- หน้าแรก
- วิชายุทธ์ที่ฉันสร้างโด่งดังไปทั่วโลก
- บทที่ 21 - บทกวีวีรชน
บทที่ 21 - บทกวีวีรชน
บทที่ 21 - บทกวีวีรชน
นับตั้งแต่วินาทีที่หลี่สิงพุ่งทะยานออกไปจนถึงตอนที่เขาสังหารทหารม้าคนที่สามบนหลังม้า เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที สร้างความตื่นตะลึงให้กับผู้ชมโดยรอบจนตาค้าง
ขนาดหานสิงยังจัดการทหารม้าได้แค่ทีละคน แต่หลี่สิงกลับเก็บเรียบทีเดียวถึงสามคนรวด!
ไม่ใช่ว่าพละกำลังของหลี่สิงจะเหนือกว่าหานสิงถึงสามเท่า แต่เป็นเพราะเพลงกระบี่ 'สิบก้าวสังหารหนึ่ง' นั้นเหมาะสมกับสมรภูมิรบอย่างที่สุดต่างหาก
แม้หลี่สิงจะจัดการทหารม้าไปได้ถึงสามคน แต่ทหารม้าอีกสองคนที่เหลือก็ยังสร้างความเสียหายให้กับเพื่อนร่วมทีมของเขาได้อยู่ดี ส่งผลให้มีคนตายหนึ่งคนและบาดเจ็บสาหัสอีกสองคนจนต้องออกจากความฝันไป
นี่เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้จริงๆ หลี่สิงทำหน้าที่เดอะแบกได้ดีที่สุดแล้ว แต่ขีดความสามารถของเพื่อนร่วมทีมก็มีจำกัด
สมาชิกที่เหลืออีกเจ็ดคนยังคงจัดขบวนทัพงูเลื้อยพุ่งทะยานไปข้างหน้า หลี่สิงปรับลมหายใจสองครั้ง สังหารศัตรูไปยี่สิบเอ็ดคน จนในที่สุดก็เป็นคนแรกที่บุกมาถึงตีนเนินเขา
ในเวลานี้ เพื่อนร่วมทีมด้านหลังเหลือรอดอยู่เพียงสี่คน
"เหลืออีกแค่ก้าวเดียว อย่ามาตกม้าตายตอนจบนะเว้ย!"
หลี่สิงหันกลับไปตะโกนลั่น
นอกจากเฉินโหย่วซิงแล้ว อีกสามคนที่เหลือต่างก็มีลมปราณร่อยหรอเต็มที แถมยังมีบาดแผลเต็มตัวจนแทบจะถึงขีดจำกัด แต่พอได้ยินเสียงตะโกนของหลี่สิง ความน่าเกรงขามของครูฝึกจอมโหดที่ฝังลึกในใจก็ปลุกให้พวกเขฮึดสู้ขึ้นมาอีกครั้งโดยสัญชาตญาณ
"ลุย!"
หลี่สิงพุ่งขึ้นเนินเขาเป็นคนแรก คนอื่นๆ รีบตามมาติดๆ
ทหารม้าห้านายสุดท้ายควบตะบึงลงมาจากยอดเนินอย่างรวดเร็วด้วยหน้ากระดานเรียงหนึ่ง
ในจังหวะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังจะปะทะกัน ทหารม้าสองนายตรงกลางกลับแยกตัวออกไปทางซ้ายและขวา จงใจหลบเลี่ยงหลี่สิงอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อครู่พวกเขาเห็นฉากที่หลี่สิงสังหารเพื่อนทหารม้าสามนายรวดมาจากบนยอดเนิน จึงตัดสินใจหลบเลี่ยงตัวอันตรายคนนี้ แล้วไปจัดการเก็บกวาดคนอื่นๆ ก่อน
"ซวยล่ะสิ!"
หลี่สิงคาดไม่ถึงว่าทหารม้าพวกนี้จะเจ้าเล่ห์ขนาดนี้ เขาไล่ตามทันแค่คนเดียวและฟันตกม้าไปได้
แต่พอหันกลับไปมอง ก็เห็นเฉินโหย่วซิงและคนอื่นๆ ถูกชนกระเด็นกลิ้งตกเนินเขาไปแล้ว
ทหารราบหลายสิบนายกำลังกรูกันเข้ามาล้อมกรอบที่ตีนเนินเขา จุดจบของพวกเขาคงหนีไม่พ้นการถูกรุมสับจนตาย
"ชนะแล้ว!"
หานสิงที่เห็นฉากนี้ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ถึงแม้ผลงานของหลี่สิงจะเหนือความคาดหมาย และเวลาที่ใช้ก็สูสีกับทีมของเขา แต่ทีมของเขามีคนเข้าเส้นชัยถึงสามคน ส่วนหลี่สิงเหลือแค่ตัวคนเดียว แพ้ชนะมันเห็นกันชัดๆ อยู่แล้ว
"ข้ามาคนเดียวมันจะไปรอดอะไร"
หานสิงหัวเราะเยาะในใจ
แต่ทว่าวินาทีถัดมาเขาก็ต้องตะลึงงัน เพราะหลี่สิงกลับหันหลังแล้วพุ่งลงจากเนินเขา!
นี่เป็นฉากที่ไม่มีใครคาดคิด แม้แต่ลูกทีมของหลี่สิงเองก็ยังนึกไม่ถึง
เฉินโหย่วซิงกัดฟันข่มความเจ็บปวดราวกับกระดูกหน้าอกแตกละเอียด พยายามจะลุกขึ้นยืน แต่ภาพตรงหน้ากลับมืดลงเมื่อเห็นทหารม้าคนหนึ่งควบม้าศึกตัวมหึมา ยกกีบเท้าคู่หน้าขึ้นสูงเตรียมจะกระทืบลงมาที่ตัวเขา
"จบกัน"
แววตาของเฉินโหย่วซิงฉายแววหวาดกลัว
แม้ตายในความฝันจะไม่ตายจริง แต่ความเจ็บปวดนั้นคือของจริง การถูกม้าศึกหนักเกือบตันกระทืบตายคงจะเจ็บปวดทรมานสุดๆ
ฟึ่บ!
ในขณะที่เฉินโหย่วซิงคิดว่าตัวเองไม่รอดแน่ แสงเย็นเยียบสายหนึ่งก็วาบผ่าน ขาหลังทั้งสองข้างของม้าศึกถูกฟันขาดสะบั้น ก่อนจะมีคนใช้ไหล่กระแทกมันอย่างแรง
โครม!
คนและม้าล้มครืนลงข้างกายเฉินโหย่วซิง ฝุ่นตลบฟุ้งกระจาย
"ยังไม่ตายก็รีบลุกขึ้นมา!"
เสียงของหลี่สิงดังขึ้น ดึงสติเฉินโหย่วซิงกลับมาได้ทันที
"วันนี้นายช่วยชีวิตฉันไว้หนึ่ง 'ชีวิต' วันหน้ามีโอกาสฉันจะคืนให้หลาย 'ชีวิต' เลย"
เขาพลันนึกถึงคำพูดที่หลี่สิงเคยพูดกับเขาตอนเลือกทีม
"คืนให้หนึ่งชีวิตจริงๆ ด้วยแฮะ"
เขาพึมพำด้วยความซาบซึ้งพลางรีบยันกายลุกขึ้น
"วิ่งขึ้นเนินไป!"
หลี่สิงตะโกนสั่ง แล้วพุ่งไปช่วยเพื่อนร่วมทีมคนต่อไปทันที
เฉินโหย่วซิงชะงักไปครู่หนึ่ง มองดูฝูงคนที่ถาโถมเข้ามาสกัดกั้น กัดฟันพูดว่า "ฉันจะช่วยนาย!"
แต่เสียงด่าของหลี่สิงกลับสวนกลับมาทันควัน
"ช่วยบ้าอะไรล่ะ! อย่ามาทำตัวยืดเยื้อ รีบไสหัวไป!"
ปากก็ด่าไป มือก็ช่วยเพื่อนร่วมทีมอีกคนให้รอดพ้นจากคมดาบของทหาร
เฉินโหย่วซิงหน้าแดงก่ำ แต่สุดท้ายก็ยอมทำตามคำสั่ง หันหลังวิ่งขึ้นเนินเขาไป
"นายก็รีบวิ่งไป!"
หลี่สิงตะโกนบอกเพื่อนร่วมทีมที่เพิ่งช่วยมาได้
"กัปตัน..."
เพื่อนร่วมทีมมองเขาด้วยแววตาซับซ้อน
ในสถานการณ์แบบนี้ คนทั่วไปไม่มีทางย้อนกลับมาช่วยคนอื่นแน่ เกิดซวยติดร่างแหไปด้วยจะทำยังไง?
ต้องรู้ก่อนนะว่าถึงจะเป็นการแข่งประเภททีม แต่ผลงานส่วนตัวก็สำคัญ คนที่ไปถึงเส้นชัยย่อมปลอดภัยกว่าและเสี่ยงต่อการถูกคัดออกน้อยกว่าคนที่ไปไม่ถึง
สิ่งที่หลี่สิงทำอยู่ตอนนี้มีความเสี่ยงสูงมากแต่ได้ผลตอบแทนน้อยนิด เพราะต่อให้ทีมของพวกเขาได้ที่โหล่ หลี่สิงในฐานะกัปตันทีมก็ไม่มีทางถูกคัดออกในรอบนี้อยู่แล้ว
"วิ่ง!"
หลี่สิงย้ำคำเดิม พลางพุ่งไปช่วยเพื่อนร่วมทีมอีกคน แต่น่าเสียดายที่คนสุดท้ายทนพิษบาดแผลไม่ไหวและออกจากความฝันไปเสียแล้ว
ลูกทีมสองคนที่ได้รับความช่วยเหลือไม่กล้าปล่อยให้โอกาสรอดชีวิตที่หลี่สิงแลกมาด้วยเลือดเนื้อต้องสูญเปล่า พวกเขารีดเค้นศักยภาพเฮือกสุดท้าย วิ่งสุดฝีเท้าขึ้นไปยังเนินเขา โดยมีหลี่สิงคอยระวังหลังให้ที่ตีนเนิน
เวลานี้ทหารรอบด้านต่างถูกหลี่สิงดึงความสนใจไปหมด ไม่ได้สนใจสามคนที่กำลังหนี แต่ทุ่มกำลังทั้งหมดเข้าใส่หลี่สิงที่เป็นตัวชน
ชั่วพริบตาเดียว ศาสตราวุธทั้งดาบ หอก กระบี่ ก็ถาโถมเข้ามา หลี่สิงแทบจะจมหายไปในฝูงคน!
แม้เขาจะมี 'สิบก้าวสังหารหนึ่ง' เพลงกระบี่ที่เกิดมาเพื่อสมรภูมิ แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ก็ยังตกอยู่ในอันตรายเฉียดตายครั้งแล้วครั้งเล่า
ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน หลี่สิงกลับเผลอใจลอยนึกถึงอดีต
ก่อนจะข้ามมิติมา เขาคือนักเขียนนิยายกำลังภายในบนโลกออนไลน์ จินตนาการนับครั้งไม่ถ้วนว่าตัวเองคือจอมยุทธ์ผู้ผดุงคุณธรรม ท่องเที่ยวไปในยุทธภพอย่างอิสระเสรี ฉากที่ยอมเอาตัวเข้าแลกเพื่อปกป้องเพื่อนพ้องจนตัวเองต้องตกอยู่ในวงล้อมแห่งความตายแบบนี้ เขาเคยเขียนในนิยายของตัวเองมานับครั้งไม่ถ้วน
ตอนนี้ ดูเหมือนเขาจะได้กลายเป็นตัวละครในปลายปากกาของตัวเองจริงๆ แล้ว ความรู้สึกที่เชื่อมโยงกันดั่งความฝันนี้ทำให้จิตใจของเขาพลุ่งพล่านด้วยอารมณ์ที่บรรยายไม่ถูก
"ด้วยฝีมือการเขียนระดับคุณ ไปเขียนแนวอื่นเถอะน่าจะดัง อย่าเขียนกำลังภายในเลย กำลังภายในมันตายไปแล้ว"
นั่นคือคำพูดที่นักอ่านบอกเขา
"เดี๋ยวนี้ยังมีใครอ่านนิยายกำลังภายในกันอยู่อีกวะ? เลิกดันทุรังเถอะน่า"
นั่นคือคำเตือนจากเพื่อนของเขา
"ผดุงคุณธรรมบ้าบออะไร พระเอกมันก็แค่พวกโลกสวย ปัญญาอ่อนชิบหาย!"
นั่นคือคำด่าจากเกรียนคีย์บอร์ด
ความทรงจำตลอดเจ็ดปีไหลผ่านเข้ามาในสมองราวกับภาพยนตร์ฉายซ้ำ
"เหอะ แต่ตอนนี้ป๋าข้ามมิติมาแล้วโว้ย!"
ดวงตาของหลี่สิงแดงฉาน เขาโคจรลมปราณอย่างบ้าคลั่งราวกับคนเสียสติ!
แสงกระบี่เจิดจ้าปะทุขึ้นกลางฝูงชน
บนเนินเขา สามคนที่กำลังวิ่งหนีตายจู่ๆ ก็ได้ยินเสียงหนึ่งแว่วมา
นั่นคือ...
"แขกแคว้นจ้าว พู่หมวกแดงพริ้วไหว..."
ยังไม่ทันที่พวกเขาจะทำความเข้าใจความหมาย ประโยคที่สองก็ตามมาติดๆ
"ฮ่าฮ่า ตะขอหวู ประกายดุจหิมะ!"
ด้วยพลังวัตรที่อัดแน่น น้ำเสียงจึงดังกังวาน ฟังชัดทุกถ้อยคำ
"อานเงินส่องม้าขาว ควบขับดั่งดาวตก!"
"สิบก้าวสังหารหนึ่ง พันลี้ไร้ร่องรอย!"
เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ ทุกคนถึงเพิ่งได้สติว่า นี่มันบทกวีไม่ใช่เหรอ?
หลี่สิงฆ่าคนไปพลาง ท่องบทกวีไปพลางงั้นรึ?
"เสร็จกิจสะบัดเสื้อจาก ซ่อนเร้นชื่อเสียงกาย!"
"ยามว่างดื่มกับซิ่นหลิง ปลดกระบี่วางขวางเข่า!"
หลี่สิงยิ่งท่องเร็วกระบี่ในมือก็ยิ่งเร็วขึ้น แสงกระบี่วูบวาบ สังหารศัตรูไปแล้วสิบเอ็ดศพ
ในยามนี้เขาใช้วิชา 'สิบก้าวสังหารหนึ่ง' อย่างบ้าคลั่ง นึกไม่ถึงว่านอกจากจะไม่ธาตุไฟเข้าแทรกแล้ว เจตจำนงของเขากลับหลอมรวมเข้ากับแก่นแท้ของเพลงกระบี่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ส่งผลให้เพลงกระบี่ในมือยิ่งทวีความดุดัน!
"ย่างเนื้อสู่จูไห่ รินสุราให้โหวหยิง!"
กระโดดหลบหอกยาวที่แทงมา แล้วสวนกระบี่แทงทะลุอกศัตรู
"สามจอกลั่นวาจา ขุนเขายังเบากว่า!"
หมุนตัวพุ่งเข้าไปฟันคอขาดกระเด็นอีกหนึ่ง
"แม้ตายกระดูกยังหอม ไม่อายวีรชน!"
กระบี่ยาวชุ่มโชกไปด้วยเลือด ไม่รู้ว่าดื่มเลือดศัตรูไปเท่าไหร่แล้ว
"ใครเล่าจะจารึก คัมภีร์ไท่เสวียนยามผมขาว"
เมื่อท่องมาถึงประโยคสุดท้าย หลี่สิงรู้สึกว่าแรงกดดันรอบตัวเบาบางลง ถึงเพิ่งพบว่าเบื้องหน้าของเขาไม่มีใครยืนอยู่แล้ว เหลือทิ้งไว้เพียงซากศพเกลื่อนกลาด
ทหารโดยรอบมองดูเขาด้วยความหวาดกลัว
ไม่มีใครกล้าก้าวเข้ามาแม้แต่ก้าวเดียว
(จบแล้ว)