เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 42 ดังระเบิดทั้วเจียงหนาน

บทที่ 42 ดังระเบิดทั้วเจียงหนาน

บทที่ 42 ดังระเบิดทั้วเจียงหนาน


คดีฆาตกรรมปิดปากสืบมาถึงขั้นนี้ก็ถือว่าคลี่คลายไปได้เปลาะหนึ่งแล้ว ต่อไปก็เป็นเรื่องของการต่อสู้แย่งชิงอำนาจของพวกชนชั้นสูง ซึ่งไม่เกี่ยวกับโจวหยวน

หลายวันต่อมานี้ ด้านหนึ่งเขาก็เร่งคัดลอก "สามก๊ก" ตอนต่อๆ ไป อีกด้านก็คอยติดตามสถานการณ์ยอดขายในตลาดอย่างใกล้ชิด

เรื่องที่น่ายินดีคือ "สามก๊ก" ขายดีกว่าที่คาดไว้มาก

ด้วยกระแส "หลินเจียงเซียน" ที่แพร่สะพัดออกไป ทำให้ "สามก๊ก" โด่งดังตั้งแต่ยังไม่วางแผง ยอดจองถล่มทลาย

เจ้าของเบื้องหลังโม่ยวิ่นไจถึงกับเดินทางมาอวิ๋นโจวด้วยตัวเอง เพื่อบัญชาการแผนการตลาดครั้งใหญ่ งัดทุกกลยุทธ์ ทุกจุดขายออกมาใช้

ดังนั้นในวันเปิดขายวันแรก จึงเกิดปรากฏการณ์ผู้คนแห่มาซื้อจนถนนว่างเปล่า ล็อตแรกขายหมดเกลี้ยงในพริบตา โรงพิมพ์ต้องเดินเครื่องทั้งวันทั้งคืน แต่ก็ยังผลิตไม่ทันความต้องการ

และด้วยคุณภาพของ "สามก๊ก" เอง ที่ความเข้มข้นยิ่งทวีคูณในตอนหลังๆ บัณฑิตทุกคนที่ได้อ่านต่างตกตะลึงกับภาพประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ ตัวละครที่มีชีวิตชีวา ความห้าวหาญ เร่าร้อน เล่ห์เหลี่ยม กลยุทธ์ ทุกอย่างชวนให้วางไม่ลง

กระแสปากต่อปาก บวกกับกระแสเดิม ทำให้ความนิยมพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดพีค

วงการนักอ่านทั่วอวิ๋นโจวแทบคลั่ง ชมรมกวี ชมรมวรรณกรรม กลุ่มติวสอบ ต่างจัดการชุมนุมแทบทุกวัน เพื่อถกเถียงเนื้อหาใน "สามก๊ก"

อิทธิพลนี้แพร่กระจายออกจากอวิ๋นโจวภายในเวลาเพียงสองสามวัน

ห้าหกวันต่อมา หลายสิบเมืองทั่วเจียงหนาน ต่างก็เกิดปรากฏการณ์ "สามก๊ก" ฟีเวอร์

ไม่เพียงแต่ในแวดวงนักอ่าน ตามตลาด ร้านเหล้า โรงน้ำชา หรือแม้แต่ตรอกซอกซอย ก็ยังมีคนพูดถึงหนังสือเล่มนี้

พวกเขาหลงใหลในประวัติศาสตร์ หลงใหลในตัวละคร และหลงใหลในเนื้อเรื่อง ตำนานและมหากาพย์ที่ยิ่งใหญ่แบบนี้ ไม่มีใครปฏิเสธได้ลง

ตั้งแต่ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ไปจนถึงพ่อค้าแม่ขาย ต่างเฝ้าติดตามยอดขายล่าสุดอย่างใจจดใจจ่อ

ภายในเวลาหกเจ็ดวัน โม่ยวิ่นไจสาขาต่างๆ ทั่วเจียงหนาน ขาย "สามก๊ก" ไปได้เกือบสี่หมื่นชุด ทุบสถิติประวัติศาสตร์

"ท่านหยวนอี้ ท่านรวยเละแล้ว!"

เถ้าแก่ร้านยิ้มแก้มปริ รอยเหี่ยวย่นบนหน้ายับย่นเหมือนดอกเบญจมาศเน่า

เขาพูดอย่างตื่นเต้น "เจ็ดวัน ขายได้สี่หมื่นชุด เราต้องร่วมมือกับโรงพิมพ์อีกหลายสิบแห่ง เร่งผลิตทั้งวันทั้งคืน ก็ยังไม่พอขาย"

"สินค้าขาดตลาดอย่างหนัก เราขายสิบสองตำลึง ตลาดมืดปั่นราคาไปถึงสามสิบตำลึงแล้ว!"

"บัณฑิตและตระกูลใหญ่ๆ ต่างซื้อไปมอบเป็นของขวัญให้กัน นี่เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน!"

โจวหยวนพยายามข่มความตื่นเต้น รีบดีดลูกคิดในใจ สี่หมื่นชุด!

กำไรเฉลี่ยต่อชุดน่าจะประมาณห้าตำลึง รวมเป็นกำไรสุทธิสองแสนตำลึง ข้าจะได้ส่วนแบ่งเกือบแปดหมื่นตำลึง!

ซื้อหอไป๋เยียนได้ทั้งหอเลยนะนั่น!

เขาตีหน้าขรึม พูดเรียบๆ "ท่านเรียกข้ามาเพื่อจะบอกแค่นี้เหรอ?"

เถ้าแก่ร้านตอนนี้ทำตัวนอบน้อมสุดๆ รีบผายมือ "เชิญขึ้นข้างบนเลยขอรับ คุณหนูของข้ารอท่านอยู่"

หืม? แม่นางคนนั้นยังไม่กลับไปอีกเหรอ? ตามหลักนางน่าจะกลับไปคุมงานที่สำนักงานใหญ่ในเมืองหลินอัน ซึ่งเป็นศูนย์กลางตลาด

โจวหยวนขึ้นไปชั้นบน คราวนี้ฉากกั้นหายไปแล้ว หญิงสาวในชุดกระโปรงยาวสีแอปริคอตนั่งอยู่บนเก้าอี้ ถือพัดกลมบางเบา พยักหน้าทักทายโจวหยวน

นางหน้าตาดู "ฉลาดเฉลียว"

ใบหน้ารูปไข่ คางมน จมูกโด่ง ฟันขาว คิ้วโก่งเรียว ดวงตากระจ่างใสแต่แฝงประกายเจ้าเล่ห์

ผู้หญิงคนนี้ยังเด็ก น่าจะอายุประมาณยี่สิบ

ความประทับใจแรกคือสวย สวยและอันตราย

โจวหยวนนั่งลง มองถ้วยชาที่รินไว้แล้ว ยิ้มถาม "รอนานไหม?"

หญิงสาวตอบเรียบๆ "สำหรับคนสำคัญอย่างท่านหยวนอี้ ต่อให้รอทั้งวันจะเป็นไรไป? บัณฑิตเมืองหลินอันประกาศแล้วว่า ถ้าได้พบท่านสักครั้ง ยินดีจ่ายหนึ่งพันตำลึง"

โจวหยวนชะงัก รีบพูด "ท่านกลับหลินอันเมื่อไหร่ หนีบข้าไปด้วยนะ ข้าจะไปนั่งดริ๊งก์หาเงิน"

คำพูดนี้เหนือความคาดหมาย หญิงสาวหลุดขำออกมา ตาหยีเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว

ถูกคอชะมัด

คำพูดของผู้ชายตรงหน้า ถูกจริตคนทำธุรกิจอย่างนางที่สุด!

ไม่ถือตัว ไม่พูดเรื่องอุดมการณ์ คุยแต่เรื่องเงิน

"ฉวี่หลิง"

หญิงสาวแนะนำตัว "ทายาทรุ่นที่เจ็ดตระกูลฉวี่แห่งจินหลิง และเป็นเจ้าของใหญ่ของโม่ยวิ่นไจ ท่านหยวนอี้มีนามว่ากระไร?"

ตระกูลฉวี่แห่งจินหลิง? โทษที ข้าความรู้น้อย ไม่เคยได้ยิน

โจวหยวนโบกมือ "รู้อยู่แล้วยังจะถามทำไม ข้าแค่อยากรู้ว่าจะได้ส่วนแบ่งเท่าไหร่? ได้เมื่อไหร่?"

ฉวี่หลิงเอียงคอ "คุณชายโจวเป็นคนฉลาด เป็นเขยแต่งเข้าบ้านคงอึดอัดแย่"

โจวหยวนตอบ "ถ้าเจ้าจะแต่งงานกับข้า ข้าหย่าให้ได้นะ"

ฉวี่หลิงอึ้งไปอีกรอบ

บัณฑิตที่ไหนเขาพูดจาแบบนี้กัน!

ต่อให้เป็นพวกเสเพลขี้เมาในหอนางโลม ก็ยังไม่กล้าล้อเล่นตรงไปตรงมาขนาดนี้!

แต่ฉวี่หลิงกลับไม่รู้สึกรังเกียจ กลับชอบบทสนทนาแบบนี้ด้วยซ้ำ

นางก็เป็นคนฉลาด เกลียดที่สุดคือพวกพูดจาอ้อมค้อมยืดยาด

นางชอบความตรงไปตรงมา ชอบการสนทนาที่มีประสิทธิภาพ นี่คือนิสัยของคนทำธุรกิจ

"ฝันไปเถอะ"

ความสัมพันธ์ดูจะใกล้ชิดขึ้นอย่างประหลาด ฉวี่หลิงกลอกตาใส่ "แค่เขียนหนังสือเล่มเดียวคิดจะแต่งงานกับลูกสาวตระกูลฉวี่ ฝันกลางวันชัดๆ แต่ถ้าจะคุยเรื่องเงิน ก็พอคุยกันได้"

พูดถึงตรงนี้ ฉวี่หลิงยิ้ม "จากยอดรวมที่รายงานเข้ามาเมื่อสองชั่วยามก่อน เราขายได้ประมาณสี่หมื่นสองพันแปดร้อยชุด ราคาขายแต่ละที่ต่างกันนิดหน่อย ยอดขายรวมประมาณหกแสนสามหมื่นห้าพันตำลึง"

โจวหยวนตกใจ เชี่ย ขายชุดละสิบสองตำลึงก็น่าจะได้แค่ห้าแสนตำลึงสิ ทำไมยอดพุ่งขนาดนี้

ฉวี่หลิงเหมือนจะอ่านใจออก พูดเบาๆ "เราเป็นคนทำมาหากิน ของขายดีขนาดนี้ จะไม่ขึ้นราคาได้ยังไง"

โจวหยวนขมวดคิ้ว "ด้วยสติปัญญาของเจ้า ไม่น่าจะขึ้นราคานะ นี่เป็นโอกาสดีที่สุดในการสร้างชื่อเสียง ควรมองการณ์ไกล"

ฉวี่หลิงตอบ "แน่นอน โม่ยวิ่นไจขายสิบสองตำลึงตลอด แต่ที่เราปล่อยขายให้ตลาดมืด คือชุดละยี่สิบตำลึงต่างหาก"

โหย นี่มันร่วมมือกับผีเน่ากับโลงผุชัดๆ ฟีลเหมือนพวกเก็งกำไรบัตรคอนเสิร์ตในชาติก่อนเปี๊ยบ

โจวหยวนคิดครู่หนึ่ง "กำไรถึงสามแสนตำลึงไหม?"

ตามหลักแล้ว ต้นทุนต่อชุดน่าจะประมาณเจ็ดตำลึง คำนวณดูแล้วน่าจะได้กำไรราวๆ สามแสน

"คิดอะไรอยู่!"

ฉวี่หลิงหัวเราะคิกคัก "คนทำธุรกิจนะ ใครจะมานั่งเป็นพ่อพระแม่พระ พอตลาดต้องการของมากๆ เราต้องไปจ้างโรงพิมพ์อื่นช่วยพิมพ์ทั้งวันทั้งคืน ต้นทุนไม่มีทางเป็นเจ็ดตำลึงหรอก"

"โรงพิมพ์พวกนั้นโก่งราคากันหน้าด้านๆ แทบจะสูบเลือดสูบเนื้อเราจนหมดตัว"

"จากสถิติล่าสุด กำไรสุทธิอยู่ที่สองแสนสามหมื่นตำลึง หักภาษีการค้า ภาษีแลกเปลี่ยน ภาษีร้านค้า และค่าเบี้ยบ้ายรายทางให้พวกขุนนาง เราจะได้เงินเข้ากระเป๋าจริงๆ ประมาณหนึ่งแสนแปดหมื่นห้าพันตำลึง"

นี่แหละน้า เทคโนโลยีล้าหลัง ต้นทุนเลยลดไม่ได้! เซ็งเป็ด!

โจวหยวนถอนหายใจ "ตัวเลขนี้ก็ถือว่าหรูแล้ว"

ฉวี่หลิงกล่าว "ยิ่งกว่าหรูอีก เงินก้อนนี้มากกว่ากำไรรวมของหนังสือทุกเล่มตั้งแต่เปิดโม่ยวิ่นไจมาซะอีก ทำให้โม่ยวิ่นไจกลายเป็นเจ้าตลาดอันดับหนึ่งในเจียงหนานอย่างแท้จริง"

"ชื่อ 'นักพรตหยวนอี้' และหนังสือ 'สามก๊ก' จะยังคงทรงอิทธิพลต่อไปอีกหลายปี ผลประโยชน์ที่โม่ยวิ่นไจได้รับจากดีลครั้งนี้ ประเมินค่าไม่ได้เลย"

พูดถึงตรงนี้ นางมองโจวหยวน ยิ้มกล่าว "รู้ไหม? เจ้าเมืองจินหลิงมาเยี่ยมท่านปู่ของข้าเมื่อวันก่อน อยากได้ต้นฉบับ 'สามก๊ก' มาก ท่าทางกระตือรือร้นสุดๆ"

โจวหยวนถาม "สรุปเงินข้าจะได้เมื่อไหร่?"

นี่คือสิ่งที่เขาห่วงที่สุด

ฉวี่หลิงทำหน้าจริงจัง "ข้าปัดเศษให้เป็นแปดหมื่นตำลึง ตั๋วเงินต้าทงเป่าเชาเป็นไง?"

"ตั๋วเงิน? ได้!"

โจวหยวนตกลงทันที ระบบตั๋วเงินของราชวงศ์ต้าจิ้นพัฒนาไปมาก แม้จะยังไม่ถึงขั้นใช้ได้ทั่วหล้า แต่ก็มีสาขาและจุดแลกเปลี่ยนอยู่ทุกมณฑล เชื่อถือได้

ธุระเสร็จสิ้น ฉวี่หลิงถึงได้พูดความต้องการที่สำคัญกว่า "คุณชายโจว จะไปเมืองหลินอันเมื่อไหร่? หลายคนอยากเจอคนเขียน 'สามก๊ก' พูดตรงๆ นะ ข้าเริ่มรับหน้าไม่ไหวแล้ว"

เรื่องนี้ไม่แปลก ขุนนางและบัณฑิตผู้ยิ่งใหญ่ผลัดกันมาตอแย ฉวี่หลิงคงปฏิเสธไม่ได้ตลอดไป เพราะสังคมนี้อยู่ด้วยเส้นสาย

โจวหยวนคิดครู่หนึ่ง "หกวัน ขอเวลาอีกหกวัน"

ฉวี่หลิงดีใจมาก รีบลุกขึ้นยิ้ม "เยี่ยมไปเลย ข้าจะรอฟังข่าวดี"

จบบทที่ บทที่ 42 ดังระเบิดทั้วเจียงหนาน

คัดลอกลิงก์แล้ว