- หน้าแรก
- ฟาร์มป่วนในท้องปลา
- บทที่ 69 สถานการณ์วิกฤต
บทที่ 69 สถานการณ์วิกฤต
บทที่ 69 สถานการณ์วิกฤต
บทที่ 69 สถานการณ์วิกฤต
เยื่อบุกระเพาะปิดลงกะทันหัน ทำเอาโจวเหวินรู้สึกเครียดและกังวลขึ้นมา เหมือนถูกปิดตายไร้ทางออก
โจวเหวินลองใช้มือตบๆ ไปที่เยื่อบุกระเพาะ หวังว่าแฟนธอม เลวีอาธานจะเข้าใจความหมายแล้วเปิดทางให้ ทว่าแฟนธอม เลวีอาธานกลับนิ่งสนิท ไม่มีเสียงในใจตอบกลับมา บางทีมันอาจไม่รู้สึกเลยด้วยซ้ำ
"ช่างเถอะ เดินหน้าต่อไปเลยแล้วกัน แฟนธอม เลวีอาธานคงไม่ทำร้ายฉันหรอก" โจวเหวินลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจเดินออกจากหลอดอาหาร
แต่ก้าวขาไปได้แค่ก้าวเดียว พื้นที่ทั้งหมดก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง จากนั้นพื้นก็ค่อยๆ ยกตัวสูงขึ้น โจวเหวินทรงตัวไม่อยู่ เซถลาถอยหลังไปหลายก้าว กระแทกเข้ากับเยื่อบุกระเพาะด้านหลัง
"ทำอะไรเนี่ย?" พอรู้สึกว่าพื้นเริ่มเอียง โจวเหวินก็เต็มไปด้วยความสงสัย ดูเหมือนแฟนธอม เลวีอาธานกำลังเงยหน้าขึ้น
"เฮ้ย! ไอ้หนู อย่าเล่นแผลงๆ นะ" โจวเหวินเริ่มร้อนรน ร่างกายของแฟนธอม เลวีอาธานเอียงวูบแบบนี้ แล้วข้าวของในพื้นที่กระเพาะจะเป็นยังไง?
ของที่วางบนฐานยังพอทน เพราะฐานมีแรงดูด ของที่วางอยู่เลยเหมือนถูกติดกาวไว้ ตู้ปลาขนาดเล็กสองตู้ก็มีฝากระจกปิดด้านบน ไม่ต้องกลัวน้ำกระฉอก แต่ปัญหามันอยู่ที่ของชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งที่ไม่ได้วางอยู่บนฐาน
"สาหร่ายไหมทองของฉัน!"
โจวเหวินเริ่มลนลานจริงๆ กว่าจะปลูกสาหร่ายไหมทองขึ้นมาได้ จะให้เกิดปัญหาไม่ได้เด็ดขาด
จากการรวบรวมแบบแปลน สูตรผสม และข้อมูลต่างๆ มาหลายวัน ความสำคัญของสาหร่ายไหมทองนั้นประเมินค่าไม่ได้ นอกจากผลของมันจะเพิ่มพละกำลัง 5 แต้ม ตัวสาหร่ายเองยังเอามาทำอุปกรณ์สวมใส่ได้ แถมถ้าเอาให้แฟนธอม เลวีอาธานกิน ยังช่วยเร่งความเร็วในการเติบโตได้ถึง 50%
ตอนนี้เขาอยากจะยกเลิกภารกิจล่าสมบัติซะเดี๋ยวนั้น ยิ่งไปกว่านั้น เขายังห่วงต้นไม้อีกต้นหนึ่งด้วย นั่นคือต้นใบแก้วกิ่งศิลา
เพราะต้นใบแก้วกิ่งศิลาไม่ได้ปลูกในดินของกระบะปลูกพืช แต่รากของมันหยั่งลงในมูลหนอนเจาะหิน ถ้ามุมเอียงมากๆ ต้นใบแก้วกิ่งศิลาอาจหลุดออกมาจากก้อนมูลได้
ทั้งสาหร่ายไหมทองและต้นใบแก้วกิ่งศิลา ต่างเป็นพืชสำคัญสุดยอดสำหรับโจวเหวิน ตอนนี้ทั้งคู่กำลังเสี่ยงที่จะพังพินาศ
"หยุดเงย! หยุดเงยได้แล้ว! สมบัติไม่เอาแล้วโว้ย!" โจวเหวินตะโกนลั่น แทบจะร้องไห้ออกมา ความเสียหายครั้งนี้มันหนักหนาเกินรับไหว
แต่เคราะห์ดีที่สถานการณ์เลวร้ายที่สุดที่โจวเหวินกังวลไม่ได้เกิดขึ้น แฟนธอม เลวีอาธานเงยหน้าขึ้นถึงระดับหนึ่งก็หยุดลง ร่างกายเอียงทำมุมแค่ 45 องศา ทำให้โจวเหวินถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
มุมเอียงระดับนี้ แม้จะกระทบกระบะปลูกสาหร่ายบ้าง แต่ไม่ถึงกับทำให้คว่ำ อาจจะมีน้ำหกออกมาบ้าง แต่เติมน้ำใหม่ได้ทุกวันอยู่แล้ว
"หยุดสักที นึกว่าจะตั้งฉากเหมือนคราวก่อนซะแล้ว" แต่โจวเหวินก็ตระหนักได้ว่านี่คือปัญหาใหญ่ กลับไปคราวนี้เขาต้องหาทางแก้เรื่องนี้ให้ได้
"เดี๋ยวนะ แล้วฉันจะขึ้นไปได้ยังไง?"
แม้ในหลอดอาหารของแฟนธอม เลวีอาธานจะไม่มีเมือกเหนียวๆ แต่พื้นผิวก็ลื่นมาก เอียง 45 องศาแบบนี้ เดินขึ้นไปสองก้าวก็ไถลลงมาแล้ว
ไม่นานปัญหานี้ก็ถูกแก้ไข เพราะน้ำทะเลปริมาณมากไหลทะลักเข้ามาในหลอดอาหาร แป๊บเดียวก็ท่วมถึงระดับคอของโจวเหวิน
"เฮ้ย!" โจวเหวินตกใจ รีบเอาผ้าผูกกล่องเสบียงติดหลัง ปล่อยมือสองข้างให้ว่าง แล้วตีขาเลี้ยงตัวลอยคออยู่เหนือน้ำ ลอยสูงขึ้นตามระดับน้ำที่เพิ่มขึ้น
พอลอยขึ้นมาได้ไม่กี่เมตร โจวเหวินก็ออกจากหลอดอาหารเข้าสู่ปากของแฟนธอม เลวีอาธาน ภายในปากมืดสนิท ร่างกายสัมผัสความเย็นเยียบของน้ำทะเล เขาเริ่มกลัวนิดๆ เพราะในน้ำนี้อาจมีตัวอะไรหลุดเข้ามาด้วยก็ได้
แต่ความกังวลของโจวเหวินก็สูญเปล่า ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดปนเข้ามาในน้ำ สักพักระดับน้ำก็สูงขึ้นถึงระดับซี่กรองอาหาร เขาอาศัยจังหวะน้ำขึ้นปีนขึ้นไปบนซี่กรองได้สำเร็จ
โจวเหวินเปิดไฟฉายคาดหัวสำรวจสถานการณ์ พบว่าใต้เท้าคือขากรรไกรล่างของแฟนธอม เลวีอาธาน ส่วนเหนือหัวเป็นปากถ้ำที่ลาดลงมา ไม่เห็นขากรรไกรบน
สถานการณ์ดูเหมือนว่าแฟนธอม เลวีอาธานกำลังอ้าปากครอบปากถ้ำเอาไว้มิด แล้วปล่อยน้ำทะเลเข้ามาส่วนหนึ่ง เพื่อให้โจวเหวินลอยตัวเข้าไปในถ้ำ
"โชคดีที่ตอนเด็กๆ เคยฝึกว่ายท่าหมาตกน้ำในบึงมา" โจวเหวินรู้สึกโล่งใจ ถ้าว่ายน้ำไม่แข็ง ป่านนี้คงจมน้ำตายไปแล้ว
ซี่กรองอาหารยังอยู่ห่างจากปากถ้ำพอสมควร โจวเหวินยืนรอให้น้ำขึ้นอยู่บนซี่กรอง ถือโอกาสพักเหนื่อยไปด้วย เพราะการลอยตัวในน้ำกินแรงไม่น้อย
แฟนธอม เลวีอาธานเหมือนจะรู้ว่าโจวเหวินใกล้ถึงปากถ้ำแล้ว จึงเพิ่มปริมาณน้ำเข้ามาอีก ไม่นานระดับน้ำก็เสมอขอบปากถ้ำ โจวเหวินว่ายน้ำสองสามทีก็ถึงฝั่งและปีนขึ้นไปได้สำเร็จ
เมื่อเข้าไปในถ้ำ โจวเหวินไม่ผลีผลาม เขาใช้ไฟฉายส่องสำรวจก่อน
ถ้ำนี้กว้างขวางกว่าถ้ำสมบัติคราวก่อนมาก เพดานสูงจากพื้นกว่าสี่เมตร แม้ข้างในจะชื้นแฉะแต่ไม่มีน้ำขัง ดูเหมือนจะเป็นโพรงอากาศใต้น้ำ
โจวเหวินเปิดกล่องเสบียง สวมเกราะหนามครบชุด มือซ้ายถือโล่ มือขวาถือดาบใหญ่เหล็ก ส่วนเกราะอกหนามที่หนักที่สุดเก็บไว้ในช่องอุปกรณ์ชั่วคราว
นอกจากนี้ ที่ข้อมือซ้ายของเขายังมีถุงผงเลือดเดือดพันด้วยผ้าพันแผลติดอยู่
เนื่องจากไม่มีกระดาษ เขาเลยใช้ใบสาหร่ายห่อผงเลือดเดือดเป็นรูปสามเหลี่ยมขนาดสองสามเซนติเมตร เหมือนบ๊ะจ่างจิ๋ว
ถ้าเกิดเหตุฉุกเฉิน เขาก็แค่กัดผ้าพันแผลขาด เคี้ยวห่อสาหร่ายแล้วกลืนลงไปทันที อาศัยความเร็วที่เพิ่มขึ้น 5 แต้มเพื่อหนีเอาตัวรอด
"ครืด~ ครืด~ ครืด~" โจวเหวินหมุนคันโยกไฟฉายเพื่อชาร์จไฟ เสียงหมุนดังก้องสะท้อนไปไกลในถ้ำ
นี่เป็นความตั้งใจของโจวเหวิน แทนที่จะเดินลึกเข้าไปแล้วเจอสัตว์ร้ายตัวเบ้ง สู้ล่อมันออกมาตรงปากถ้ำดีกว่า ดูซิว่ามันจะกลัวแฟนธอม เลวีอาธานไหม
หมุนอยู่พักใหญ่ ในถ้ำก็ยังเงียบกริบ ไฟฉายชาร์จจนเต็มแล้ว โจวเหวินจึงต้องสวมไฟฉาย แล้วเริ่มเดินสำรวจลึกเข้าไป
"กลิ่นอะไรเนี่ย?" ยิ่งเดินลึกเข้าไป กลิ่นเหม็นเน่าก็ยิ่งคละคลุ้ง เหมือนกลิ่นซากศพเน่าเปื่อย
โจวเหวินขมวดคิ้ว ระวังตัวแจ ร่างกายแนบชิดผนังถ้ำฝั่งขวา เพื่อจะได้ระวังแค่ด้านหน้ากับด้านซ้าย
เดินไปอีกสักพัก โจวเหวินยังไม่เจออะไรเลย แต่กลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงขึ้นจนเขาแทบจะอ้วก
"ทางเลี้ยว?" แสงไฟส่องไปข้างหน้า พบทางเลี้ยวหนึ่งแห่ง
โจวเหวินกลั้นใจทนกลิ่นเหม็น ค่อยๆ ย่องไปที่มุมเลี้ยว เขาไม่ได้เดินพรวดพราดเข้าไป แต่หยิบแผ่นหนังปลาสากกระจกออกมาจากกล่องเสบียง ยื่นออกไปที่มุมทางเลี้ยว มือถือไฟฉายแนบผนัง ส่องไฟเข้าไปสะท้อนแผ่นหนังเพื่อดูภาพข้างใน
"เชี่ยเอ้ย!"
ภาพที่สะท้อนบนแผ่นหนังทำเอาหัวใจโจวเหวินกระตุกวูบ ตัวแข็งทื่อด้วยความสยอง เขาขว้างแผ่นหนังทิ้ง แล้วหันหลังวิ่งหนีสุดชีวิต
ระหว่างวิ่งหนี ยังรู้สึกว่าตัวเองช้าไป เลยจัดการโยนเกราะหนามทั้งชุดทิ้งผ่านช่องอุปกรณ์ไปซะ