- หน้าแรก
- อัยการหนุ่มข้ามมิติ ป่วนกรุงโซล
- บทที่ 93 มวลชนเดือดดาล
บทที่ 93 มวลชนเดือดดาล
บทที่ 93 มวลชนเดือดดาล
เมื่อนำเสนอหลักฐานชิ้นที่หนึ่งจบลง บรรยากาศในศาลที่เคยเงียบสงบก็กลับมาอื้ออึงอีกครั้ง บรรดานักข่าวและผู้เข้าร่วมฟังการพิจารณาคดีต่างพากันซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์ บางคนถึงขั้นชี้ไม้ชี้มือไปที่ผู้ต้องหา นาดงฮวี
คุณชายนาดงฮวีเกิดมาไม่เคยต้องอับอายขายขี้หน้าขนาดนี้มาก่อนในชีวิต
เขามองลงไปที่ฝูงชนด้านล่าง ก่อนจะตวัดสายตากลับมามองจางแทซู สายตาที่จ้องมองมานั้นเต็มไปด้วยเพลิงโทสะ
"ข้างต้นคือหลักฐานที่ผมนำเสนอเพื่อโต้แย้งในประเด็นความรับผิดชอบของร้านอาหาร ต่อกรณีเมาแล้วขับของคุณนาดงฮวีครับ และลำดับต่อไป... คือพยานปากสำคัญอีกคนของคดีนี้ เขาคือเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้พบเห็นพฤติกรรมเมาแล้วขับของนาดงฮวีในคืนเกิดเหตุ และขอให้เขาให้ความร่วมมือในการตรวจค้น... จ่าคังดงวอนครับ!"
สิ้นเสียงของจางแทซู อิมจีฮโยก็ลุกขึ้นและเดินออกไปนอกห้องพิจารณาคดี ครู่ต่อมา ประตูศาลก็เปิดออกอีกครั้ง เผยให้เห็นชายวัยกลางคนที่มีอาการบาดเจ็บสาหัสกว่าจางแทซูเสียอีก นั่งอยู่บนวีลแชร์โดยมีอิมจีฮโยเป็นคนเข็นเข้ามา
"ศาลที่เคารพ พยานท่านนี้ก็ถูกกลุ่มคนปริศนาลอบทำร้ายก่อนวันขึ้นศาลเช่นเดียวกับกระผม ดังนั้นเมื่อพิจารณาจากสภาพร่างกายของพยาน กระผมจึงใคร่ขออนุญาตกระชับเวลาในการซักถามพยานให้สั้นลงครับ!"
"ศาลอนุญาต! เชิญท่านอัยการดำเนินการต่อได้!"
จางแทซูเดินเข้าไปเข็นรถของคังดงวอนด้วยตัวเอง พาเขามายังคอกพยาน พูดตามตรง แม้อาการของคังดงวอนจะหนักกว่าจางแทซูจริง แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นต้องนั่งวีลแชร์ไปไหนมาไหน
แต่ที่จางแทซูทำแบบนี้ ก็เพื่อให้บรรดานักข่าวและประชาชนที่มามุงดูได้เห็นภาพนี้ชัดๆ เมื่อเห็นสภาพอันน่าเวทนาของคังดงวอน ประชาชนและนักข่าวต่างพากันตกตะลึง
แม้ศาลจะเป็นสถานที่ที่ว่ากันด้วยเหตุผล แต่กระแสสังคมกลับเป็นฝ่ายที่ถูกชักจูงด้วยอารมณ์
มีประเด็นหนึ่งที่หลายคนอาจไม่ทันตระหนัก นั่นคืออารมณ์ความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ที่มีต่อข่าวสาร มักจะถูกสื่อมวลชนจูงจมูก
เปรียบเทียบง่ายๆ ก็เหมือนความแตกต่างระหว่างประโยคที่ว่า "นักศึกษาสาวตกอับต้องมาทำงานเป็นสาวนั่งดริงค์ในบาร์" กับ "สาวนั่งดริงค์สู้ชีวิตทำงานในบาร์แต่ก็ยังใฝ่เรียนจนสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้" ทั้งสองประโยคพูดถึงคนคนเดียวกันและสถานการณ์เดียวกัน แต่ความรู้สึกที่ได้นั้นต่างกันราวฟ้ากับเหว
พูดกันตามตรง วันนี้นักข่าวข้างล่างจะเขียนข่าวเอียงไปทางไหน? แม้มันจะไม่ส่งผลต่อความยุติธรรมในรูปคดีโดยตรง แต่มันจะเป็นตัวตัดสินว่าระหว่างจางแทซูกับนาจองแท ใครกันแน่คือ "ผู้ถูกกระทำ" ที่สังคมควรเห็นใจ
สื่อและประชาชนมักจะเข้าข้างคนอ่อนแอโดยธรรมชาติ หากปล่อยให้นาจองแทสร้างภาพลักษณ์น่าสงสารเรียกร้องความเห็นใจได้สำเร็จ ต่อให้จางแทซูทำคดีนี้ได้ยอดเยี่ยมแค่ไหน เขาก็อาจถูกสื่อรุมสับเละ หรือถึงขั้นมีคนตั้งข้อสงสัยในความสามารถของเขา
แต่ถ้าสถานการณ์กลับตาลปัตร กลายเป็นว่า ส.ส. นาจองแท ใช้อำนาจบาตรใหญ่ปิดบังความจริง ทำลายหลักฐาน หรือถึงขั้นสั่งเก็บพยาน... ชีวิตทางการเมืองของนาจองแทก็คงถึงจุดจบจริงๆ
นั่นคือเหตุผลที่จางแทซูจงใจให้คังดงวอนนั่งวีลแชร์ ทำตัวเหมือนคนใกล้ตาย
อย่าหาว่าจางแทซูเล่นละครเกินเบอร์ เพราะถ้านาจองแทเป็นคนมีเหตุผลและเล่นตามกติกา จางแทซูกับคังดงวอนคงไม่ต้องเกือบเอาชีวิตมาทิ้งด้วยน้ำมือคนร้ายแบบนี้หรอก
เมื่อคังดงวอนประจำที่ในคอกพยานเรียบร้อย จางแทซูก็เริ่มซักถาม
"จ่าคังครับ ยังจำเหตุการณ์ในคืนนั้นได้ไหมครับ?"
"แน่นอนครับ ต่อให้ผมตายกลายเป็นผี ผมก็ไม่มีวันลืมเรื่องพวกนี้ครับ!"
"ช่วยเล่าเหตุการณ์ในคืนนั้นให้ฟังหน่อยครับว่าเป็นอย่างไร? คุณสังเกตเห็นรถคันนั้นได้อย่างไร?"
"คืนนั้นผมกับเพื่อนร่วมงานกำลังตั้งด่านตรวจครับ แต่เพื่อนผมปวดท้องเลยวิ่งไปเข้าห้องน้ำที่ร้านสะดวกซื้อใกล้ๆ ตอนนั้นเลยเหลือแค่ผมคนเดียวที่ยืนอยู่ริมถนน จู่ๆ รถสปอร์ตคันหนึ่งก็พุ่งเข้ามา ผมเห็นล้อรถเหยียบเส้นแบ่งเลนตลอดเวลา เลยส่งสัญญาณให้จอดชิดขอบทาง แต่คนขับกลับไม่สนใจ แถมยังพยายามเร่งเครื่องหนี ผมเลยขี่มอเตอร์ไซค์ไปขวางหน้ารถไว้ครับ!"
"แล้วหลังจากนั้นล่ะครับ?"
"หลังจากนั้นผมก็ทุบกระจกรถ แล้วลากคอไอ้เด็กที่นั่งตรงคนขับลงมา!"
"คนคนนั้นใช่ผู้ต้องหา นาดงฮวี ที่นั่งอยู่ตรงนั้นไหมครับ?"
"ใช่ครับ คือไอ้หมอนั่นแหละ ต่อให้เป็นตอนนี้ผมก็จำหน้ามันได้แม่น!"
"ตอนนั้นเขาให้ความร่วมมือในการตรวจสอบไหมครับ?"
"ไม่เลยครับ! ไอ้หมอนั่นกลิ่นเหล้าหึ่ง ปากก็ด่ากราดไม่หยุด ผมเห็นว่าเขาเมาแน่ๆ เลยสั่งให้เป่าตรวจวัดแอลกอฮอล์! แต่มันกลับหยิบขวดวิสกี้จากในรถสาดใส่ตัวผม แล้วก็ลงมือทำร้ายร่างกายผมด้วย!"
"หมายความว่าหลังจากคุณแจ้งความประสงค์แล้ว เขาไม่เพียงปฏิเสธ แต่ยังทำร้ายร่างกายคุณด้วยใช่ไหมครับ!"
"ใช่ครับ! แต่ผมก็ไม่ใช่หมูในอวยนะ ผมสั่งสอนไอ้เด็กนั่นไปชุดใหญ่เหมือนกัน! พอคุมตัวมาถึงโรงพักนั่นแหละ ถึงได้รู้ว่ามันเป็นลูกชาย ส.ส.!"
"แล้วทำไมตอนนั้นสื่อมวลชนถึงไม่รู้เรื่องนี้ล่ะครับ?"
"เพราะพ่อของไอ้หมอนั่นให้คนมารับตัวมันออกไปทันทีครับ ถ้าผมไม่มือไวรีบลงบันทึกประจำวันไว้ ป่านนี้แค่มันนั่งจิบกาแฟแก้วเดียว ก็คงเดินลอยหน้าลอยตาออกจากโรงพักไปแล้ว!"
น้ำเสียงของคังดงวอนเต็มไปด้วยความดูแคลนและเย้ยหยัน หลังจากจางแทซูยืมปากคังดงวอนเล่าความจริงในคืนนั้นจบ เขาก็หยิบหลักฐานอีกชิ้นออกมา นั่นคือเอกสารคำให้การเท็จที่ทนายของนาดงฮวียื่นต่อศาลก่อนหน้านี้
"ศาลที่เคารพ ตอนนี้ผมจะแสดงหลักฐานชิ้นที่สอง... นั่นคือคำให้การที่ทนายของนาดงฮวีอ้างว่า ในคืนเกิดเหตุตำรวจไม่ได้แสดงตัวตนและมีข้อบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่... ผมคิดว่าของพรรค์นั้นดูไปก็เสียเวลาเปล่า มันเหลวไหลสิ้นดี เรามาดูหลักฐานชิ้นที่สามกันเลยดีกว่าครับ! นั่นคือไฟล์วิดีโอจากกล้องติดตัว ของจ่าคังดงวอนที่บันทึกเหตุการณ์ในคืนนั้นไว้ได้!"
พูดจบ จางแทซูก็เปิดคลิปวิดีโอขึ้นบนหน้าจอใหญ่ในศาล ทันทีที่วิดีโอเล่นไปถึงฉากที่นาดงฮวีสาดเหล้าใส่หน้าคังดงวอน ผู้คนในศาลก็ระเบิดอารมณ์ความโกรธออกมาจนเก็บทรงไม่อยู่
"ไอชิบาล... สาธารณรัฐเกาหลีมันเป็นบ้าอะไรไปแล้ว? ลูก ส.ส. ทำตัวกร่างได้ขนาดนี้เลยเหรอ?"
"สังคมมันเน่าเฟะจริงๆ ทำไมคนแบบนี้ถึงได้รับเลือกเป็น ส.ส. ได้?"
"นาจองแทลาออกไปซะ! นาดงฮวีต้องติดคุก!"
......
"ทุกท่านโปรดอยู่ในความสงบ! กรุณาเงียบด้วยครับ รักษาความสงบเรียบร้อยในศาลด้วย!"
ผู้พิพากษาพยายามควบคุมสถานการณ์เพื่อให้การพิจารณาคดีดำเนินต่อไปได้ แต่ในขณะนี้ สื่อมวลชนต่างรัวนิ้วบันทึกเหตุการณ์และข้อมูลที่เพิ่งถูกเปิดโปงอย่างบ้าคลั่ง
จางแทซูหันไปมองทนายความของนาดงฮวี
ว่ากันว่าทนายที่ตระกูลนาจ้างมาคราวนี้มีฝีมือด้านคดีอาญามาก
แต่พูดกันตามตรง ตั้งแต่สมัยสอบเนติบัณฑิต หัวกะทิระดับท็อปต่างก็ถูกคัดตัวไปเป็นอัยการกันหมดแล้ว ส่วนพวกที่ว่า "มีฝีมือ" ในวงการทนายความ ส่วนใหญ่ก็แค่อาศัยบารมีเก่าจากการเคยเป็นอัยการ หรือมีความสัมพันธ์อันดีกับอัยการ เพื่อใช้วิธีวิ่งเต้นคดีนอกศาลเท่านั้นเอง
เจอหลักฐานมัดตัวแน่นหนาดั่งภูผาขนาดนี้ ต่อให้ตระกูลนาไปเชิญประธานาธิบดีมา ก็ไม่มีทางพลิกคดีได้แน่นอน