- หน้าแรก
- จากเขยแต่งเข้า สู่ยอดคนโปรดของจักรพรรดินี
- บทที่ 25 เมี่ยวซ่านจื่อ
บทที่ 25 เมี่ยวซ่านจื่อ
บทที่ 25 เมี่ยวซ่านจื่อ
ในเรือนหลังน้อยที่หอมกรุ่น ดอกท้อบานสะพรั่ง
หน้าห้องที่ว่างเปล่าเงียบเหงา สาวใช้ถักเปียกำลังนั่งสัปหงกอยู่บนม้านั่งตัวเล็ก
จ้าวเจียนเจียมมองไปรอบๆ ในใจเกิดความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย
นางชินกับการที่มีคนอยู่ที่นี่ ทุกเช้าส่งเสียงดังทำท่าทางประหลาดๆ
ที่มุมหนึ่งของเรือนน้อย อุปกรณ์หน้าตาแปลกประหลาดยังคงวางอยู่ตรงนั้น โจวหยวนเคยยกมันขึ้นมา บอกว่าเป็นการฝึกพลัง
ใครจะไปเข้าใจเรื่องพวกนี้...
จ้าวเจียนเจียไม่เข้าใจหรอก แค่รู้สึกว่าเรือนนี้จู่ๆ ก็ขาดสีสันไป
"จื่อหยวน"
จ้าวเจียนเจียมมองสาวใช้ที่สะดุ้งตื่น ขมวดคิ้ว "นี่เพิ่งสายๆ เองนะ ทำไมถึงง่วงซะแล้ว ไม่มีอะไรทำเหรอ?"
จื่อหยวนตอบอย่างจนใจ "คุณหนู ไม่มีอะไรทำจริงๆ เจ้าค่ะ ให้ข้ากลับไปรับใช้คุณหนูดีกว่าไหม?"
"นายท่านไม่อยู่ ข้าไม่รู้จะทำอะไรดี"
จ้าวเจียนเจียเกิดความคิดบางอย่าง จู่ๆ ก็พูดขึ้นว่า "จื่อหยวน งั้นเจ้าขึ้นเขาไป่หยุนสักเที่ยวไหม? นายท่านของเจ้ากำลังฝึกตนอยู่ที่นั่น บนเขาลำบากยากแค้น คงต้องการคนดูแล"
จื่อหยวนอึ้งไปครู่ใหญ่ พึมพำว่า "ก็ไปได้แหละเจ้าค่ะ แต่คุณหนู อารามไป่หยุนจะอนุญาตให้ข้าอยู่ที่นั่นเหรอ?"
นั่นสินะ อารามไป่หยุนไม่อนุญาตให้คนนอกพักอาศัย นักพรตซู่โยวจื่อเป็นยอดคน คนธรรมดาหาตัวจับยาก
จ้าวเจียนเจียกำหมัดแน่น กัดฟันพูด "งั้นเจ้าก็อยู่ที่เรือนนี้แหละ คอยปัดกวาดเช็ดถูให้สะอาดอยู่เสมอ อย่าไปยุ่งกับของของนายท่านเจ้าล่ะ"
"อ้อ..."
จื่อหยวนทำปากยื่นอย่างจำใจ แต่ก็พยักหน้า "บ่าวทราบแล้วเจ้าค่ะ คุณหนู นายท่านจะกลับมาเมื่อไหร่คะ?"
จะกลับมาเมื่อไหร่? ข้าจะไปรู้ได้ไง
ทางที่ดีไม่ต้องกลับมาเลย ข้าจะได้ไม่ต้องคอยดูแลเขา
จ้าวเจียนเจียคิดแบบนั้น แต่ในใจกลับยิ่งว่างเปล่า ได้แต่พูดเสียงเบา "อีกไม่กี่วันก็คงกลับ ถ้าที่นี่รก ระวังจะโดนเขาลงโทษเอานะ"
จื่อหยวนรีบโบกมือ "ไม่หรอกเจ้าค่ะ ข้าจะทำความสะอาดให้เอี่ยมเลย ว่าจะปลูกดอกไม้เพิ่มด้วย"
จ้าวเจียนเจียพยักหน้า อยากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ก็ไม่รู้จะพูดอะไร
ใจมันโหวงๆ อยากหาอะไรทำ แต่ก็นึกไม่ออก
ทันใดนั้น ดวงตาของนางก็เป็นประกาย ไปเยี่ยมแม่นางไป่ฮวาดีกว่า!
ใช่แล้ว ความสำเร็จของงานชุมนุมกวีต้องขอบคุณเงินสนับสนุนจากนาง และบทกวี "หม่านถิงฟาง" ของนางก็โด่งดังไปทั่วอวิ๋นโจว ในฐานะหญิงงามเมือง ข้าไปเยี่ยมนางก็ไม่เสียหายอะไร
"จื่อหยวน! ไปเก็บของ! ไปกับข้า!"
จ้าวเจียนเจียเกิดความสนใจขึ้นมาทันที รีบเร่ง "เตรียมของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ไปด้วย เราจะไปหอไป่ฮวากัน"
"คะ?"
จื่อหยวนพึมพำ "คุณหนู นั่นมันหอนางโลมนะเจ้าคะ!"
จ้าวเจียนเจียเบ้ปาก "ข้าไม่สนหรอกว่าหออะไร!"
……
โจวหยวนมีความสุขกับชีวิตตอนนี้มาก เช้าตรู่ก่อนฟ้าสางไปฟังธรรม แล้วนั่งสมาธิฝึกจิตตามคำสอนของอาจารย์ จนกระทั่งแสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่อง
เสร็จภารกิจฝึกตน ก็วิ่งขึ้นลงบันไดเขาจนหมดแรง แล้วกลับมาที่อาราม กินอย่างบ้าคลั่ง
จากนั้นก็เป็นการฝึกกล้ามเนื้อ จริงๆ ก็คือช่วยอารามยกของนั่นแหละ บริหารกล้ามเนื้อเฉพาะส่วน โดยเฉพาะอก ไหล่ แขน และขา ส่วนสำคัญพวกนี้ต้องแข็งแรง
เสร็จสิ้นกระบวนการ ก็ปาเข้าไปเที่ยงวัน
เวลานี้ เขาจะแวะไปที่เรือนของศิษย์พี่ใหญ่ นั่งคุยกับนาง
ช่วงบ่ายนั่งสมาธิฝึกจิตต่อ ฟังอาจารย์เทศนา และเริ่มฝึกเพลงมวย
ต้องยุ่งวุ่นวายแบบนี้ไปจนดึกดื่น ถึงจะได้กลับห้องพัก
เหนื่อยไหม? เหนื่อยแทบขาดใจ! สามวันแรกโจวหยวนแทบจะสิ้นชีพ!
ยังดีที่อาจารย์ใจป้ำ จัดยาบำรุงชุดใหญ่ให้ทุกวัน แถมยังมีสมุนไพรแช่ตัวคลายกล้ามเนื้ออีก
สรุปว่าผ่านไปเจ็ดแปดวัน โจวหยวนรู้สึกได้จริงๆ ว่าร่างกายแข็งแกร่งขึ้นมาก
การไปนั่งคุยที่เรือนศิษย์พี่ใหญ่ทุกวัน กลายเป็นช่วงเวลาที่ผ่อนคลายที่สุดของวัน
"วันนี้มาเร็วกว่าเมื่อวานนะ"
ศิษย์พี่ใหญ่ดูเหมือนจะมีสีหน้าเรียบเฉยอยู่ตลอดเวลา นางไม่เคยเขินอาย ไม่เคยพูดมาก และไม่เคยใจร้อน
นางมักจะนั่งอยู่ในศาลา ชมดอกไม้ นั่งสมาธิ ราวกับกำลังดื่มด่ำความงดงามของชีวิต
"เพราะตอนนี้ร่างกายข้าเริ่มชินกับการฝึกแล้ว พรุ่งนี้ต้องเพิ่มความเข้มข้นขึ้นอีก"
โจวหยวนนั่งลง ยกถ้วยชาขึ้นซดอึกใหญ่ อดชมไม่ได้ "ชาที่เรือนศิษย์พี่ใหญ่นี่อร่อยที่สุด"
เมี่ยวซ่านจื่อยิ้มบางๆ "ให้เอาไปดื่มเอง เจ้าก็ไม่เอา ดันจะมาดื่มที่นี่ทุกวัน"
โจวหยวนหัวเราะ "จากประหยัดไปฟุ่มเฟือยง่าย จากฟุ่มเฟือยไปประหยัดยาก ข้าไม่อยากทำให้ลิ้นตัวเองเรื่องมาก"
เมี่ยวซ่านจื่อส่ายหน้า "ข้าว่าเจ้าอยากมาหาข้า แต่หาข้ออ้างดีๆ ไม่ได้ เลยแกล้งทำเป็นมาขอดื่มชา จริงๆ แล้วอยากคุยกับข้ามากกว่า"
โจวหยวนอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตาโต "ข้าสงสัยจริงๆ ศิษย์พี่ใหญ่เป็นผู้วิเศษมาจากไหน ทำไมข้าคิดอะไรท่านถึงรู้หมด?"
เมี่ยวซ่านจื่อตอบ "บางทีอาจเป็นเพราะเจ้าใสซื่อ เดาง่ายกระมัง?"
ใสซื่อ? คำนี้ดีแฮะ ไม่ได้ยินใครชมแบบนี้มานานแล้ว
ชาติก่อนพวกสารเลวนั่น ลับหลังเรียกข้าว่าจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ทั้งนั้น
โจวหยวนไม่เถียง ถอนหายใจ "ช่วยไม่ได้ เจอคนมาก็เยอะ ศิษย์พี่ใหญ่สวยที่สุด ข้าก็ต้องอยากมาดูให้เป็นบุญตาสักหน่อย"
เมี่ยวซ่านจื่อพูดเบาๆ "ต้องรู้จักมองหาความงามรอบตัว เช่น ท่านอาจารย์ก็สวยมากไม่ใช่หรือ? บอกความลับให้ ท่านอาจารย์ปีนี้เพิ่งสามสิบเจ็ด ดูแลตัวเองดีมาก ยังดูสาวเหมือนหญิงสาวแรกรุ่นเลยนะ"
"ได้โปรดไว้ชีวิตข้าเถอะ!"
โจวหยวนรีบประสานมือ "คำพูดอกตัญญูแบบนี้ข้าไม่กล้าฟังหรอก ขืนอาจารย์รู้เข้า ข้าคงโดนไล่ลงเขาแน่"
เมี่ยวซ่านจื่อไม่ใส่ใจ พูดต่อว่า "ข้าก็หวังดีกับเจ้านะ เพราะตั้งแต่พรุ่งนี้ไป เจ้าจะไม่ได้เจอข้าแล้ว ถึงตอนนั้นเจ้าก็ต้องไปมองอาจารย์แทน"
"หา?"
โจวหยวนตาโต "ศิษย์พี่ใหญ่จะไปแล้วเหรอ?"
เมี่ยวซ่านจื่อพยักหน้า "ข้ามีภาระทางโลก เป็นคนดวงงานเข้า ครั้งนี้ให้เวลาตัวเองพักผ่อนนานขนาดนี้ ถือว่าเอาแต่ใจตัวเองที่สุดในรอบหลายปีแล้ว"
"ยื้อต่อไปไม่ได้แล้ว ต้องไปแล้วล่ะ"
พูดตอนท้าย นางถอนหายใจ ความอาลัยอาวรณ์ในน้ำเสียงปิดไม่มิด
โจวหยวนถาม "ศิษย์พี่ใหญ่เป็นคนเมืองไหน?"
เมี่ยวซ่านจื่อหัวเราะ "ทำไม? เริ่มสืบประวัติทางโลกข้าแล้วเหรอ? หรือว่าลงเขาแล้วจะตามไปหาข้า? อย่าลืมสิ เจ้ามีภรรยาแล้วนะ ศิษย์พี่ใหญ่ของเจ้าไม่กล้าไปยุ่งกับเมียหลวงของเจ้าหรอก"
คำพูดนี้ฟังดูคลุมเครือ ถ้าโจวหยวนไม่รู้จักนิสัยนาง คงคิดเตลิดเปิดเปิงไปไกลแล้ว
โจวหยวนตอบ "ชาตินี้ข้าคงไม่มีวาสนาได้แต่งงานกับนางฟ้าอย่างศิษย์พี่ใหญ่หรอก ก็แค่คนในโลกหล้าเหมือนกัน เผื่อวันหน้ามีวาสนาได้เจอกัน จะได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกันบ้าง"
"แน่นอน การดูแลศิษย์น้องเป็นหน้าที่ของข้าอยู่แล้ว"
เมี่ยวซ่านจื่อหยิบหยกพกชิ้นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ ยิ้มกล่าว "วันหน้าถ้าไปถึงเมืองหลวง เอาหยกพกนี้ไปที่หอหลีฮวาจะมีคนต้อนรับเจ้า"
โจวหยวนรีบรับมา พลิกดูอย่างละเอียด อดไม่ได้ที่จะพูดว่า "หยกพกชิ้นนี้ อย่างน้อยซื้อบ้านหลังใหญ่ได้หลังนึงเลยนะ ข้ากลัวจะเผลอเอาไปขายจัง"
เมี่ยวซ่านจื่ออึ้งไปนิดหนึ่ง ก่อนจะหัวเราะ "งั้นเจ้าก็คงไม่มีโอกาสได้เจอข้าแล้วล่ะ เจ้าศิษย์น้องจอมซน"
โจวหยวนเก็บหยกพก แล้วกระซิบถาม "ศิษย์พี่ใหญ่อายุเท่าไหร่แล้ว แต่งงานหรือยัง?"
เมี่ยวซ่านจื่อหรี่ตา ยิ้มกริ่ม "คิดอะไรกับข้าจริงๆ สินะ"
โจวหยวนตอบ "เจอคนสวยแล้วไม่คิดอะไร ก็ไม่ใช่ผู้ชายแล้ว"
"เสียใจด้วย เจ้าหมดสิทธิ์แล้วจ้ะ"
เมี่ยวซ่านจื่อตบไหล่โจวหยวน "ข้าแต่งงานมาสิบกว่าปีแล้ว เจ้าสำหรับข้า ก็เป็นแค่น้องชายเท่านั้นแหละ"
น่าเสียดายจริงๆ
แม้โจวหยวนจะยังไม่ได้คิดจะจีบศิษย์พี่ใหญ่ แต่สาวงามขนาดนี้เป็นภรรยาคนอื่นแล้ว ก็อดเสียดายไม่ได้ตามประสาผู้ชาย
แต่โจวหยวนก็ทำได้แค่ยิ้มแห้งๆ "ก็ได้ พรุ่งนี้ศิษย์พี่ใหญ่จะไปกี่โมง ข้าจะไปส่ง"
เมี่ยวซ่านจื่อตอบ "ไม่ต้องมาไม้นี้ ข้าไม่ชอบบรรยากาศการจากลา แต่ในเมื่อจะไปแล้ว ข้ามีของขวัญจะให้เจ้า"
นางกวักมือเรียก "เสี่ยวจวง คืนนี้ข้าฝากศิษย์น้องไว้กับเจ้านะ"
เสี่ยวจวงพยักหน้า "นายหญิงวางใจได้"
คำพูดนี้ทำเอาโจวหยวนกระโดดโหยง ตะโกนลั่น "ไม่ได้เด็ดขาด!"
แม่ไททันสาวสูงร้อยแปดสิบกว่า แขนใหญ่กว่าขาข้า ข้ารับไม่ไหวจริงๆ!
แม้ช่วงนี้จะฟิตร่างกายมาบ้าง แต่จะให้เอาร่างกายมนุษย์ไปชนกับรถถัง มันใช่เรื่องเรอะ!
โจวหยวนตะโกน "ศิษย์พี่ใหญ่ พูดตรงๆ นะ ข้ายังบริสุทธิ์อยู่ รับแรงกดดันมหาศาลขนาดนี้ไม่ไหวหรอก!"
"ไปตายซะ! พูดบ้าอะไรของแก!"
เสี่ยวจวงแทบจะตบคว่ำ ถลึงตาใส่ "นายหญิงให้ข้าถ่ายทอดเพลงดาบให้เจ้า!"
เมี่ยวซ่านจื่อบีบแก้มที่กำลังเหวอของโจวหยวน หัวเราะคิกคัก "คิดลึกไปแล้วนะเรา เสี่ยวจวงมาตรฐานสูงนะ ไม่มองเจ้าหรอก"
"นางวรยุทธ์สูงส่ง มีเพลงดาบเฉพาะตัว เป็นวิชาสังหารของจริง ข้าอุตส่าห์กล่อมตั้งนานกว่านางจะยอมสอนเจ้า"
"ศิษย์น้อง คืนนี้ยังอีกยาวไกล ตั้งใจฝึกดาบเข้านะจ๊ะ"
นางส่ายหน้า ลุกขึ้นยืนช้าๆ เดินกลับเข้าห้องไป
แสงจันทร์สาดส่อง รูปร่างอรชรของนางช่างน่าหลงใหล