- หน้าแรก
- เกิดใหม่ปีเก้าแปดได้รับระบบแฟลชเซลล์หนึ่งหยวน
- บทที่ 7 ไปโรงเรียน
บทที่ 7 ไปโรงเรียน
บทที่ 7 ไปโรงเรียน
บทที่ 7 ไปโรงเรียน
"เด็กอย่างแกจะไปรู้อะไร" เฉินกั๋วชิ่งพูดอย่างหงุดหงิด
เหตุผลหลักที่เขาอารมณ์เสียก็เพราะข้อเสนอของเขาถูกลูกชายแย้งจนตกไป แถมข้อเสนอของลูกชายดันฟังดูเข้าท่ากว่าด้วยนี่สิ ยิ่งทำให้คนเป็นพ่ออย่างเขารู้สึกเสียหน้า
"พ่อครับ การลงทุนไม่ใช่เรื่องเล่นๆ พ่อจะทำมั่วซั่วไม่ได้นะ"
"ผมพูดสิ่งที่ควรพูดไปหมดแล้ว พ่อลองเก็บไปคิดดูเองก็แล้วกัน" เฉินผิงอันพูดอย่างระอาใจ
ตอนนี้เฉินผิงอันปลงตกแล้ว ถ้าพ่อยังดื้อดึงจะเอาเงินไปลงทุนร้านหม้อไฟให้ได้ ก็ตามใจเขา
ในเมื่อมีระบบอยู่กับตัว การหาเงินไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขา ถ้าการลงทุนของพ่อล้มเหลว เขาค่อยเอาเงินให้พ่อใช้แก้เซ็งทีหลังก็ได้
"พ่อกับแม่ค่อยๆ คิดดูนะครับ ผมขอตัวไปอาบน้ำก่อน" พูดจบ เฉินผิงอันก็หันหลังเดินตรงไปทางห้องน้ำ
"เดี๋ยวสิ แกอย่าเพิ่งไป กลับมาอธิบายเรื่องร้านอินเทอร์เน็ตให้ชัดเจนก่อน" เฉินกั๋วชิ่งรีบตะโกนเรียกไว้
เฉินผิงอันยิ้มแล้วตอบกลับว่า "อ้าว พ่อไม่สนใจธุรกิจร้านเน็ตไม่ใช่เหรอครับ?"
"ใครบอกว่าฉันไม่สนใจ? ฉันแค่ไม่เข้าใจธุรกิจร้านเน็ตต่างหาก แกอย่างน้อยก็ควรอธิบายให้ฉันเข้าใจหน่อยสิ" เฉินกั๋วชิ่งพูดอย่างหัวเสีย
"เอาเถอะลูก อย่าเพิ่งน้อยใจ รีบมาเล่าให้ฟังหน่อยว่าธุรกิจร้านเน็ตมันเป็นยังไง มันง่ายขนาดนั้นจริงเหรอ?" ยู่ซิ่วอิงก็ช่วยพูดอีกแรง
เฉินผิงอันยิ้มกริ่ม เดินกลับมานั่งลงที่เดิม
"งั้นผมจะอธิบายง่ายๆ นะครับ"
"ที่จริงธุรกิจร้านเน็ตมันเรียบง่ายมาก เราแค่หาทำเลที่มีคนเดินผ่านเยอะๆ ไม่ต้องตกแต่งร้านให้หรูหรา แค่เป็นห้องแถวธรรมดาก็พอ แล้วก็ซื้อคอมพิวเตอร์สักยี่สิบเครื่อง ต่ออินเทอร์เน็ต แค่นี้ก็เปิดร้านได้แล้วครับ"
"ตอนนี้คอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งราคาประมาณหมื่นหยวน เงินลงทุนสองแสนน่าจะซื้อได้สักยี่สิบเครื่องพอดี"
"ค่าบริการเล่นเน็ตตอนนี้อยู่ที่ชั่วโมงละ 5 หยวน คอมพิวเตอร์ยี่สิบเครื่อง เดือนหนึ่งก็ทำเงินได้เจ็ดหมื่นกว่าหยวน พ่อลองคำนวณดูสิครับว่าปีหนึ่งจะได้กำไรเท่าไหร่"
"แต่พวกเราไม่รู้เรื่องคอมพิวเตอร์เลยนะ" เฉินกั๋วชิ่งขมวดคิ้วด้วยความกังวล
"พ่อครับ พ่อเป็นเถ้าแก่นะ พ่อแค่รอเก็บเงินก็พอ เดี๋ยวเราค่อยจ้างคนคุมร้านมาดูแล เรื่องเทคนิคทั้งหมดก็ยกให้เขาจัดการไป"
"เอาอย่างนี้ไหม พรุ่งนี้พ่อกับแม่ออกไปลองเดินดูตามร้านอินเทอร์เน็ตดูก่อน ไปดูว่าร้านอื่นเขาขายดีไหม ถ้าลูกค้าเขาแน่นร้าน พ่อค่อยกลับมาตัดสินใจใหม่" เฉินผิงอันเสนอแนะ
"เออ แบบนี้ค่อยฟังดูเข้าท่าหน่อย" เฉินกั๋วชิ่งพยักหน้ายอมรับในที่สุด
เฉินผิงอันหัวเราะเบาๆ แล้วเดินเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำอย่างสบายใจ
ครึ่งชั่วโมงต่อมา หลังจากอาบน้ำเสร็จ เฉินผิงอันก็ไม่ได้นั่งเล่นในห้องรับแขกต่อ แต่เดินกลับเข้าห้องนอนทันที
เมื่อมองดูห้องนอนตรงหน้า เขารู้สึกถึงความทรงจำเก่าๆ ที่หวนกลับมาจริงๆ
แต่ความรู้สึกโหยหานั้นก็หายไปอย่างรวดเร็ว
เพราะห้องนี้มันเล็กจริงๆ ถึงจะดูอบอุ่น แต่มันก็อยู่ไม่สบายเท่าไหร่
"ไว้มีเงินเมื่อไหร่ ฉันจะเปลี่ยนบ้านใหม่เป็นอย่างแรกเลย" เฉินผิงอันคิดในใจ
เขาทำได้แค่คิดในใจ ไม่กล้าพูดออกมา ไม่อย่างนั้นพ่อกับแม่คงมองว่าเขาเพ้อเจ้อ
ยุคสมัยนี้ยังไม่มีอุปกรณ์ความบันเทิงอะไรมากมาย ไม่มีคอมพิวเตอร์ส่วนตัว ไม่มีสมาร์ทโฟน แม้แต่ทีวีก็มีแค่ในห้องรับแขกเครื่องเดียว
ในห้องของเฉินผิงอันไม่มีทีวี
เฉินผิงอันนั่งเหม่ออยู่พักหนึ่ง เริ่มรู้สึกเบื่อหน่าย
แต่ไม่กี่นาทีต่อมา เขาก็หยิบหนังสือเรียนขึ้นมาอ่านด้วยความตั้งใจ
การสอบเอนทรานซ์ใกล้เข้ามาแล้ว จำเป็นต้องขยันหน่อย เขาหวังว่าตัวเองจะยังทำคะแนนสอบได้ดี
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เฉินผิงอันถูกปลุกด้วยเสียงตะโกนอันดังลั่นของพ่อ
ข้อเสียเพียงอย่างเดียวของการต้องกลับไปเป็นนักเรียนคือการต้องตื่นแต่เช้าตรู่นี่แหละ
แต่เฉินผิงอันมีจิตวิญญาณของผู้ใหญ่ เมื่อพ่อมาเร่ง เขาจึงรีบลุกจากเตียงทันที
แต่งตัว ล้างหน้า แปรงฟัน กินข้าวเช้า
อาหารเช้าที่บ้าน แม่จะเป็นคนเตรียมให้เสมอ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นโจ๊ก ไข่ต้ม และหมั่นโถว
บางวันอาจมีเกี๊ยว เกี๊ยวน้ำ หรือบะหมี่บ้าง
เมนูจะหมุนเวียนเปลี่ยนไปทุกๆ สองสามวัน
หลังกินมื้อเช้าเสร็จ เฉินผิงอันก็ปั่นจักรยานไปโรงเรียน
ที่หน้าทางเข้าชุมชน จางหยงยืนหาวรอเฉินผิงอันอยู่แล้ว
ทั้งสองปั่นจักรยานไปโรงเรียนด้วยกัน
"การบ้านเลขข้อนั้นเมื่อวานนายทำยังไงวะ? ไปถึงโรงเรียนขอลอกหน่อยนะ" จางหยงพูดขณะปั่นจักรยาน
สีหน้าของเฉินผิงอันเปลี่ยนไปทันที
การบ้าน?
ชิบหาย ไม่ได้ทำเลย
เขาลืมเรื่องการบ้านไปสนิท เมื่อคืนกลับไปถึงบ้านก็ไม่ได้แตะเลยสักนิด
ซวยแล้ว ไม่มีส่ง
พูดไม่ออกเลยแฮะ คงต้องโดนด่าที่โรงเรียนแน่ๆ
เอาน่า โดนด่าก็แค่โดนด่า ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร
เฉินผิงอันปลอบใจตัวเอง แต่ก็ยังรู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง
"ฉันไม่ได้ทำ นายไปลอกคนอื่นเถอะ" เฉินผิงอันตอบอย่างจนใจ
"นายแม่*เจ๋งว่ะ" จางหยงยกนิ้วโป้งให้
เขาไม่นึกเลยว่าเฉินผิงอันจะกล้าไม่ทำการบ้านมาส่ง
จางหยงแอบชื่นชมเฉินผิงอันอยู่ในใจ แต่ตัวเขาเองไม่กล้าทำแบบนั้นหรอก
ความรู้สึกกระอักกระอ่วนของเฉินผิงอันเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ แล้วเขาก็โยนเรื่องการบ้านทิ้งไปจากสมอง
ช่างมันเถอะ ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย มีแต่เด็กๆ เท่านั้นแหละที่กลัวครู เขาไม่กลัวสักหน่อย
อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร
อ้อ จริงสิ สินค้าในระบบรีเฟรชหรือยังนะ?
พอนึกขึ้นได้ เฉินผิงอันก็รีบเปิดหน้าต่างระบบดู แล้วก็พบว่ายังไม่มีการรีเฟรช
สินค้าในหน้าต่างระบบจะรีเฟรชวันละครั้ง ตอนแปดโมงเช้าของทุกวัน
เวลารีเฟรชเป็นเวลาตายตัว
ตอนนี้เพิ่งจะเจ็ดโมงครึ่ง อีกครึ่งชั่วโมงถึงจะรีเฟรช
ไม่ต้องรีบ รอไปก่อน
ถึงโรงเรียนแล้ว
ทั้งสองจอดจักรยานไว้ที่โรงจอดรถ แล้วเดินขึ้นห้องเรียน ซึ่งเป็นเวลาเริ่มคาบเช้าพอดี
เฉินผิงอันหยิบหนังสือภาษาอังกฤษขึ้นมาอ่านเงียบๆ
สายลมเจือกลิ่นหอมพัดผ่านเฉินผิงอันไป พร้อมกับเสียงแค่นหัวเราะ 'หึ' ของเด็กสาว
เฉินผิงอันเงยหน้าขึ้นมองและจำได้ทันทีว่าเป็นหลี่เมิ่งอวิ๋น
หลี่เมิ่งอวิ๋นคงยังโกรธอยู่
อย่างไรก็ตาม ท่าทางเล็กๆ น้อยๆ ของหลี่เมิ่งอวิ๋นกลับทำให้เฉินผิงอันรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ
"ชาตินี้ฉันจะไม่มีทางปล่อยผู้หญิงคนนี้หลุดมือไปเด็ดขาด" เฉินผิงอันหมายมั่นปั้นมือในใจ
เสียงออดเข้าเรียนดังขึ้น แต่จางเล่ยและพรรคพวกอีกสามคนยังไม่โผล่หัวมาโรงเรียน
ก็สมควรอยู่หรอก เมื่อวานตากลมหนาวอยู่บนดาดฟ้าทั้งคืน ป่านนี้คงสภาพดูไม่จืด
ต่อให้ไม่ป่วยไข้ ก็คงเพลียจนลุกไม่ไหว
ไม่รู้ป่านนี้จะเป็นตายร้ายดียังไงบ้าง
เฉินผิงอันเดาได้แม่นยำทีเดียว จางเล่ยและพรรคพวกไม่ได้นอนทั้งคืน
ดังนั้น พอขยับตัวได้ตอนเช้ามืด สิ่งแรกที่พวกเขาทำคือรีบกลับบ้านไปนอน
โดยเฉพาะจางเล่ยที่ตัวเหม็นคลุ้งไปด้วยกลิ่นปัสสาวะ พอกลับถึงบ้าน เขาใช้เวลาอาบน้ำขัดตัวเป็นชั่วโมงกว่าจะล้างกลิ่นสาบออกหมด
ตอนนี้จางเล่ยเกลียดเฉินผิงอันเข้ากระดูกดำ เผลอๆ อาจจะอยากฆ่าให้ตายด้วยซ้ำ
แต่วิธีการของเฉินผิงอันนั้นพิสดารเกินไป จนสร้างความหวาดกลัวฝังลึกในใจของจางเล่ย
จบบท