- หน้าแรก
- อัยการหนุ่มข้ามมิติ ป่วนกรุงโซล
- บทที่ 9 ตู้เย็น
บทที่ 9 ตู้เย็น
บทที่ 9 ตู้เย็น
ไม่มีใครเกิดมาแล้วเต็มใจเป็นสุนัขรับใช้ให้คนอื่นหรอก เว้นแต่ว่าการทำแบบนั้นจะให้ผลประโยชน์ที่มากพอ และการปรากฏตัวของจางแทซู ก็เหมือนเป็นการมอบความกล้าให้กับ 'หมาบ้า' อย่างแก๊งฮวางแฮ ได้ลุกขึ้นมาแว้งกัดเจ้านายของตัวเอง
เนื่องจากเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ แทซูจึงไม่ต้องลางานเพิ่ม ประกอบกับเรื่องทางนี้คงยังหาข้อสรุปไม่ได้ในเร็ววัน เพราะฮวางดงฮุนและพรรคพวกคงต้องใช้เวลาไตร่ตรองอีกสักพักว่าจะร่วมมือกับจางแทซูดีหรือไม่ ดังนั้นหลังจากปลอบใจแม่จนคลายกังวลแล้ว แทซูจึงขอตัวกลับโซลก่อน
แต่ก่อนจะกลับโซล แทซูได้กำชับชินทงเฮเป็นพิเศษว่า หากมีเวลาให้ลองไปสอบถามที่ว่าการเมืองเรื่องระเบียบการซ่อมแซมบ้านดู
เมืองทงเฮไม่ได้มีของฝากอะไรที่โดดเด่นนัก หากจะให้แนะนำจริงๆ ก็คงเป็นปลาหมึกแห้ง (มยองแท) ซึ่งเป็นกับแกล้มยอดนิยมที่รสชาติใช้ได้ ดังนั้นจางแทซูจึงซื้อปลาหมึกแห้งติดไม้ติดมือกลับมาจำนวนหนึ่ง เพื่อมอบให้หัวหน้าพัคแทจูและเพื่อนร่วมงานเป็นการขอบคุณ ข้อดีคือของพวกนี้ราคาไม่แพง แม้จะมอบให้เป็นของขวัญก็ไม่ทำให้อีกฝ่ายลำบากใจ และอีกอย่าง ของฝากแบบนี้สามารถแจกจ่ายให้เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ได้ทั่วถึง ใครมาเห็นก็จะไม่รู้สึกว่าเขากำลังประจบสอพลอเจ้านายจนเกินงาม
ดังนั้น ในวันรุ่งขึ้นหลังจากกลับจากทงเฮมาถึงโซล แทซูจึงนำปลาหมึกแห้งที่ซื้อมาแจกจ่ายให้กับทุกคน ทุกคนได้รับถุงใหญ่เบ้อเริ่มดูเหมือนเยอะ แต่จริงๆ แล้วไม่ได้แพงอะไรมากมาย ส่วนพัคแทจูนั้น แทซูแอบให้เพิ่มไปอีกหนึ่งถุงเป็นพิเศษ
...
“โอ้โห ปลาหมึกแห้งนี่นา เอาไว้กินแกล้มเหล้านี่สุดยอดเลย! เป็นไงบ้าง คุณแม่ท่านสบายดีไหม?”
“ด้วยความกรุณาของรุ่นพี่ ท่านยังแข็งแรงดีครับ ผมกะว่าอีกสักพักจะรับท่านมาอยู่ด้วยกันที่โซล!”
...
เมื่อได้ยินจางแทซูพูดแบบนั้น พัคแทจูก็ตบไหล่เขาอย่างพึงพอใจ ก่อนจะเรียกทุกคนไปประชุมที่ห้องทำงานของเขา เพื่อตรวจสอบดูว่ามีงานอะไรค้างคาอยู่บ้าง
ในฐานะอัยการ พัคแทจูมีห้องทำงานส่วนตัว ซึ่งประกอบไปด้วยทีมงานครบครัน ทั้งเจ้าหน้าที่ธุรการ 2 คน ผู้ช่วยธุรการ 1 คน เลขาหน้าห้อง 1 คน และพนักงานสืบสวนอีก 2 คน
ส่วนจางแทซู ตอนนี้เป็นเพียงรุ่นน้องที่มาติดตามเรียนรู้งานจากพัคแทจูเป็นการชั่วคราว แต่เมื่อผ่านการฝึกงานครบหนึ่งปี เขาก็จะมีห้องทำงานส่วนตัวและทีมงานของตัวเองเช่นกัน
อาจเป็นเพราะทุกคนได้รับปลาหมึกแห้งถุงใหญ่กันถ้วนหน้า วันนี้บรรยากาศในที่ทำงานจึงดูอบอุ่นเป็นกันเองกับแทซูเป็นพิเศษ หลังจากปิดคดีพวกโรคจิตแอบถ่ายไปแล้ว วันนี้ก็นับว่าเป็นวันทำงานที่พอจะแอบอู้งานได้บ้าง
แต่จางแทซูกลับไม่ได้อยู่เฉยๆ ตอนนี้เขากำลังง่วนอยู่กับการจัดระเบียบเอกสารสำนวนคดีต่างๆ ในคอมพิวเตอร์ ศึกษาขั้นตอนทางกฎหมายเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการทำงานในอนาคต
กริ๊งงง! กริ๊งงง!
“ยอโบเซโย!”
...
เมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์บนโต๊ะดังขึ้น จางแทซูรีบยกหูรับสาย ปลายสายมีเสียงหอบหายใจดังลอดมาพร้อมคำพูดที่ร้อนรน
“ขอโทษครับ ที่นั่นใช่ห้องทำงานของอัยการพัคแทจูหรือเปล่าครับ?”
“ใช่ครับ คุณโทรมาจากที่ไหนครับ? ตอนนี้รุ่นพี่กำลังประชุมอยู่ ถ้าไม่ใช่เรื่องด่วน เดี๋ยวผมค่อยเรียนให้ท่านทราบทีหลังได้ไหมครับ!”
“ต้องขอโทษจริงๆ ครับ คือช่วยแจ้งอัยการพัคแทจูตอนนี้เลยได้ไหมครับ? ไม่ใช่ว่าทางเราอยากจะเร่งรัดนะครับ แต่คราวนี้เรื่องมันหนักหนาสาหัสจริงๆ ครับ!”
“หือ? อ๋อ...”
จางแทซูตั้งใจฟังรายละเอียดจากปลายสาย สีหน้าของเขาค่อยๆ เคร่งเครียดขึ้นเรื่อยๆ
...
“ตามกฎหมายมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติพิเศษว่าด้วยการลงโทษอาชญากรรมความรุนแรงทางเพศ การกระทำอันเป็นการแอบถ่ายและเผยแพร่ความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หากทำเพื่อการค้าหากำไร จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 30 ล้านวอน! เมื่อพิจารณาจากข้อกฎหมายและความร้ายแรงของการกระทำผิด ผมจึงตัดสินใจส่งฟ้องต่อศาลโดยเรียกร้องบทลงโทษสูงสุด...”
ก๊อกๆๆ!
ในห้องประชุม ขณะที่พัคแทจูกำลังหารือเรื่องการส่งฟ้องคดีแอบถ่ายกับเจ้าหน้าที่ธุรการ จางแทซูก็เคาะประตูกระจกห้องประชุม แล้วส่งสัญญาณเรียกให้เขาออกไปข้างนอก
“อ่า... พวกคุณรอเดี๋ยว รวบรวมข้อมูลที่ผมเพิ่งพูดไปเมื่อกี้ก่อนนะ เดี๋ยวผมมา!”
พัคแทจูสั่งงานลูกน้องเสร็จก็เดินออกมาด้วยความสงสัย เมื่อออกมาข้างนอก จางแทซูก็ดึงเขาไปที่มุมห้องแล้วกระซิบว่า
“เมื่อกี้ได้รับสายจากสถานีตำรวจคูโรครับ แจ้งว่าเกิดคดีอุกฉกรรจ์ขึ้นที่ย่านคูโรดง พวกเขาอยากเชิญรุ่นพี่ไปดูที่เกิดเหตุครับ!”
“คดีอุกฉกรรจ์? ฆาตกรรมเหรอ?”
“ครับ และไม่ใช่การฆาตกรรมธรรมดาด้วย ในตู้เย็นที่เกิดเหตุ พบศีรษะมนุษย์ที่เน่าเปื่อยจนจำสภาพเดิมไม่ได้ครับ รุ่นพี่จะไปดูไหมครับ?”
พัคแทจูได้ยินดังนั้นก็เบิกตากว้าง หันขวับมามองหน้าจางแทซู
แค่ประโยคสั้นๆ ก็ทำเอาพัคแทจูสูดปากด้วยความตกใจ
“ไปเรียกคิมจุนยองมา เราจะไปดูที่เกิดเหตุกันเดี๋ยวนี้!”
“ครับ รุ่นพี่!”
...
เนื่องจากได้รับแจ้งเหตุฉุกเฉินจากสถานีตำรวจ การประชุมที่ดำเนินไปได้ครึ่งทางจึงต้องยุติลงชั่วคราว พัคแทจูรีบพาคิมจุนยอง พนักงานสืบสวนในสังกัด พร้อมด้วยจางแทซู ขึ้นรถมุ่งหน้าไปยังย่านคูโรดงทันที
เขตคูโร เป็นเขตหนึ่งในกรุงโซล ชื่อเขตมีที่มาจากตำนานผู้เฒ่าเก้าคนที่มีอายุยืนยาว ที่นี่เป็นย่านที่เพิ่งได้รับการพัฒนาใหม่ มีสวนนิเวศวิทยาอยู่ใกล้ๆ แม้จะไม่ได้อยู่ใจกลางเมือง แต่ก็นับว่าเป็นย่านที่น่าอยู่อาศัยแห่งหนึ่ง
เมื่อรถของพวกแทซูแล่นมาถึงย่านคูโรดง ก็เห็นรถตำรวจหลายคันจอดเรียงรายอยู่หน้าอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง
“รุ่นพี่ครับ น่าจะเป็นตรงนั้นแหละครับ!”
“อ่า จุนยอง ขับเข้าไปถามพวกเขาหน่อยสิว่าใช่ที่นี่หรือเปล่า!”
“ครับ!”
คิมจุนยองรับคำแล้วค่อยๆ เหยียบคันเร่งเคลื่อนรถเข้าไปใกล้ตำรวจนายหนึ่งที่ยืนอยู่ จากนั้นจึงลดกระจกลงถาม
“ขอโทษครับ ผู้กองพัคแฮยองจากสถานีตำรวจคูโรอยู่ที่นี่หรือเปล่าครับ!”
“อ๊ะ พวกคุณคือ?”
“สำนักงานอัยการเขตโซลครับ ท่านนี้คืออัยการพัคแทจู! เราจะมารับผิดชอบคดีนี้ครับ!”
ตำรวจที่ยืนกันพื้นที่อยู่ได้ยินว่าเป็นอัยการมาเองก็ไม่กล้าชักช้า รีบวิ่งเข้าไปรายงานผู้บังคับบัญชา คิมจุนยองหาที่จอดรถเรียบร้อย แทซูจึงลงจากรถตามพัคแทจูไป
ขณะที่ทั้งสามคนยืนอยู่ข้างรถ มองดูชาวบ้านที่ยืนมุงดูอยู่หลังแถบกั้น และตำรวจที่เดินเข้าออกอพาร์ตเมนต์ขวักไขว่ ชายวัยกลางคนคนหนึ่งก็วิ่งกระหืดกระหอบตรงเข้ามาหาพวกเขา
“ผมพัคแฮยองครับ! ท่านอัยการมาถึงสักที พวกเรารอท่านอยู่เลยครับ!”
“ตรวจสอบที่เกิดเหตุหรือยัง?”
“เฮ้อ... สถานการณ์ครั้งนี้ค่อนข้างซับซ้อนครับ ตอนนี้ทีมพิสูจน์หลักฐานกำลังทำงานกันอยู่ข้างใน เอาเป็นว่าเราเข้าไปคุยกันข้างในดีกว่าครับ!”
แทซูเห็นสีหน้าลำบากใจของพัคแฮยอง ก็สังหรณ์ใจขึ้นมาทันทีว่า ในที่เกิดเหตุคงยังไม่พบเบาะแสอะไรที่มีค่าเป็นแน่!