- หน้าแรก
- จากเขยแต่งเข้า สู่ยอดคนโปรดของจักรพรรดินี
- บทที่ 34 เงินก้อนแรก
บทที่ 34 เงินก้อนแรก
บทที่ 34 เงินก้อนแรก
"น้ำแยงซีรี่ไหลบูรพา คลื่นซัดกวาดพาทรชนจนสิ้น ความสำเร็จความล้มเหลวพลิกผันว่างเปล่า ขุนเขาเขียวยังคงอยู่ ตะวันรอนแดงฉาน"
"คนตัดฟืนจับปลาผมขาว บนเกาะกลางน้ำ คุ้นเคยกับลมฤดูใบไม้ผลิและพระจันทร์ฤดูใบไม้ร่วง เหล้าขุ่นหนึ่งกา ยินดีที่ได้พบกัน เรื่องราวมากมายทั้งในอดีตและปัจจุบัน ล้วนเป็นเพียงเรื่องเล่าเคล้าเสียงหัวเราะ"
เถ้าแก่ร้านมือสั่นเทา อ่าน "หลินเจียงเซียน" บทนี้ด้วยความตื่นเต้น ริ้วรอยบนหน้ายับย่น
เขากลืนน้ำลาย พูดด้วยความตื่นเต้น "แค่กลอนบทนี้บทเดียว ก็เพียงพอที่จะเป็นตำนานเล่าขานสืบไป ช่างน่าตกตะลึง"
"นี่เป็นแค่บทนำของนิยายเหรอเนี่ย ยอดเยี่ยมจริงๆ!"
เขาหันไปถามโจวหยวน "คุณชายมีนามว่าอะไร? เอาต้นฉบับมาหรือเปล่า?"
โจวหยวนตอบ "อาตมาคือ 'หยวนอี้เจินเหริน' นักพรตจากอารามไป่หยุน ต้นฉบับย่อมต้องเอามาสิ ไม่งั้นจะมาคุยธุรกิจได้ยังไง"
ปึกกระดาษถูกยื่นไป เถ้าแก่ร้านรับไว้อย่างระมัดระวัง แล้วเริ่มอ่านอย่างตั้งใจ
"กล่าวถึงสถานการณ์ใต้หล้า รวมกันนานย่อมแยก แยกกันนานย่อมรวม"
"ปลายราชวงศ์โจว เจ็ดแคว้นทำศึก รวมเป็นหนึ่งที่ฉิน..."
แค่เริ่มต้นก็ฉายภาพประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่และผันผวนออกมา เถ้าแก่ร้านจมดิ่งลงไปในเนื้อเรื่องทันที ยิ่งอ่านยิ่งวางไม่ลง ดื่มด่ำกับเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ประหนึ่งภาพประวัติศาสตร์ที่สมบูรณ์แบบปรากฏอยู่ตรงหน้า
เขาอ่านอย่างหิวกระหาย พลิกหน้าต่อไปเรื่อยๆ แต่พอถึงจุดสำคัญ เนื้อเรื่องกลับหมดลงดื้อๆ
เขาเงยหน้าขึ้นทันที ตาโต "ตอนต่อไปล่ะ! รีบเอามาให้ข้าอ่านเร็ว!"
โจวหยวนยิ้ม "จะมาทวงนิยายอะไรกัน อย่าลืมสิว่าข้ามาคุยธุรกิจ เถ้าแก่ ว่าราคามาเลย!"
เถ้าแก่ร้านเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดว่า "ไม่เคยมีใครเขียนแบบนี้มาก่อน คนชอบอ่านชีวประวัติ นิยายกำลังภายใน ไม่เคยมีใครเอาประวัติศาสตร์มาเขียนเป็นนิยายแบบนี้"
"หนังสือเล่มนี้ของท่าน ดีก็จริง แต่แนวนี้ไม่เคยมีคนเขียน และไม่เคยมีคนอ่านมาก่อน"
"โม่ยวิ่นไจของเราเห็นแก่คนมีความสามารถ ยินดีซื้อขาดหนังสือเล่มนี้ในราคาห้าสิบตำลึง"
โจวหยวนลุกขึ้น "งั้นข้าไปลองคุยกับ 'ทิงอวี่เซวียน' (ศาลาฟังฝน) ข้างๆ ดูดีกว่า"
ตาแก่นี่คิดจะหลอกข้าเหรอ บอกว่าไม่มีคนอ่าน ตอนข้าเล่นมุกนี้ พ่อเจ้ายังไม่เกิดเลยมั้ง
"ช้าก่อน!"
เถ้าแก่ร้านโบกมือ รินชาเพิ่มให้ ยิ้มบางๆ "ท่านหยวนอี้เป็นผู้ทรงศีล อาจจะไม่รู้ราคาตลาด ห้าสิบตำลึงถือว่าสูงมากแล้วในวงการนี้"
"เพราะเราตาถึงต่างหาก ถึงให้ราคานี้!"
โจวหยวนทำการบ้านมาดี ห้าสิบตำลึงสำหรับโรงพิมพ์เล็กๆ ถือว่าสูงมาก
แต่สำหรับโรงพิมพ์ใหญ่อย่างโม่ยวิ่นไจ ราคานี้ยังไม่ถึงค่าเฉลี่ยด้วยซ้ำ ราคาซื้อขายทั่วไปอยู่ที่ร้อยตำลึง
ร้อยตำลึงมีค่าแค่ไหน? พอให้ครอบครัวชาวเมืองอวิ๋นโจวทั่วไปอยู่กินสุขสบายได้ทั้งปี
แต่สำหรับโจวหยวน เงินแค่นี้ไม่พอยาไส้
โจวหยวนพูดช้าๆ "เถ้าแก่ คุยธุรกิจต้องจริงใจ ข้าไม่ใช่นักพรตโง่ๆ ที่อยู่แต่บนเขานะ บัณฑิตในเมืองข้าก็รู้จักเยอะแยะ"
เถ้าแก่พยักหน้า "ครับๆ หนังสือเล่มนี้ยอดเยี่ยมจริงๆ บวกกับบทกวีนำเรื่อง ย่อมมีค่าถึงร้อยตำลึง เพื่อแสดงความจริงใจของโม่ยวิ่นไจ เรายินดีให้ร้อยยี่สิบตำลึง"
โจวหยวนไม่มีอารมณ์จะต่อรองแล้ว พูดตรงๆ "หนึ่งพันตำลึง บวกส่วนแบ่งอีกสี่ส่วน (40%)"
คำพูดนี้ทำเอาเถ้าแก่ร้านแทบหัวใจวาย เขาเสียงสั่น "ท่าน... ท่านหยวนอี้ ล้อเล่นใช่ไหม? หนึ่งพันตำลึง ท่านรู้ไหมว่าเราต้องขายกี่เล่มถึงจะคุ้มทุน!"
ด้วยต้นทุนกระดาษและการพิมพ์ในยุคนี้ หนังสือหนาสามสิบหน้า ต้นทุนปาเข้าไปเจ็ดตำลึง
ตัวเลขนี้ถือว่าสูงมาก หมายความว่าราคาขายต้องเกินสิบตำลึง คนจนไม่มีปัญญาซื้อแน่นอน
ดังนั้นเฉพาะคนมีเงินถึงจะซื้อหนังสือได้ คนจนแค่อ่านหนังสือออกยังยาก ได้แต่ไปฟังนักเล่านิทานเอา
หนึ่งพันตำลึง ต้องขายให้ได้หนึ่งร้อยเล่ม
ความจริงแล้ว หนึ่งร้อยเล่มก็คือยอดขายโดยประมาณของหนังสือทั่วไปในยุคนี้ เว้นแต่จะเป็นหนังสือยอดฮิตจริงๆ ถึงจะขายได้เกิน
กำไรทั้งหมดที่โม่ยวิ่นไจได้จากการขายหนังสือหนึ่งเรื่อง ก็แค่ไม่กี่ร้อยตำลึงเท่านั้น
โจวหยวนยิ้ม "เถ้าแก่ ท่านไม่มั่นใจในหนังสือข้า หรือไม่มั่นใจในโม่ยวิ่นไจกันแน่?"
"หนึ่งพันตำลึงไม่ใช่เป้าหมายของข้า ข้าแค่อยากเห็นความจริงใจของโม่ยวิ่นไจ ส่วนแบ่งสี่สิบเปอร์เซ็นต์นั่นต่างหากคือสิ่งที่ข้าต้องการจริงๆ"
เถ้าแก่ร้านพูดเสียงเย็น "ท่านหยวนอี้คิดว่าทำธุรกิจมันง่ายขนาดนั้นเชียวหรือ? หึ! หนึ่งพันตำลึง! เราซื้อขาดหนังสือได้ตั้งสิบเล่ม อย่ามาพูดเรื่องส่วนแบ่งเลย"
โจวหยวนเสนอ "เอาอย่างนี้ เถ้าแก่ ท่านลองปล่อยข่าวเรื่อง 'หลินเจียงเซียน' ออกไป บอกว่าเป็นบทนำของนิยายเรื่องใหม่ เปิดรับจองล่วงหน้า"
"ข้ากล้ารับประกัน ไม่เกินสามวัน ท่านจะได้รับยอดจองไม่ต่ำกว่าห้าร้อยเล่ม"
"ห้าร้อยเล่ม ก็พอให้พวกท่านฟันกำไรหลายพันตำลึงแล้ว"
เถ้าแก่แค่นเสียง "ห้าร้อยเล่ม? ท่านรู้ไหมว่าทั้งเมืองอวิ๋นโจวมีบ้านที่ซื้อหนังสือได้แค่ไม่กี่พันครัวเรือน?"
"คนไม่กี่พันครัวเรือน จะมีคนซื้อหนังสือท่านถึงห้าร้อย? ท่านนึกว่าท่านเขียนคัมภีร์วิเศษหรือไง!"
โจวหยวนเก็บต้นฉบับ ยิ้มบางๆ "อีกสามวัน ข้าจะมาใหม่ แต่ถึงตอนนั้น ข้าจะเรียกสามพันตำลึง"
เขาลุกขึ้น เดินออกจากโม่ยวิ่นไจไป
พูดตามตรง โจวหยวนมั่นใจ นิยายดีๆ ในยุคนี้หายากยิ่งกว่าทอง
"สามก๊ก" ขายได้เป็นหมื่นเล่มสบายๆ แม้ราคาจะลดลงเมื่อยอดขายเพิ่มขึ้น แต่โม่ยวิ่นไจก็น่าจะฟันกำไรจากเล่มนี้ได้หลายหมื่นตำลึง
ซึ่งหมายถึงกำไรมหาศาลที่ต้องหามาหลายปี
ส่วนตัวเขาเอง ก็ถือว่าจะได้เงินก้อนแรกมาครอง
สามวันสินะ ต้องอดทนหน่อย ระหว่างนี้ไปจัดการเรื่องอื่นก่อนดีกว่า
กลับถึงบ้าน โจวหยวนสั่งทันที "จื่อหยวน ไปเรียกหมิงรุ่ยที่ครัวมาหาข้า บอกมันว่าต่อไปให้มาติดตามข้า ไม่ต้องอยู่ครัวแล้ว"
จื่อหยวนดูอารมณ์ไม่ค่อยดี ตอบรับแค่ "อ้อ" แล้วก็เดินไปเรียก
โจวหยวนไม่รอช้า หยิบกระดาษพู่กันมาวาดภาพอย่างละเอียด
หมิงรุ่ยอายุแค่สิบหก เป็นลูกมือในครัวตระกูลจ้าวมาตลอด ได้ยินว่าฝีมือใช้มีดดี และมีความรู้เรื่องอาหารพอตัว งานนี้ให้มันไปทำเหมาะที่สุด
"เขยท่าน!"
หมิงรุ่ยดูเกรงใจนิดหน่อย พอเห็นโจวหยวนก็รีบก้มหัวคำนับ
โจวหยวนหรี่ตาถาม "หมิงรุ่ย สิบหกแล้ว ที่บ้านยังไม่หาเมียให้เหรอ?"
หมิงรุ่ยเกาหัว "เขยท่าน บ้านข้ายากจน ไม่มีปัญญาขอเมียหรอกขอรับ"
โจวหยวนกล่าว "ต่อไปติดตามข้า รับรองมีเงินขอเมียแน่ ตอนนี้ไปทำงานให้ข้าอย่างหนึ่ง"
หมิงรุ่ยรีบคุกเข่าโขกศีรษะ "เขยท่านสั่งมาได้เลย หมิงรุ่ยยินดีบุกน้ำลุยไฟ!"
โอกาสในชีวิตมีไม่มาก หมิงรุ่ยไม่ใช่คนโง่ รู้ว่าโอกาสมาถึงแล้ว
โจวหยวนยื่นภาพวาดให้ พูดว่า "นี่คือเห็ดหอมป่าชนิดหนึ่งในเขาอู่อี๋ (บู๊อี่) หรือเรียกว่า 'เซียงซุ่น' (เห็ดหอม) ข้าต้องการให้เจ้ารีบออกเดินทางไปเขาอู่อี๋ ไปหาซื้อของสิ่งนี้มา ห้าสิบชั่ง (25 กิโลกรัม)"
"ชาวบ้านแถวนั้นเห็นภาพวาดนี้ก็น่าจะรู้ว่าเป็นอะไร"
หมิงรุ่ยงง "ขะ... เขาอู่อี๋? นี่..."
โจวหยวนพูดเรียบๆ "จากอวิ๋นโจวไปเขาอู่อี๋ ประมาณเจ็ดร้อยลี้ (350 กม.) ไปกลับพันสี่ร้อยลี้ ข้าให้เวลาเจ้าสิบวัน"
"ถ้าเจ้าขนของกลับมาได้ ต่อไปข้าจะเลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดี"
หมิงรุ่ยกัดฟัน "เขยท่านวางใจได้ หมิงรุ่ยจะเอาชีวิตเข้าแลก ขนเห็ดหอมกลับมาให้ได้!"
โจวหยวนพยักหน้า ยิ้ม "ไปเก็บของเถอะ เดี๋ยวข้าไปเตรียมเงินให้"
ด้วยความจำเป็น โจวหยวนต้องไปหาจ้าวเจียนเจียเพื่อขอเงินอีกครั้ง
แน่นอนว่าต้องโดนบ่นหูชา แต่ช่างเถอะ งานสำเร็จเมื่อไหร่ นางคงต้องวิ่งมาขอโทษเองแหละ