวฟ้ากับเหว ความกล้าก็เลยหดหายไปโดยปริยาย"
เจียงหมิงเยว่แค่นเสียง
"นายก็มีของที่กลัวด้วยเหรอ"
หลี่มู่ในสมัยมหาวิทยาลัยนั้นองอาจผึ่งผาย ไม่เคยยอมเป็นรองใคร นิสัยแข็งกร้าว ไม่กลัวใครทั้งสิ้น แม้จะต้องเผชิญกับการกดดันจากแม่ของเจียงหมิงเยว่และการคุกคามจากนักเลงในสังคม เขาก็ยังเลือกที่จะต่อสู้ ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร
ตอนนี้หลี่มู่ยอมรับว่าตัวเองขี้ขลาด ทำให้เจียงหมิงเยว่รู้สึกไม่คุ้นเคยอย่างมาก เธอถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อย
"หลี่มู่ เราโตขึ้นแล้วจริงๆ"
หลี่มู่กล่าว
"ใช่ เราโตขึ้นแล้ว"
สายตาของเขามองผ่านกระจกรถไปยังหญิงสาวร่างอรชรที่เดินผ่านไป สายตาค่อยๆ เคลื่อนตามเรือนร่างที่บิดไหวของเธอไป พลางพึมพำ
"เด็กน้อยรุ่นศูนย์ศูนย์เมื่อก่อน ก็โตเป็นสาวแล้วเหมือนกันนะ..."
เจียงหมิงเยว่เห็นหลี่มู่ทำท่าทางเหม่อลอยก็โกรธขึ้นมาทันที
"มองอะไรของนาย น้ำลายไหลยืดหมดแล้ว!"
หลี่มู่รีบเช็ดมุมปาก
"มีเหรอ มีเหรอ พูดมั่ว ฉันจะน้ำลายไหลได้ยังไง"
เจียงหมิงเยว่หัวเราะเชิงด่า
"ผู้ชายก็เป็นซะอย่างนี้ทุกคน เชื่อไม่ได้เลยสักคน!"
เธอยกเท้าขึ้นเตะหลี่มู่เบาๆ
"ไสหัวลงไปเลยนะ ไอ้เฒ่าหัวงู!"
หลี่มู่ฉวยโอกาสกลิ้งลงจากรถ ทำหน้าตาบูดบึ้ง
"เฮ้ จะด่าว่าไอ้หัวงูก็ว่าไปสิ ทำไมต้องเติมคำว่า 'เฒ่า' เข้าไปด้วยเล่า ฉันจะบอกให้นะ ถึงตัวจะแก่แต่ใจยังไม่แก่นะ! หัวใจที่เต้นอยู่ในอกฉันน่ะ ยังเป็นหัวใจของเด็กอายุสิบแปดอยู่เลย!"
เจียงหมิงเยว่ "เชอะ" ออกมาคำหนึ่ง
"ยังจะหัวใจอายุสิบแปดอีกเหรอ แล้วตอนนี้ของนายยังสู้ไหวอยู่เหรอ"
หลี่มู่โกรธจัด
"เฮ้ จะลองดูหน่อยมั้ยล่ะ รับรองว่าซัดเธอซะกระเจิงจนต้องร้องเรียกพ่อเลย!"
เจียงหมิงเยว่หัวเราะคิกคัก สตาร์ตรถแล้วขับออกไป
"งานเลี้ยงรุ่นสัปดาห์หน้า อย่าลืมไปนะ"
หลี่มู่ส่ายหน้า
"ฉันไม่ไปดีกว่า งานเลี้ยงรุ่นไม่มีอะไรน่าสนใจหรอก มันเป็นเวทีอวดรวยของพวกเธอต่างหาก ถ้าฉันไปก็เหมือนหาเรื่องใส่ตัวเอง"
เจียงหมิงเยว่ไม่สนใจหลี่มู่ รถค่อยๆ เคลื่อนห่างออกไป
"เดี๋ยวฉันส่งวันเวลากับสถานที่ไปให้"
หลี่มู่กำลังจะพูดอะไรต่อ แต่รถของเจียงหมิงเยว่ก็ขับไปไกลแล้ว
"ไม่เจอกันไม่กี่ปี นิสัยยิ่งเผด็จการขึ้นเรื่อยๆ เลยนะ"
หลี่มู่มองรถของเจียงหมิงเยว่จนลับหายไปในความมืด ส่ายศีรษะ เดินไปที่รถของตัวเองแล้วขับออกไป
เขากับเจียงหมิงเยว่ไม่มีวันกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีกแล้ว
เขามีวงสังคมและงานอดิเรกของเขา เจียงหมิงเยว่ก็มีวงสังคมของเธอ สองวงสังคมนี้เข้ากันไม่ได้ และความแตกต่างในด้านวิถีชีวิตและแนวคิดก็จะยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ
ตระกูลใหญ่ การแต่งงานของลูกหลานก็ยากที่จะตัดสินใจเองได้ เจียงหมิงเยว่เองก็คงไม่เป็นข้อยกเว้น
ที่สำคัญคือ ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตาม คนที่หลี่มู่ชอบก็คือสาวน้อยวัยสิบแปดตลอดกาล แต่เจียงหมิงเยว่อายุน้อยกว่าเขาเพียงปีเดียว เธออายุยี่สิบเจ็ดแล้ว...
เช้าวันรุ่งขึ้น โทรศัพท์จากธนาคารหลายแห่งเกือบจะทำให้หลี่มู่รำคาญจนตาย เขาจึงตั้งค่าโทรศัพท์เป็นโหมดเงียบไปเลย
ตอนที่เขาไม่มีเงิน การจะขอกู้เงินนั้นยากแสนยาก แต่ตอนนี้พอมีเงินแล้ว คนที่มาอ้อนวอนให้เขากู้เงินซื้อกองทุนกลับมีมาไม่ขาดสาย
สิ่งนี้ทำให้หลี่มู่สงสัยว่าความหมายของการมีอยู่ของธนาคารคืออะไรกันแน่ ยิ่งขาดเงินก็ยิ่งกู้ไม่ได้ ยิ่งมีเงินก็ยิ่งมีคนอยากให้กู้
ฉันมีเงินแล้ว จะไปกู้เงินมาทำซากอะไรวะ
"อาจารย์หลี่นี่ธุรกิจรัดตัวจริงๆ นะครับ"
ในขณะนี้หลี่มู่อยู่ที่โรงตีเหล็กแห่งหนึ่งในเขตชานเมืองเหวินเฉิง ช่างตีเหล็กร่างกายกำยำคนหนึ่งกำลังสูบบุหรี่พ่นควันปร๋อ พูดกับหลี่มู่อย่างเกียจคร้าน
"เมื่อกี้นี้รับโทรศัพท์ไปไม่น้อยเลยนะ"
หลี่มู่ทำหน้าเซ็ง
"ช่วงนี้ก็เพิ่งจะหาเงินมาได้หน่อยน่ะครับ พวกจากธนาคารก็เริ่มติดต่อมาแล้ว"
ช่างตีเหล็กกล่าว
"ถ้างั้นที่คุณหามาได้คงไม่ใช่เงินน้อยๆ แน่ ไม่งั้นคงไม่สะเทือนไปถึงธนาคารหรอก ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมครั้งนี้ถึงได้ใจป้ำขนาดนี้ ยืนกรานจะให้ผมตีของให้ด้วยตัวเอง"
หลี่มู่ยิ้ม
"เอาล่ะ อย่ามัวแต่พูดมากเลย เริ่มงานกันเถอะ"
ทุกคนต่างก็มีวงสังคมของตัวเอง นอกจากวงสังคมในที่ทำงานแล้ว หลี่มู่ก็ยังมีวงสังคมเล็กๆ ที่เกิดจากงานอดิเรกของเขา
เขาชอบยุทธ์โบราณ ปกตินอกจากจะฝึกฝนวิชาหมัดมวยแล้ว ยังชอบเล่นดาบเล่นทวน และยังเป็นสมาชิกของชมรมยิงธนูอีกด้วย ปกติแล้วเขามีกิจกรรมให้ทำมากมาย นี่ก็เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เขาไม่มีแฟนมาเป็นเวลานาน
เมื่อผู้ชายคนหนึ่งมีงานอดิเรกมากมายที่สามารถช่วยคลายความเหงาได้ แรงดึงดูดของผู้หญิงที่มีต่อเขาก็จะลดลงไปมาก มีดาบเป็นเพื่อน มีธนูให้เล่น แล้วจะต้องการผู้หญิงไปทำไมกัน
ผู้หญิงมีแต่จะทำให้เขาชักดาบได้ช้าลง!
เขาชอบเล่นดาบ แต่ดาบที่ซื้อทางออนไลน์ส่วนใหญ่เป็นของไร้คุณภาพ ใช้แล้วไม่ถนัดมืออย่างยิ่ง ต่อมาถึงได้รู้ว่าแถวเมืองเหวินเฉิงยังมีการสืบทอดวิชาตีเหล็กอยู่ เขาจึงมักจะมาที่โรงตีเหล็กบ่อยๆ เพื่อเตรียมตีอาวุธที่ถนัดมือสักสองสามชิ้น
ก่อนหน้านี้อาวุธที่เขาต้องการล้วนเป็นของที่ไม่มีคม ใช้สำหรับฝึกเล่นๆ เท่านั้น แต่ครั้งนี้อาวุธที่ตีแตกต่างออกไป เขาต้องการอาวุธที่สามารถใช้ในการต่อสู้จริงได้
โลกของราชวงศ์ต้าอินนั้นไม่สงบสุขเอาเสียเลย ไม่เพียงแต่จะมีนักเลงอันธพาลครองเมือง ยังมีอิทธิพลมืดที่เกิดจากการรวมตัวของแก๊งต่างๆ หากไปล่วงเกินเข้าเพียงเล็กน้อย ก็อาจจะถูกตามล้างแค้นได้ เหมือนกับสังคมที่บรรยายไว้ในนิยายกำลังภายใน
เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง หลี่มู่จำเป็นต้องหาอาวุธมาไว้ป้องกันตัว มิฉะนั้นหากตัวเปล่าเล่าเปลือยไปเจอคนในแก๊งเข้า ก็คงมีแต่ต้องวิ่งหนีเท่านั้น
จริงๆ แล้ววิธีที่ดีที่สุดคือการหาปืนมาสักสองสามกระบอก เชื่อว่าคงไม่มีใครสามารถหลบกระสุนปืนได้
ทว่าในประเทศเซี่ย การค้าปืนเป็นเรื่องที่ร้ายแรงอย่างยิ่ง หลี่มู่ไม่มีช่องทางที่จะหาปืนมาได้ จึงทำได้เพียงหาอาวุธเย็นพกติดตัวไป เขากำลังคิดอยู่ว่าถ้ามีเวลาก็จะเดินทางไปต่างประเทศสักครั้ง เพื่อหาวิธีหาปืนมาป้องกันตัว
วันนี้ที่มาโรงตีเหล็ก ก็เพื่อต้องการตีของที่ใช้งานได้จริงสองสามชิ้น
เขาอยากจะตีดาบเดี่ยวมีคมเล่มหนึ่ง แต่ช่างตีเหล็กไม่ยอม บอกว่าไม่สามารถตีดาบมีคมได้ ของแบบนี้อันตรายเกินไป หากเกิดเรื่องถึงแก่ชีวิตขึ้นมา เขาก็ต้องเดือดร้อนไปด้วย
หลี่มู่จนปัญญา คิดอยู่นาน ขณะเดียวกันก็อยากจะแกล้งช่างตีเหล็กดูบ้าง จึงให้ช่างตีเหล็กตีทวนเหล็กให้เขาท่อนหนึ่งกับกระบองคู่หน้ากระเบื้องอีกหนึ่งคู่ หากทวนเหล็กตันๆ ตีออกมาจริงๆ อย่างน้อยก็ต้องหนักหลายสิบจิน ดูแล้วก็รู้ว่าเป็นของสำหรับฝึกฝน หรืออย่างมากก็เอาไว้ตั้งโชว์ ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกใช้เป็นอาวุธสังหารคน
ส่วนกระบองคู่นั้นก็ไม่ใช่ของมีคมอยู่แล้ว เมื่อตีออกมาแล้วน้ำหนักก็คงไม่เบา คาดว่าหลี่มู่คงทำได้แค่วางไว้ที่บ้านเป็นของประดับ คนปกติทั่วไปไม่มีทางที่จะควงได้อย่างแน่นอน เว้นแต่จะมีพละกำลังมหาศาลเท่านั้น
แม้ว่าช่างตีเหล็กจะไม่เต็มใจรับงานนี้ แต่หลี่มู่ก็ยืนกรานจะให้เขาตี เขาก็ปฏิเสธได้ยาก ส่วนกระบองคู่หน้ากระเบื้องนั้นเป็นของหายาก ในสังคมปัจจุบันมีคนเล่นอาวุธชนิดนี้น้อยมาก ตัวช่างตีเหล็กเองก็ไม่เคยทำงานนี้มาก่อน
แต่จะให้ยอมรับว่าทำไม่ได้ก็ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นคงจะน่าอายเกินไป
ดังนั้นเขาจึงบอกราคาสูงๆ กับหลี่มู่ เพื่อให้หลี่มู่รู้แล้วถอยไปเอง
ใครจะไปรู้ว่าหลี่มู่ช่วงนี้เพิ่งจะรวยไม่รู้เรื่อง มีเงินถุงเงินถัง กลับตอบตกลงราคาของช่างตีเหล็กโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย ทำให้ช่างตีเหล็กตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ทำได้เพียงกัดฟันเริ่มงาน
เริ่มจากการกำหนดสัดส่วนที่ดีที่สุดของด้ามจับและจุดศูนย์ถ่วงของอาวุธ การวัดความยาว และข้อกำหนดเรื่องลวดลายและรายละเอียดอื่นๆ สุดท้ายก็โทรไปสอบถามประสบการณ์การตีจากเพื่อนในวงการ ถึงได้เริ่มจุดไฟตีเหล็ก
คนห้าหกคนในโรงตีเหล็กวุ่นวายกันอยู่ทั้งวัน เกือบจะเหนื่อยเป็นหมา ถึงได้ตีออกมาเป็นกระบองเหล็กกล้าความยาวสี่ฉื่อหนึ่งคู่ ทวนเหล็กกล้าตันๆ หนึ่งท่อน พร้อมกับมีดบินอีกสามสิบกว่าเล่ม และกริชอีกหนึ่งเล่ม รวมแล้วเก็บเงินหลี่มู่ไปหกหมื่นหยวน
จริงๆ แล้วถ้าเป็นการตีดาบ หากไม่มีเวลาสิบวันครึ่งเดือนคงทำไม่สำเร็จ แต่ทวนเหล็กกล้าและกระบองเหล็กกล้าที่หลี่มู่ต้องการล้วนเป็นของที่ใหญ่โตเทอะทะ ขอเพียงมีวัสดุ อุณหภูมิถึง และมีแรงพอ ก็สามารถตีออกมาได้อย่างรวดเร็ว
ทว่าตอนที่ตีกระบองคู่หน้ากระเบื้องก็ยังต้องใช้ความพยายามไม่น้อย ส่วนใหญ่เป็นเพราะรูปทรงของมันแปลกประหลาด รูปทรงเว้าทำได้ไม่ง่าย เวลาส่วนใหญ่จึงหมดไปกับส่วนนี้
"ไม่เลว ไม่เลว!"
หลี่มู่หยิบทวนเหล็กกล้าขึ้นมาในมือ สะบัดเบาๆ ทวนเหล็กกล้าโลหะผสมยาวประมาณสามเมตรก็ถูกเขาสะบัดจนส่งเสียงดังหึ่งๆ ปลายทวนสั่นไหวเล็กน้อย
"เชี่ย!"
ช่างตีเหล็กมองอย่างตกตะลึง
"นี่มึงยังเป็นคนอยู่เหรอวะ ต้องใช้แรงขนาดไหนกันแน่"
ทวนเหล็กกล้าโลหะผสมที่หนาเท่าไข่เป็ดและยาวประมาณสามเมตรนี้ อย่างน้อยก็ต้องหนักเจ็ดสิบกว่าจิน ผู้ใหญ่ธรรมดาใช้มือเดียวอาจจะยังยกขึ้นมาได้ไม่สบายนัก แต่ตอนนี้อยู่ในมือของหลี่มู่ กลับแทบจะสะบัดจนเกิดลวดลายได้ นี่มันไม่ใช่สิ่งที่พละกำลังของมนุษย์จะทำได้แล้ว
"บอกตามตรงเลยนะพี่ชาย ช่วงนี้ผมเพิ่งจะเจอวาสนา ได้กินยาอายุวัฒนะในตำนานเข้าไป พละกำลังเลยเพิ่มขึ้นสองสามเท่า ถึงได้มาตีอาวุธสองสามชิ้นลองฝีมือดู"
หลี่มู่ควงทวนเหล็กกล้าไปสองสามที รู้สึกว่าค่อนข้างถนัดมือ ยิ้มแล้วพูดว่า
"ผมขอลองกระบองคู่หน่อย"
ก่อนหน้านี้เขาเคยเรียนวิชากระบองคู่กับอาจารย์ยุทธ์ท่านหนึ่งเพราะความสนุก แต่ตอนนั้นเป็นการฝึกเล่นๆ เท่านั้น กระบองคู่หนักเกินไป ใช้ได้แค่ฝึกกำลังข้อมือและความคล่องแคล่วของสองมือเท่านั้น
คนที่สามารถเล่นกระบองเหล็กหรือแส้เหล็กจนเกิดลวดลายได้ การฝึกดาบย่อมไม่ใช่ปัญหา แต่ตอนนี้พละกำลังเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน หลี่มู่ก็อยากจะใช้กระบองคู่เป็นอาวุธจริงๆ
เมื่อเทียบกับดาบแล้ว อาวุธประเภทแส้หรือกระบองมีพลังทำลายล้างที่สูงกว่ามาก ในการต่อสู้ซึ่งๆ หน้า อานุภาพของแส้และกระบองจะเหนือกว่าดาบ โดยเฉพาะในสนามรบ อาวุธยาวอย่างทวนและหอกคืออาวุธหลัก ดาบทั่วไปแทบไม่มีประโยชน์อะไร อาวุธทื่ออย่างแส้ กระบอง และค้อนต่างหากที่เป็นของที่ร้ายกาจอย่างแท้จริง
ในฐานะผู้สืบทอดวิชายุทธ์โบราณ หลี่มู่ย่อมรู้ว่าอะไรใช้ได้จริง อะไรเป็นแค่ท่าสวยๆ ดังนั้นเขาจึงให้ช่างตีเหล็กตีทวนเหล็กกล้าและกระบองเหล็กกล้า
หลี่มู่ปักทวนเหล็กกล้าลงบนพื้น ดันทวนกระแทกพื้นซีเมนต์อย่างแรง ทะลุลงไปในพื้นกว่าสิบเซนติเมตร ปักอยู่อย่างตั้งตรงหน้าโรงตีเหล็ก จากตำแหน่งดันทวนมีรอยแตกกระจายออกไปเหมือนใยแมงมุม
หลังจากปักทวนเหล็กกล้าเสร็จ หลี่มู่ก็หยิบกระบองเหล็กกล้าสองอันขึ้นมา ควงไปสองสามทีด้วยสองมือ พูดอย่างดีใจ
"ไม่เลว จุดศูนย์ถ่วงออกแบบได้ดีมาก"
ช่างตีเหล็กเห็นดังนั้นก็โกรธจัด
"คุณมาทำลายทางเดินหน้าบ้านผมทำไม จ่ายค่าเสียหายมาเลย!"
หลี่มู่ควงกระบองเหล็กกล้าสองอันในมือจนเกิดเสียงดังหวือๆ เสียงแหวกอากาศน่ากลัวอย่างยิ่ง หันหน้าไปมองช่างตีเหล็ก
"คุณว่าอะไรนะ"
ช่างตีเหล็กมองดูกระบองเหล็กกล้าที่ส่งเสียงหวีดหวิวในมือของหลี่มู่ น้ำเสียงก็อ่อนลงทันที
"ทำแบบนี้มันไม่ถูกนะ! พื้นหน้าประตูพังหมดแล้ว จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจของผม"
หลี่มู่หัวเราะฮ่าๆ ส่งกระบองคู่ให้ช่างตีเหล็ก
"ช่วยทำฝักกระบองให้ผมอันหนึ่งนะ เอาแบบแข็งแรงๆ หน่อย แล้วก็ทำถุงใส่ทวนให้ทวนใหญ่ด้วย"
เขาหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา โอนเงินให้ช่างตีเหล็กเก้าหมื่นหยวน
"เอาล่ะน่า ทำพื้นพังก็จ่ายค่าเสียหายให้ก็สิ้นเรื่อง เท่านี้พอไหม"
เมื่อเห็นหลี่มู่ให้เงินเพิ่มอีกสามหมื่นหยวน ช่างตีเหล็กก็ดีใจขึ้นมาทันที
"พอแล้ว พอแล้ว แบบนี้ เดี๋ยวผมแถมดาบยาวกับของเล็กๆ น้อยๆ ให้อีกสองสามอย่าง"
เขามอบดาบยาวที่ตีเสร็จแล้วเล่มหนึ่งให้หลี่มู่
"บอกไว้ก่อนนะ ถ้าคุณใช้ดาบเล่มนี้ทำร้ายคน ผมไม่ยอมรับนะว่าเป็นของที่ผมให้"
หลี่มู่ชักดาบยาวออกมา ก็เห็นว่าดาบเล่มนี้มีคม ลวดลายสวยงามอย่างยิ่ง ก็ดีใจอย่างมาก
"บ้าเอ๊ย เจ้านี่บอกว่าจะไม่ตีดาบมีคม ที่แท้ก็แค่หลอกกันนี่เอง"
ช่างตีเหล็กหัวเราะแหะๆ
"มีเงินอะไรก็ง่ายไปหมด"
หลี่มู่เห็นด้วยอย่างยิ่ง
"นั่นสินะ"
ช่างตีเหล็กแถมมีดบินกับมีดสั้นให้หลี่มู่อีกสองสามเล่ม ถึงได้เริ่มไล่แขก
"นี่ก็มืดแล้ว พวกเราก็วุ่นวายกันมาทั้งวันแล้ว ผมไม่รั้งคุณไว้แล้วนะ"
หลี่มู่หัวเราะเชิงด่า
"พอได้เงินแล้วก็ไม่รู้จักกันเลยเหรอ"
แต่ตอนนี้ฟ้าก็มืดแล้วจริงๆ เป็นเวลาหนึ่งทุ่มสองทุ่มแล้ว ช่างตีเหล็กสองสามคนก็วุ่นวายกันมาทั้งวันจริงๆ กำลังจะเหนื่อยเป็นหมาอยู่แล้ว หลี่มู่ก็ไม่กล้าอยู่รบกวนนานนัก
ทันใดนั้นเขาก็นำอาวุธทั้งหมดใส่รถ ขับรถกลับเข้าเมือง
หลังจากกลับถึงบ้าน เขาก็ขนอาวุธทั้งหมดเข้าไปในห้อง จากนั้นก็ลงไปชั้นล่างเพื่อรับพัสดุของตัวเอง
ก่อนหน้านี้เขาได้สั่งซื้อเสื้อกันแทงทางออนไลน์ไปสองสามชุด พัสดุของวันนี้ก็คือแบบต่างๆ ที่ผู้ผลิตส่งมาให้ เสื้อกันแทงเหล่านี้เป็นแบบน้ำหนักเบา สามารถสวมไว้ด้านในเสื้อผ้า ทำหน้าที่เป็นเสื้อชั้นใน สามารถป้องกันการโจมตีจากดาบทั่วไปได้
ทว่าหากเจอการโจมตีจากอาวุธทื่อ ก็จะทำอะไรไม่ได้เลย
ดังนั้นสำหรับผู้เชี่ยวชาญการต่อสู้จริงที่มีพละกำลังมหาศาล อาวุธทื่อจึงเป็นอาวุธที่มีพลังทำลายล้างสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นเกราะหรือหมวกอะไรก็ทนการทุบตีอย่างแรงของค้อนเหล็กหรือแส้เหล็กไม่ไหว
นอกจากนี้เขายังซื้อธนูมาอีกสองคัน
เดิมทีอยากจะซื้อหน้าไม้ แต่ปรากฏว่าหน้าไม้เป็นสินค้าควบคุม หาซื้อได้ยากมาก จึงทำได้เพียงเลือกสิ่งที่ดีรองลงมา ซื้อธนูมาสองคันกับลูกธนูอีกร้อยกว่าดอก
ของเหล่านี้เกือบจะเต็มห้องใต้ดินทั้งห้อง
หลังจากจัดของทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว หลี่มู่ก็หลับสนิท
วันรุ่งขึ้น เขาก็ขับรถออกไปซื้อของใช้ในชีวิตประจำวันจำนวนมากอีกครั้ง การใช้ชีวิตในราชวงศ์ต้าอินนั้นไม่สะดวกอย่างยิ่ง ไม่มีทั้งกระดาษชำระ สบู่ และของใช้อื่นๆ
แม้แต่ห้องพักก็เพราะไม่มีกระจก จึงต้องใช้กระดาษเปลือกหม่อนมาติดซี่กรงหน้าต่าง ทำให้แสงสว่างในห้องค่อนข้างสลัว แสงจากตะเกียงน้ำมันและเทียนในตอนกลางคืนก็ค่อนข้างริบหรี่
เมื่อเทียบกับสังคมปัจจุบัน ราชวงศ์ต้าอินขาดของอำนวยความสะดวกมากมาย เช่น ไม้ขีดไฟ, รองเท้ากีฬา, ยางรถยนต์, สปริง เป็นต้น ของเหล่านี้ล้วนไม่มีในราชวงศ์ต้าอิน
หลี่มู่เตรียมที่จะค่อยๆ นำของใช้ในชีวิตประจำวันบางอย่างไปยังราชวงศ์ต้าอิน เพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของตัวเองในราชวงศ์ต้าอิน มิฉะนั้นการอยู่ในสังคมแบบนั้นก็ค่อนข้างลำบากจริงๆ
หลังจากซื้อของใช้ในชีวิตประจำวันทั้งหมดแล้ว เขาก็นำของทั้งหมดมาบรรจุหีบห่อแล้วแบกขึ้นไปบนห้อง จากนั้นก็เตรียมอาวุธและธนูให้พร้อม หลี่มู่ก็สวมวิกผมและเปลี่ยนเป็นชุดโบราณอีกครั้ง
เพียงแค่คิด ร่างของเขาก็พร้อมกับของในห้องหายวับไปในทันที
(จบตอน)