- หน้าแรก
- เกิดใหม่ปีเก้าแปดได้รับระบบแฟลชเซลล์หนึ่งหยวน
- บทที่ 8 คัมภีร์ทำนายหุ้น
บทที่ 8 คัมภีร์ทำนายหุ้น
บทที่ 8 คัมภีร์ทำนายหุ้น
บทที่ 8 คัมภีร์ทำนายหุ้น
เวลาค่อยๆ ล่วงเลยมาจนถึงแปดโมงเช้า
เมื่อเปิดหน้าต่างระบบแฟลชเซลล์ขึ้นมา สินค้าแฟลชเซลล์ของวันนี้ก็ได้ถูกรีเฟรชเป็นที่เรียบร้อย
วันนี้มีสินค้าใหม่ 4 รายการเช่นเคย
【1. แอปเปิ้ลเกรดพรีเมียม 100 ชั่ง รสชาติเยี่ยมยอด】
【2. ยาบำรุงกำลังสิบสมุนไพร 1 เม็ด กินแล้วร่างกายแข็งแรง】
【3. อพาร์ตเมนต์เชิงพาณิชย์ในพื้นที่ 1 ยูนิต】
【4. คัมภีร์ทำนายหุ้น ฉบับรายเดือน】
สายตาของเฉินผิงอันจับจ้องไปที่ 【คัมภีร์ทำนายหุ้น】 ทันที
สินค้าอีก 3 อย่างเทียบไม่ได้เลยกับ 【คัมภีร์ทำนายหุ้น】
ถ้าเขาสามารถทำนายหุ้นได้ เขาจะไม่รวยเละเหรอ?
เมื่อคลิกที่ตัวสินค้า จะสามารถดูรายละเอียดได้
มันเป็นไปตามชื่อเป๊ะๆ
ผลของ 【คัมภีร์ทำนายหุ้น】 คือ หลังจากกดใช้แล้ว จะสามารถมองเห็นแนวโน้มของตลาดหุ้นในอนาคตได้
เพียงแต่ 【คัมภีร์ทำนายหุ้น】 นี้มีผลเพียงแค่หนึ่งเดือนเท่านั้น
มิน่าล่ะถึงเขียนว่า 'ฉบับรายเดือน' ที่แท้ก็เป็นการกำหนดระยะเวลาการใช้งานนี่เอง
ถ้ามีฉบับรายเดือน แสดงว่าต้องมีฉบับสองเดือน สามเดือน หรือแม้แต่ฉบับรายปีด้วยหรือเปล่า?
ถ้าเขาสามารถได้รับความสามารถในการเล่นหุ้นแบบถาวร มันคงจะสุดยอดไปเลย
ถึงแม้จะได้แค่เดือนเดียว แต่นั่นก็ทรงพลังมากแล้ว สายตาของเฉินผิงอันกวาดมองสินค้าอีกสามอย่าง แต่สุดท้ายเขาก็ยังเลือก 【คัมภีร์ทำนายหุ้น】 อยู่ดี
เพราะมีเพียง 【คัมภีร์ทำนายหุ้น】 เท่านั้นที่มีมูลค่าสูงสุดและมีศักยภาพมากที่สุด
ซื้อ 【คัมภีร์ทำนายหุ้น】 เรียบร้อย แฟลชเซลล์ราคา 1 หยวน จ่ายไปเพียงหนึ่งหยวนก็ได้มาครอบครอง
หลังจากซื้อแล้ว มันจะถูกเก็บไว้ในหน้าต่างระบบ ถ้าจะใช้เมื่อไหร่ค่อยกดเรียกออกมา
เมื่อกดใช้ เขาจะสามารถมองเห็นแนวโน้มหุ้นที่จะเกิดขึ้น
ส่วนจะมองเห็นในรูปแบบไหนยังไม่รู้ ต้องรอใช้ก่อนถึงจะรู้
แต่เฉินผิงอันยังไม่คิดจะใช้ตอนนี้
เพราะถ้ากดใช้ปุ๊บ เวลาหนึ่งเดือนจะเริ่มนับถอยหลังทันที
และตราบใดที่เฉินผิงอันยังไม่กดใช้ คัมภีร์ก็จะยังไม่ทำงาน
เฉินผิงอันยังเตรียมการเบื้องต้นไม่เสร็จ แน่นอนว่าเขายังไม่รีบใช้คัมภีร์ตอนนี้
ได้ 【คัมภีร์ทำนายหุ้น】 มาแล้ว แต่เขายังไม่มีเงินทุน
นี่แหละคือสิ่งที่ทำให้เฉินผิงอันกลุ้มใจ
"หรือจะยืมเงินเก็บของพ่อแม่มาหมุนก่อนดีนะ?" เฉินผิงอันคิดในใจ
แต่ความคิดนี้ก็เป็นเพียงความคิดชั่ววูบ มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำแบบนั้น
"แล้วจะไปหาเงินทุนมาจากไหนล่ะเนี่ย?" เฉินผิงอันเริ่มเครียด
จริงๆ ด้วย เงินก้อนแรกมักหายากที่สุดเสมอ
"ถ้าหมดหนทางจริงๆ ก็ไปปล้นเอาดื้อๆ เลยดีไหม ด้วยความสามารถตอนนี้ การปล้นคนคงง่ายเหมือนปอกกล้วย"
เฉินผิงอันคิดฟุ้งซ่านไปเรื่อย
ปล้นเหรอ?
เขาจะไปปล้นได้ยังไง เฉินผิงอันมีวิธีหาเงินตั้งมากมาย
เขาไม่มีทางทำเรื่องผิดกฎหมายเด็ดขาด
การปล้นอาจจะไม่ยาก แต่เงินที่ได้จากการปล้นมันเอามาใช้ไม่ได้ เพราะมันจะเป็นต้นตอของปัญหาตามมาอีกเพียบ
ดังนั้น เงินทุนก้อนแรกต้องถูกต้องตามกฎหมายและมีที่มาที่ไปชัดเจน
เฉินผิงอันคิดไม่ตกอยู่พักใหญ่
"ตอนนี้คงต้องพักเรื่องนี้ไว้ก่อน รอคิดวิธีออกค่อยว่ากัน" เฉินผิงอันบอกกับตัวเอง
คาบเรียนแรกเริ่มต้นขึ้น
สำหรับเฉินผิงอัน วันนี้ต้องเป็นวันที่ทรมานแน่ๆ
เพราะเขาไม่ได้ทำการบ้านมา จึงถูกครูทำโทษให้ยืนเรียนและต้องตามส่งการบ้านย้อนหลังให้ครบ
ยังโชคดีที่เขาอยู่ ม.6 แล้ว ครูจึงไม่ค่อยอยากเรียกผู้ปกครองมาพบพร่ำเพรื่อ ทำให้เฉินผิงอันรอดตัวจากสถานการณ์นั้นไปได้
เขาไม่ต้องโดนเรียกผู้ปกครองในเวลานี้
แต่ถึงจะไม่โดนเรียกผู้ปกครอง ชีวิตในโรงเรียนก็ไม่ง่ายอยู่ดี
ไม่ใช่แค่ปัญหาเรื่องไม่ส่งการบ้าน แต่เขาลืมความรู้ ม.ปลาย ไปจนหมดสิ้นแล้ว
การเรียนจึงเป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่ายและเหนื่อยหน่ายสุดๆ
เฉินผิงอันเริ่มมีความคิดอยากโดดเรียน
ยังไงซะเป้าหมายของการเรียนก็เพื่อหาเงิน และตอนนี้เขาก็มีความสามารถในการหาเงินแล้ว จะมาทนทรมานโดนด่าอยู่ตรงนี้ทำไม?
แต่พอนึกขึ้นได้ว่าพ่อแม่คงผิดหวังมากถ้าเขาโดดเรียน...
พอนึกถึงสีหน้าผิดหวังของพ่อแม่ เฉินผิงอันก็ทำได้แค่อดทนต่อไป
ในที่สุด หนึ่งวันก็ผ่านพ้นไป
"เฉินผิงอัน นายเป็นอะไรของนาย? ยังอยากจะเรียนหนังสืออยู่ไหม? หรือจะไม่สอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว?" หลี่เมิ่งอวิ๋นเดินเข้ามาหาเฉินผิงอันแล้วพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
"ไม่ต้องห่วง ฉันสอบติดคะแนนดีๆ แน่นอน" เฉินผิงอันตอบอย่างมั่นใจ
"หึ เรื่องของนาย ฉันไม่สนด้วยหรอก" หลี่เมิ่งอวิ๋นสะบัดหน้า แล้วเดินสะพายกระเป๋านักเรียนจากไป
เฉินผิงอันมองตามแผ่นหลังของหลี่เมิ่งอวิ๋น รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้า
ยัยนี่ก็ยังเป็นเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน
"ฉันรู้สึกว่าหลี่เมิ่งอวิ๋นมีใจให้นายว่ะ" จางหยงชะโงกหน้ามากระซิบ แววตาเต็มไปด้วยความอิจฉา
"คิดมากไปน่า" เฉินผิงอันตอบปัดๆ
"กลับบ้านกันเถอะ" เฉินผิงอันสะพายกระเป๋าเป้ แล้วเดินออกจากห้องเรียนโดยไม่หันกลับไปมอง
...
เฉินกั๋วชิ่งแอบย่องไปที่หน้าร้านอินเทอร์เน็ตแห่งหนึ่ง ชะโงกหน้ามองเข้าไปข้างใน แววตาฉายแววตกตะลึง
เมื่อคืน หลังจากเฉินผิงอันพูดเรื่องร้านอินเทอร์เน็ต เฉินกั๋วชิ่งก็เก็บเอาไปคิด
แต่กลางวันเขาต้องทำงาน เลยไม่มีเวลาไปสำรวจตลาด
จนกระทั่งเลิกงาน เขาถึงพอมีเวลาปลีกตัวไปหาร้านอินเทอร์เน็ตดู
สมัยนั้นร้านอินเทอร์เน็ตยังมีไม่เยอะ เฉินกั๋วชิ่งเสียเวลาอยู่นานกว่าจะหาเจอสักร้าน
สิ่งที่ทำให้เฉินกั๋วชิ่งประหลาดใจคือ ร้านอินเทอร์เน็ตคนแน่นขนัด
มีคอมพิวเตอร์แค่สิบเครื่อง แต่มีคนนั่งเล่นเต็มทุกเครื่อง และข้างๆ คนเล่นยังมีคนยืนมุงดู รอต่อคิวเล่นอีกเพียบ
นี่เป็นครั้งแรกที่เฉินกั๋วชิ่งตระหนักว่า ธุรกิจร้านอินเทอร์เน็ตมันดีขนาดนี้เลยเหรอ
น่าทึ่งจริงๆ
ความจริงแล้ว เฉินกั๋วชิ่งไม่รู้ด้วยซ้ำว่าร้านนี้ไม่ใช่ 'ร้านอินเทอร์เน็ต' ที่แท้จริง
เพราะร้านนี้ไม่มีอินเทอร์เน็ต ค่าเน็ตสมัยนั้นยังแพงมาก เจ้าของร้านเลยไม่ได้ต่อเน็ต แค่ลงเกมออฟไลน์ไว้ในเครื่องเฉยๆ
แต่สำหรับคนยุคนี้ แค่ได้เล่นเกมคอมพิวเตอร์แบบออฟไลน์ก็ฟินสุดๆ แล้ว
จะมีเน็ตหรือไม่มีเน็ต ไม่ใช่เรื่องสำคัญเลย
อีกอย่าง ความเร็วเน็ตยุคนั้นก็ช้าเป็นเต่าคลาน ถึงต่อเน็ตไป ประสบการณ์ใช้งานก็ไม่ได้ดีเด่อะไรนัก
เฉินกั๋วชิ่งยังไม่รีบกลับบ้าน เขายืนสังเกตการณ์อยู่หน้าร้านกว่าครึ่งชั่วโมง พอเห็นว่าธุรกิจร้านเน็ตไปได้สวยขนาดนี้ เขาก็เริ่มใจเต้นตึกตัก
อย่างที่เฉินผิงอันบอก ธุรกิจร้านอินเทอร์เน็ตมีอนาคตสดใสจริงๆ
ถ้าเขาเอาเงินไปลงทุนร้านหม้อไฟ เขาเป็นได้แค่หุ้นส่วนเล็กๆ ไม่มีสิทธิ์มีเสียงบริหารจัดการอะไร ไม่มีความเป็นอิสระ
แต่ถ้าเปิดร้านอินเทอร์เน็ต มันจะเป็นธุรกิจของเขาเอง เขาได้เป็นเถ้าแก่เองเต็มตัว
ความรู้สึกมันต้องต่างกันอย่างแน่นอน
เปิดร้านอินเทอร์เน็ต ธุรกิจนี้ทำได้จริงแฮะ
เฉินกั๋วชิ่งคิดด้วยหัวใจที่พองโต
จบบท