- หน้าแรก
- จากเขยแต่งเข้า สู่ยอดคนโปรดของจักรพรรดินี
- บทที่ 1 เขยแต่งเข้าบ้านคนนี้ไม่มีความทะเยอทะยาน
บทที่ 1 เขยแต่งเข้าบ้านคนนี้ไม่มีความทะเยอทะยาน
บทที่ 1 เขยแต่งเข้าบ้านคนนี้ไม่มีความทะเยอทะยาน
ผ้าม่านลายดอกชบาสีแดงให้ความรู้สึกอบอุ่น ลวดลายดอกไม้กระดาษสีแดงสดใส
ตัวอักษร "ซังฮี้" (มงคลสมรส) ติดอยู่ที่หัวเตียง น้ำตาเทียนบนโต๊ะเครื่องแป้งแห้งเหือดไปแล้ว
โจวหยวนมองดูใบหน้าอ่อนเยาว์ในกระจก เขาผสานความทรงจำเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ และในที่สุดก็ยอมรับความจริงเรื่องการข้ามภพ
เขาอดถอนหายใจไม่ได้ ชาติที่แล้วเป็นถึงผู้ยิ่งใหญ่ที่ใครๆ ต่างเกรงกลัว มาชาตินี้กลับกลายเป็นเขยแต่งเข้าบ้านผู้ต่ำต้อย
แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เบื่อหน่ายชีวิตที่ต้องแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นเต็มทน ได้มาใช้ชีวิตสงบสุขเรียบง่าย ก็มีความสุขไปอีกแบบ
ส่วนภรรยาที่ดูถูกเหยียดหยามเขานั้น ถ้าต่างคนต่างอยู่ไม่ก้าวก่ายกันได้ ก็นับว่าเป็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุดแล้ว
ทันทีที่คิดถึงตรงนี้ ประตูห้องก็ถูกผลักเปิดออก หญิงสาวสองคนค่อยๆ เดินเข้ามา
คนแรกเป็นเด็กสาวอายุราวสิบห้าสิบหกปี สวมชุดกระโปรงสีเขียวมิ้นต์ ถักเปียสองข้าง ในมือถืออ่างน้ำอุ่น
แก้มยุ้ยๆ ของเธอน่ารักน่าเอ็นดู มีลักยิ้มเล็กๆ สองข้าง เธอเอียงคอพูดว่า "นายท่าน ล้างหน้าล้างตาหน่อยค่ะ อีกเดี๋ยวต้องไปยกน้ำชาแล้ว"
โจวหยวนพยักหน้าโดยไม่รู้ตัว แต่สายตากลับจับจ้องไปยังหญิงสาวด้านหลัง
รูปร่างสูงโปร่ง สวมชุดยาวสีเหลืองอ่อนคลุมทับด้วยผ้าโปร่งสีขาว ไม่อาจบดบังส่วนเว้าส่วนโค้งที่งดงาม ผมเกล้าสูง ผิวขาวผ่อง ใบหน้าสวยหมดจด ราวกับนางฟ้าที่เดินออกมาจากภาพวาดโบราณ
จ้าวเจียนเจีย ปีนี้อายุสิบเก้าปี หญิงงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองอวิ๋นโจว งดงามดั่งในความทรงจำจริงๆ
ชาติที่แล้วโจวหยวนเคยพบเจอหญิงงามมาไม่น้อย แต่กลับไม่มีใครมีบุคลิกโดดเด่นเหนือโลกีย์เช่นจ้าวเจียนเจียเลยสักคน
"สร่างเมาหรือยัง?"
น้ำเสียงของเธอใสกระจ่าง แต่แฝงไปด้วยความเย็นชาเล็กน้อย เธอพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า "ถ้าสร่างแล้ว จะได้คุยธุระสำคัญกัน"
โจวหยวนพอจะเดาได้ จึงพยักหน้า "อืม มีอะไรก็พูดมาเถอะ"
ท่าทีของเขา ทำให้จ้าวเจียนเจียแปลกใจเล็กน้อย
แต่เธอไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงกล่าวตรงๆ ว่า "ท่านพ่อของข้ากับบิดาของท่านเป็นเพื่อนร่วมเรียน มีมิตรภาพลึกซึ้งในอดีต จึงได้หมั้นหมายพวกเราไว้"
"แต่กาลเวลาเปลี่ยนไป สัญญาหมั้นหมายกลายเป็นเรื่องล้อเล่น ท่านพ่อไม่อยากเสียสัจจะ ข้าเองก็ไม่อาจอกตัญญู จึงมีวันนี้"
โจวหยวนพยักหน้าเบาๆ พ่อของเจ้าของร่างเดิมสอบตกจนตรอมใจตาย ส่วนพ่อของจ้าวเจียนเจียไม่ยอมแพ้ จนในที่สุดก็สอบได้เป็นจอหงวน ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้ว่าการเมืองอวิ๋นโจว
แถมโจวหยวนแม้จะอ่านตำรามาตั้งแต่เด็ก แต่หลังจากพ่อเสียก็ทำตัวเสเพล ผิดกับจ้าวเจียนเจียที่มีพรสวรรค์และความสามารถโดดเด่น
ความแตกต่างของทั้งสองตระกูลห่างชั้นกันเกินไป การแต่งงานนี้จึงไม่เหมาะสมจริงๆ
"ท่านเป็นบัณฑิต จำเป็นต้องมีลู่ทางในการศึกษาและที่พักอาศัย"
"ส่วนข้าก็ถูกเร่งรัดเรื่องแต่งงาน ไม่อยากแบกรับชื่อเสียงว่าอกตัญญู"
พูดถึงตรงนี้ จ้าวเจียนเจียหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ พูดต่อ "ดังนั้นการแต่งงานนี้จึงดีต่อเราทั้งคู่ เพียงแต่ต้องมีกฎสามข้อ"
โจวหยวนพยักหน้า "ว่ามาสิ"
จ้าวเจียนเจียกล่าวว่า "ข้อแรก แม้จะได้ชื่อว่าเป็นสามีภรรยา แต่จะไม่ร่วมห้องกัน"
"ข้อสอง ต่างคนต่างรักษาเกียรติยศ ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ห้ามเที่ยวเสเพล"
"ข้อสาม หากมีคนที่พึงใจ ก็จะสนับสนุนซึ่งกันและกัน ยามหย่าร้าง ห้ามตามตอแย"
สรุปง่ายๆ ก็คือ ไม่ร่วมห้อง ไม่นอกใจ ไม่ตามตอแย กฎ "3 ไม่"
โจวหยวนไม่มีปัญหาอะไร แต่ยังรู้สึกว่าไม่ค่อยปลอดภัย เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในภายหลัง เขาตัดสินใจเพิ่มกฎอีกข้อ
"ข้าเห็นด้วย ตกลงตามนั้น"
ได้ยินประโยคนี้ จ้าวเจียนเจียมมองโจวหยวน แววตาที่ใสกระจ่างเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
เดิมทีคิดว่าผู้ชายคนนี้จะไม่ยอม แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่า เขาจะไม่มีศักดิ์ศรีความเป็นชายขั้นพื้นฐานเลยสักนิด
ดังนั้น สายตาของเธอจึงฉายแววดูแคลนมากขึ้น
ส่วนโจวหยวนกล่าวเสริมว่า "ขอเพิ่มอีกข้อ ต่างคนต่างไม่ก้าวก่ายเรื่องใดๆ ของอีกฝ่ายตราบใดที่อยู่ในขอบเขตของกฎ"
จ้าวเจียนเจียชะงัก ข้อนี้เธอไม่ได้คิดมาก่อน แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะจำเป็นมาก
เพียงแต่... ทำไมเขาถึงเป็นฝ่ายเสนอเอง? หรือว่าคิดเผื่อฉัน?
"ได้ แต่ข้าอยากรู้เหตุผล?"
จ้าวเจียนเจียอดถามไม่ได้
โจวหยวนเช็ดหน้าเสร็จแล้ว จึงตอบว่า "เพราะข้าไม่อยากทำในสิ่งที่ไม่อยากทำไงล่ะ เช่น ทำงาน อ่านหนังสือ หรือเข้าสังคมอะไรพวกนั้น"
จ้าวเจียนเจียหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย ขมวดคิ้วถาม "ไม่อยากอ่านหนังสือ? ท่านมาจากตระกูลต่ำต้อย ถ้าไม่ขยันหมั่นเพียร อ่านตำรา แล้วจะทำอะไร?"
โจวหยวนตอบว่า "จิบชาตากแดด ตกปลาฟังนิทาน เล่นหมากรุกดูงิ้ว มีอันไหนไม่น่าสนใจกว่าอ่านหนังสือบ้าง?"
ประโยคนี้ทำเอาจ้าวเจียนเจียอึ้งไปเลย
ผ่านไปพักใหญ่ เธอถึงสูดหายใจลึก กัดฟันพูดว่า "ท่านแต่งเข้าบ้านสกุลจ้าว ก็เพื่อมาเสพสุขงั้นหรือ?"
โจวหยวนคิดครู่หนึ่ง ก่อนตอบว่า "ที่นี่มีกินมีใช้ไม่ขาด แถมเจ้ายังสวยขนาดนี้ ข้าไม่มีเหตุผลที่จะไม่แต่งเข้ามานี่นา!"
ประโยคนี้ช่างตรงไปตรงมา โจวหยวนไม่ได้โกหกเลยแม้แต่น้อย
จ้าวเจียนเจียโกรธจนหัวเราะออกมา พยักหน้าหงึกหงัก "ใช่! ใช่! หน้าตาอย่างข้า จ้าวเจียนเจีย นับว่าไม่ทำให้ท่านเสียเกียรติจริงๆ!"
"คนน่าสมเพชไร้ความทะเยอทะยานอย่างท่าน ข้าจะมาหารืออะไรด้วย รอข้าเจอคนที่ถูกใจเมื่อไหร่ ก็จะหย่าท่านทิ้งซะ!"
โจวหยวนถามด้วยความสงสัย "ต่อให้ข้ามีความทะเยอทะยานสูงส่ง ถึงตอนนั้นเจ้าก็จะหย่าข้าอยู่ดีไม่ใช่เหรอ!"
จ้าวเจียนเจียชะงัก มันก็จริงแฮะ? แต่ทำไมคำพูดของเขาถึงได้น่าโมโหขนาดนี้นะ!
เธอขึ้นเสียง "เพราะงั้นท่านก็เลยทิ้งขว้างตัวเองงั้นสิ? ถ้าวันหน้าท่านสอบได้เป็นขุนนาง ข้าจ้าวเจียนเจียจะเป็นภรรยาจริงๆ ของท่านแล้วจะเป็นไรไป? ท่านก็ต้องแสดงความสามารถออกมาให้ข้าประทับใจบ้างสิ?"
โจวหยวนลูบคาง ครุ่นคิดอยู่นาน แล้วส่ายหน้า
"ช่างเถอะ เหนื่อยเกินไป"
โจวหยวนพูดอย่างจริงจัง "อ่านหนังสือมันเหนื่อย สอบได้เป็นขุนนางแล้วยังต้องทำงาน ก็ยังเหนื่อยอยู่ดี"
"ส่วนเรื่องทำให้เจ้าประทับใจ... เฮ้อ อันที่จริงการตามจีบคนเนี่ย เป็นเรื่องที่เหนื่อยที่สุดแล้ว"
พูดถึงตรงนี้ เขามองจ้าวเจียนเจีย แล้วแบมือ "เพราะงั้นข้าขออยู่แบบสบายๆ ดีกว่า ใช้ชีวิตสุขสบาย ไม่มีความสุขกว่ารึไง!"
จ้าวเจียนเจียหน้าซีดเผือด กำหมัดแน่น พูดเน้นทีละคำ "ไม่มีความสุขกว่ารึไงงั้นเหรอ! ได้! จำคำพูดของท่านไว้! อย่ามายุ่งกับข้าก็พอ!"
"จื่อหยวน พาเขาไปยกน้ำชา! จะได้รีบๆ จบเรื่อง!"
เธอเดินจากไปอย่างหัวเสีย ส่วนโจวหยวนยังงงๆ อยู่
โธ่เอ๊ย ที่ข้าพูดไปความจริงทั้งนั้น ยุคสมัยนี้พูดความจริงก็ผิดด้วยเหรอ?
เขาหันไปมองสาวใช้ตัวน้อยจื่อหยวน ถามด้วยความสงสัย "วันนี้ประจำเดือนมาเหรอ?"
เดิมทีจื่อหยวนตัวน้อยก็งงอยู่แล้ว พอได้ยินประโยคนี้ มือไม้สั่น หน้าแดงซ่านทันที
"นายท่าน!"
จื่อหยวนพูดอย่างจนใจ "ท่าน... ท่านรีบไปยกน้ำชาเถอะค่ะ เฮ้อ คุณหนูนิสัยดีขนาดนั้น ยังถูกท่านยั่วโมโหจนหนีไปได้"
โจวหยวนตาโต "นิสัยดี? ข้าเห็นว่าหยิ่งยโสจะตายไป ดูถูกข้า แต่ก็ยังหวังให้ข้าเป็นไปตามที่ตัวเองต้องการ นางฟ้าในยุคนี้เป็นแบบนี้กันหมดรึไง?"
จื่อหยวนตาเป็นประกาย หัวเราะคิกคักทันที "นายท่านชอบคุณหนูจริงๆ ด้วยสินะ นางฟ้า... เป็นคำชมที่ดีจังเลยค่ะ!"
อ๋อ เธอเข้าใจแบบนั้นหรอกเหรอ? วันนี้สงสัยต้องเพิ่มกฎอีกข้อแล้วสิ
โจวหยวนโบกมือ "ไป ไปหาพ่อตากัน!"
เขาอั้นไม่ไหวแล้ว เดินดุ่มๆ ออกจากห้อง
ทันทีที่ผลักประตูเปิดออก อากาศสดชื่นปะทะใบหน้า แสงแดดอบอุ่นสาดส่องทั่วผืนดิน ตรงกับฤดูใบไม้ผลิ ดอกไม้นานาพันธุ์บานสะพรั่ง ต้นหญ้าเขียวขจี นกขมิ้นโบยบิน ทุกสิ่งล้วนแสดงถึงความงดงามของโลกใบนี้
ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ยุคสมัยใหม่ ชีวิตใหม่!
โจวหยวนกางแขนออก หลับตาลง สูดหายใจลึก พึมพำว่า "โลกใบนี้ ข้ามาแล้ว"
"โจวหยวน ออกมาตายซะ ไอ้สารเลว!"
เสียงตะโกนด่าทอดังมาจากที่ไกลๆ ทำลายความรู้สึกซาบซึ้งของโจวหยวนจนหมดสิ้น
"ไอ้สัตว์นรกนี่คู่ควรแต่งกับแม่นางจ้าวเจียนเจียคนเก่งของเราที่ไหนกัน!"
"แค่โชคช่วยเท่านั้นแหละ พ่อที่ตายไปของมันทำไว้ดีต่างหาก"
"เทพธิดาจ้าวไม่มีทางชอบมันแน่ๆ ก็แค่จำใจเพราะความกตัญญูเท่านั้น"
"เป็นไปไม่ได้ที่จะร่วมห้องกัน น่าจะเป็นสามีภรรยาแค่ในนาม สงสารแม่นางจ้าวเจียนเจียจริงๆ! ต้องเป็นม่ายขันหมาก!"
เสียงตะโกนหน้าประตูจวนทำเอาโจวหยวนเหงื่อตก เขาหันไปถามจื่อหยวน "ไอ้พวกนี้มันตัวอะไรกัน?"
จื่อหยวนกลับยิ้มตาหยี "คุณหนูของข้ามีคนตามจีบเยอะแยะ ตะโกนเรียกกันตั้งแต่เช้าแล้ว ไล่ยังไงก็ไม่ไป อยากจะเข้ามาปลอบใจคุณหนูทั้งนั้นแหละค่ะ"
โจวหยวนขมวดคิ้ว "เอะอะมะเทิ่งขนาดนี้ ข้าจะใช้ชีวิตสงบๆ ได้ยังไง? แถมเพิ่งแต่งงานก็มาขุดหลุมพรางแย่งเมียชาวบ้านกันแล้ว ไม่เห็นหัวข้าเลยสักนิด"
เขาหันหลังกลับเข้าห้อง เขียนตัวหนังสือแถวหนึ่งอย่างลวกๆ
แล้วพูดว่า "จื่อหยวน เอาไปแขวนไว้ข้างนอก บอกว่าเป็นกลอนคู่หน้า (ตุ้ยเหลียน) ที่คุณหนูของเจ้าแต่งขึ้น ใครต่อได้ก็ให้เข้ามา ใครต่อไม่ได้ก็ไสหัวไป"
จื่อหยวนมองไปที่โต๊ะ พึมพำว่า "ควัน ล้อม สระ น้ำ หลิว (เยียน สั่ว ฉือ ถาง หลิว)?"