- หน้าแรก
- โรงจำนำของอัปมงคล รับจำนำเฉพาะของต้องสาป
- บทที่ 64 ชายลึกลับผู้ขอซื้อดาบ
บทที่ 64 ชายลึกลับผู้ขอซื้อดาบ
บทที่ 64 ชายลึกลับผู้ขอซื้อดาบ
ลู่เฟยตกใจไม่น้อย
เรื่องที่เขารับซื้อดาบหัวผี (ดาบเพชฌฆาตหัวตัด) มีเพียงเขา หู่จึ และเถ้าแก่เหลียงเท่านั้นที่รู้ ไม่เคยบอกใครแม้แต่คนเดียว กระทั่งหลิวฟู่กุ้ยก็ยังไม่รู้เรื่อง
แล้วชายสวมแว่นกันแดดคนนี้รู้ได้ยังไง?
หรือว่า... เขาคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของลู่เฟย หรือร้านตัวเป่าเซวียนมาตลอด?
ลู่เฟยนึกถึงเรื่องที่มีคนสะกดรอยตามเมื่อหลายวันก่อน ไม่รู้ว่าจะเกี่ยวข้องกันหรือเปล่า
"ขอโทษด้วยครับ ที่นี่ไม่มีดาบที่คุณพูดถึง" ลู่เฟยปฏิเสธทันควัน
เขาไม่ชอบทำธุรกิจกับคนที่ไม่เปิดเผยตัวตน
"เถ้าแก่ลู่ อย่าเพิ่งรีบปฏิเสธ ลองดูตัวเลขนี่ก่อน" ชายสวมแว่นวางเช็คใบหนึ่งลงบนเคาน์เตอร์ รอยยิ้มมั่นอกมั่นใจปรากฏบนใบหน้า
"ไม่ต้องดูหรอกครับ ไม่มีก็คือไม่มี" ลู่เฟยยิ้มตอบอย่างสุภาพ
รอยยิ้มของชายสวมแว่นชะงัก แววตาหลังเลนส์ดำดูเหมือนจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย จากนั้นเขาก็วางเช็คอีกใบลงบนเคาน์เตอร์
"เถ้าแก่ลู่ จะไม่ดูจริงๆ เหรอครับ?"
"ไม่ต้องครับ" ลู่เฟยไม่แม้แต่จะชายตามอง
หู่จึอดไม่ได้ที่จะแอบชำเลืองมองเช็คแวบหนึ่ง มองไม่ชัดหรอก รู้แค่ว่าเลขศูนย์เยอะมาก
"เถ้าแก่ลู่ แน่ใจนะครับ? นอกจากเจ้านายผมแล้ว ไม่มีใครให้ราคานี้ได้หรอกนะ" ชายสวมแว่นดูจะไม่เชื่อ
"แน่ใจครับ" ลู่เฟยรู้สึกขำ
ให้ราคาสูงแล้วต้องขายให้งั้นเหรอ? เห็นโรงรับจำนำอักษรเสียเป็นที่แบบไหนกัน!
"หวังว่าคุณจะไม่เสียใจทีหลัง!"
ชายสวมแว่นขมวดคิ้ว สีหน้าทะมึนลง จ้องลู่เฟยเขม็งสองที แล้วหยิบเช็คทั้งสองใบเดินจากไปอย่างเย็นชา
พอคล้อยหลังชายคนนั้น หู่จึก็รีบถาม "เถ้าแก่ ดาบเล่มนั้นแพงขนาดนั้นเลยเหรอครับ? เขาเสนอเลขศูนย์ตั้งเยอะขนาดนั้นยังไม่ขาย"
"ไม่ใช่เรื่องราคา แต่คนคนนี้มาแบบไม่น่าไว้ใจ เราเพิ่งได้ดาบมา เขารู้ได้ยังไง?" ลู่เฟยตอบ
"จริงด้วย!" หู่จิตบหน้าผากตัวเอง เมื่อกี้มัวแต่ตื่นเต้นกับตัวเลขบนเช็ค ลืมคิดเรื่องนี้ไปเลย
"ข้าสาบานเลยนะ ข้าปากหนักจะตาย เรื่องที่เถ้าแก่ไม่ได้สั่ง ข้าไม่เคยเอาไปพูดข้างนอก!"
"ฉันไม่ได้สงสัยนาย"
"เถ้าแก่เหลียงถูกขังอยู่ ก็คงไปบอกใครไม่ได้ แล้วไอ้หมอนั่นรู้ได้ไง?"
"เพราะงั้นถึงขายให้ไม่ได้ไง ของในโรงรับจำนำอักษรเสียไม่เคยขาดคนซื้อ ไม่จำเป็นต้องเห็นแก่เงินเล็กน้อยแล้วหาเรื่องใส่ตัว"
หู่จึเข้าใจแล้ว
เขารู้สึกว่าชายสวมแว่นดูมีเบื้องหลังไม่ธรรมดา กลัวว่าจะกลับมาหาเรื่องเพราะซื้อของไม่ได้ เลยคอยเฝ้าหน้าประตูอย่างระมัดระวัง
โชคดีที่หมอนั่นไม่กลับมาอีก
แต่กลับเป็นหลิวฟู่กุ้ยที่เดินหน้าบานเข้ามาแทน
"น้องชายลู่ วันนี้ท่านประธานซูจะเลี้ยงข้าว เย็นนี้ต้องทำตัวให้ว่างนะ ห้ามเบี้ยวเด็ดขาด"
ได้ไปกินข้าวกับตระกูลซู หลิวฟู่กุ้ยตื่นเต้นจนแก้มกระเพื่อม
"ได้ครับ เย็นนี้ผมว่าง"
ลู่เฟยมองหน้าเขา สังเกตว่าใบหน้าของหลิวฟู่กุ้ยดูหมองคล้ำชอบกล จึงทักด้วยความแปลกใจ "ลุงฟู่กุ้ย สองวันนี้ดูโทรมๆ นะ ผอมลงหรือเปล่า?"
"ผอมเหรอ? ไม่รู้สึกเลยแฮะ" หลิวฟู่กุ้ยก้มมองพุงพลุ้ยของตัวเอง
"สีหน้าลุงดูไม่ค่อยดี เหมือนคนกำลังจะป่วยเลย" ลู่เฟยจ้องหน้าเขา
อ้วนก็ยังอ้วนเหมือนเดิม แต่ดูอ้วนแบบบวมน้ำ เหมือนโดนสูบพลังชีวิตไป
"สงสัยช่วงนี้จะหักโหมไปหน่อย" หลิวฟู่กุ้ยหัวเราะแหะๆ "เพิ่งรู้จักสาวคนรู้ใจคนใหม่ เธอชวนคุยเรื่องชีวิตทุกคืน ไม่คุยก็ไม่ได้ซะด้วย"
หู่จึทำเสียงจิ๊จ๊ะ "ร้ายกาจ! ทุกคืนเลยเหรอ ลุงหลิวสังขารจะไหวเหรอครับ?"
"แก่แต่เก๋านะโว้ย เอ็งจะไปรู้อะไร" หลิวฟู่กุ้ยค้อนขวับ "พี่หลิวคนนี้ฟิตปั๋ง เตะปี๊บดังทุกคืน!"
"จริงดิ? ข้าไม่เชื่อ!" หู่จึเบ้ปาก
"ไม่เชื่อมาแข่งกันไหมล่ะ ใครฉี่ไกลกว่าชนะ?" หลิวฟู่กุ้ยท้า
"เอาสิ แข่งก็แข่ง"
ทั้งสองทำท่าจะงัดข้อกันจริงๆ
ลู่เฟยส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ โบกมือห้าม "ลุงฟู่กุ้ย เพลาๆ หน่อยครับ ร่างกายอ่อนแอ พลังหยางก็จะอ่อนลง พลังหยางอ่อน ก็จะเจอเรื่องลี้ลับได้ง่ายนะ"
เขารู้สึกว่าหลิวฟู่กุ้ยดูผิดปกติ แต่ก็ดูไม่ออกว่ามีปัญหาตรงไหน ได้แต่เตือนไว้ก่อน
หลิวฟู่กุ้ยยิ้มร่า "คนอย่างข้าแพ้น้ำตาผู้หญิง เขารุกหนักขนาดนั้น ข้าจะใจร้ายหักหาญน้ำใจได้ไง แต่น้องชายลู่อุตส่าห์เป็นห่วง ข้าจะระวังตัวนะ"
พูดคุยหยอกล้อกันจนบ่าย เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ลู่เฟยเห็นว่านอกจากหน้าตาหมองคล้ำแล้ว หลิวฟู่กุ้ยก็ดูปกติดี จึงไม่ได้คิดอะไรมาก
ยังไม่ทันมืด รถของตระกูลซูก็มารับทั้งสามคนไปที่คลับเฮาส์หรู
ซูลี่กั๋วดูสดใสแข็งแรง ยืนรอรับอยู่ที่หน้าห้องวีไอพีพร้อมลูกชายลูกสาว
"เถ้าแก่ลู่ ในที่สุดก็มาถึง เชิญด้านในเลยครับ!"
ทุกคนนั่งประจำที่
สีหน้าของซูหมิงซวนดูดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก อาการหมกมุ่นในกามราคะบรรเทาลง แต่ท่าทางดูซึมกระทือ เหมือนไม่มีความสุข
ข้างๆ ซูลี่กั๋วมีหญิงสาวสวยอายุราวๆ ยี่สิบปี นั่งอยู่ ผมย้อมสีแดง แต่งตัวทันสมัย เธอกำลังจ้องมองลู่เฟยด้วยสายตาคลางแคลงใจ
เธอคือลูกสาวของซูลี่กั๋ว ซูหนิงเสวี่ย
"เถ้าแก่ลู่คือผู้มีพระคุณช่วยชีวิตครอบครัวเรา หนิงเสวี่ย ซูหมิงซวน พวกลูกดื่มคารวะเถ้าแก่ลู่สักแก้วสิ"
ซูหมิงซวนรีบยกแก้วขึ้น ยิ้มให้ลู่เฟยอย่างซาบซึ้ง
คราวก่อนพ่อโกรธมาก ถ้าวันนี้ไม่ได้มากินข้าวกับลู่เฟย พ่อคงยังไม่ยอมคุยด้วย เขาต้องใช้โอกาสนี้ทำตัวดีๆ
แต่ซูหนิงเสวี่ยกลับถามอย่างข้องใจ "พ่อคะ ผู้มีพระคุณช่วยชีวิตอะไรกัน พ่อพูดเว่อร์ไปหรือเปล่า? อาการป่วยของย่ากับแม่ดีขึ้น ก็ต้องเป็นฝีมือหมอสิคะ?"
"หนิงเสวี่ย ลูกยังเด็ก ไม่เข้าใจหรอกว่าโลกนี้มีบางเรื่องที่วิทยาศาสตร์การแพทย์อธิบายไม่ได้" ซูลี่กั๋วอธิบายกับลูกสาวด้วยความเอ็นดู
"ไม่ใช่แค่อาการป่วยของคุณย่ากับแม่ที่ดีขึ้น แม้แต่ชีวิตของลูกที่รอดมาได้ ก็เป็นเพราะเถ้าแก่ลู่ช่วยไว้นะ!"
"คนตระกูลซูเรารู้คุณคน ต้องทดแทนคุณ"
ซูหนิงเสวี่ยแม้จะกึ่งเชื่อกึ่งไม่เชื่อ แต่ก็ยอมยกแก้วดื่มคารวะตามคำสั่งพ่อ
หลังจากดื่มและพูดคุยตามมารยาทพอหอมปากหอมคอ
ซูลี่กั๋วก็ยิ้มแล้วเอ่ยว่า "เถ้าแก่ลู่ พูดตามตรงนะครับ ครั้งนี้นอกจากจะขอบคุณแล้ว ผมยังอยากจะขอซื้อเครื่องรางของขลังสักสองสามชิ้นด้วยครับ"
"เครื่องรางเหรอครับ? ผมพอจะมีที่เขียนเองอยู่บ้าง ถ้าท่านประธานซูไม่รังเกียจก็รับไปเถอะครับ" ลู่เฟยหยิบอักษรปราบผีออกมาสามแผ่น
ซูลี่กั๋วมองแวบเดียว ก็สัมผัสได้ถึงพลังบางอย่างที่ทำให้รู้สึกอุ่นใจ
"ขอบคุณมากครับเถ้าแก่ลู่ แต่เราจะรับของฟรีๆ ได้ยังไง?"
เขาสั่งเลขาฯ ให้โอนเงินให้ลู่เฟยทันที
ลู่เฟยไม่รู้ว่าโอนมาเท่าไหร่ และไม่ได้ใส่ใจ เพราะเป็นยันต์ที่เขาเขียนเล่นๆ ยามว่าง ตอนนี้วันหนึ่งเขียนได้ตั้งหลายแผ่น
ซูหนิงเสวี่ยหยิบอักษรปราบผีขึ้นมาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น ขมวดคิ้วถาม "นี่มันยันต์ผีเขียนอะไรกันคะเนี่ย? จะใช้ได้จริงเหรอ?"
ซูลี่กั๋วรีบดุลลูกสาวเบาๆ แกล้งทำเป็นโกรธ "หนิงเสวี่ย พูดจาอะไรแบบนั้น! รีบขอโทษเถ้าแก่ลู่เดี๋ยวนี้!"
"พ่อคะ..." ซูหนิงเสวี่ยทำหน้ามุ่ยอย่างน้อยใจ
ลู่เฟยโบกมือ "ไม่เป็นไรครับ ท่านประธานซูอย่าดุคุณหนูเลย นี่เรียกว่าอักษรปราบผี คนทั่วไปอาจจะไม่รู้จัก มีสรรพคุณช่วยปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย พกติดตัวไว้จะช่วยคุ้มครองให้ปลอดภัย..."
ทันใดนั้น โทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้น ติ๊ง
ข้อความจากเซี่ยเหยา
"เถ้าแก่ลู่ มีข่าวของคุณปู่ลู่แล้วค่ะ"
สีหน้าของลู่เฟยเปลี่ยนไปทันที เขาลุกพรวดจากเก้าอี้
รอมาตั้งนาน ในที่สุดก็มีข่าวสักที!
"ขอโทษด้วยครับท่านประธานซู ผมมีธุระด่วนต้องไปจัดการ ขอตัวก่อนนะครับ"
หู่จึรีบวางตะเกียบ ลุกตาม
หลิวฟู่กุ้ยทำหน้างง "น้องชายลู่ ธุระอะไรจะสำคัญไปกว่ากินข้าวกับท่านประธานซู?"
"ขอโทษจริงๆ ครับ ผมต้องไปแล้ว"
ลู่เฟยพยักหน้าให้ซูลี่กั๋ว ไม่มีเวลาอธิบาย แล้วรีบเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
ต่อให้ฟ้าถล่มดินทลาย ก็สำคัญไม่เท่าข่าวคราวของคุณปู่