- หน้าแรก
- โรงจำนำของอัปมงคล รับจำนำเฉพาะของต้องสาป
- บทที่ 41 ของดำตีกลับ
บทที่ 41 ของดำตีกลับ
บทที่ 41 ของดำตีกลับ
"ใกล้ตาย?" หู่จึสูดหายใจเข้าลึกด้วยความตกใจ "ไอ้เครื่องรางพี่สาวอะไรนั่น มันร้ายกาจขนาดนั้นเลยเหรอ?"
"พูดให้เข้าใจง่ายๆ นะ ไม่ว่าจะเลี้ยงกุมารทองหรือบูชาเครื่องรางสายดำ มันก็เหมือนไปยืมดวงจากพวกภูตผีปีศาจนั่นแหละ เหมือนกู้เงินนอกระบบ มีกู้ก็ต้องมีคืน ยิ่งอยากได้มากเท่าไหร่ ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายคืนก็ยิ่งแพงหูฉี่" ลู่เฟยกล่าวเสียงเคร่งขรึม
"และเมื่อไม่มีปัญญาจะจ่ายคืน สิ่งสุดท้ายที่เหลือให้ยึด ก็คือชีวิตของคุณเอง"
"ยิ่งเครื่องรางสายดำที่เห็นผลเร็วและแรงเท่าไหร่ แรงอาฆาตเวลาตีกลับก็จะยิ่งรุนแรงเท่านั้น"
"คุณพระช่วย!" หู่จึตาโตด้วยความหวาดผวา "ตอนตามเถ้าแก่คนเก่าไปรับซื้อของ ก็เคยเจอพวกขายเครื่องรางสายดำเหมือนกัน โชคดีที่ตอนนั้นไม่มีปัญญาซื้อ!"
"ของที่ขายกันเกลื่อนตลาดส่วนใหญ่เป็นของปลอมหรอก อยากได้ของจริงใช่ว่าจะหาซื้อได้ง่ายๆ ยัยลูลู่คนนี้คงดวง 'ดี' เกินไปหน่อย"
"วันนั้นเถ้าแก่ก็เตือนแล้วให้รีบจัดการทิ้งซะ แต่เธอก็ไม่ฟัง ทีนี้ล่ะงานเข้า ชีวิตแขวนบนเส้นด้ายแล้ว"
"คนเราก็แบบนี้แหละ มักจะเข้าข้างตัวเอง คิดว่าถ้าเลิกทันก็คงไม่เป็นไร"
ทั้งสองถอนหายใจด้วยความสังเวช
หลังจากวันนั้น ข่าวคราวของลูลู่ในโลกออนไลน์ก็เงียบหายไป บัญชีโซเชียลมีเดียของเธอถูกแบนทั้งหมด ไม่รู้ชะตากรรมว่าเป็นตายร้ายดียังไง
ในขณะที่ทั้งสองคิดว่าลูลู่คงจบเห่ไปแล้ว จู่ๆ เธอก็โผล่มาที่โรงรับจำนำอักษรเสียอีกครั้ง
"เถ้าแก่ลู่ ช่วยฉันด้วย!"
เธอยังคงแต่งกายมิดชิดเหมือนเดิม พอเดินเข้ามาก็รีบถอดแว่นกันแดดออก เผยให้เห็นขอบตาดำคล้ำและแววตาที่อิดโรย ร้องห่มร้องไห้อ้อนวอนลู่เฟย
"คุณลูลู่?!"
ลู่เฟยกับหู่จึหันมามองหน้ากันด้วยความตกใจ
"เกิดอะไรขึ้นกับคุณครับ?"
"ฉันกำลังจะตาย! ฉันกำลังจะตายจริงๆ แล้ว!" ลูลู่ร้องไห้โฮ วางเครื่องรางพี่สาวลงบนเคาน์เตอร์ "เถ้าแก่ลู่ ช่วยฉันที รับซื้อไอ้นี่ไปทีเถอะ!"
"ฉันน่าจะเชื่อคุณตั้งแต่แรก รีบจัดการมันซะ อย่างน้อยก็คงไม่กลายเป็นผีตายซากแบบนี้!"
"บัญชีของฉันโดนแบนหมด บริษัทก็จะไล่ออกแถมยังฟ้องเรียกค่าเสียหาย แฟนฉันก็จะขอเลิก!"
"ฉันไปตามหาคนที่ขายเครื่องรางให้ แต่หมอนั่นหนีหายเข้ากลีบเมฆไปแล้ว"
"ฉันไม่อยากตาย..."
ลูลู่ร้องไห้อย่างน่าเวทนา แล้วถอดหน้ากากอนามัยออก
"หน้าคุณ!"
ลู่เฟยและหู่จึตกตะลึง
แม้ตอนนี้ลูลู่จะไม่ได้แต่งหน้าผีดิบที่น่าสยดสยองนั่น แต่ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยรอยกรีดลึก เนื้อปริแยกเหมือนมีหนอนยั้วเยี้ย ทำให้ใบหน้าที่เคยจิ้มลิ้มกลายเป็นอัปลักษณ์น่ากลัว
ต่อให้แผลหายดี ก็คงทิ้งรอยแผลเป็นไว้ ไม่มีทางกลับมาสวยเหมือนเดิมได้อีก
สำหรับเน็ตไอดอล การเสียโฉมคือจุดจบที่โหดร้ายที่สุด
"ไม่ใช่แค่ที่หน้า บนมือ บนตัว มีรอยมีดเต็มไปหมด!"
"หลายวันมานี้สติฉันไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เป็นลมล้มพับบ่อยๆ บางทีตื่นมาก็มีแผลเต็มตัว ไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรลงไปบ้าง"
"พอกลางคืนฉันจะรู้สึกเหมือนโดนมือใครบางคนบีบไว้ ฉันควบคุมตัวเองไม่ได้เลย ฉันกลัว... กลัวว่าครั้งหน้ามีดมันจะไปปาดที่คอตัวเอง!"
ดวงตาดำขลับของลูลู่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
หู่จึเริ่มรู้สึกเห็นใจเธอขึ้นมา
พูดกันตามตรง เธอก็ไม่ได้ทำเรื่องชั่วช้าเลวทรามอะไร แค่อยากดังเท่านั้นเอง แต่วิธีการที่ใช้มันผิดมหันต์ ผลลัพธ์เลยออกมาน่าเวทนาแบบนี้
ลู่เฟยลังเล "ถ้าคุณเอามาจำนำตั้งแต่วันนั้น ผมยังพอมีวิธีช่วยได้ แต่ตอนนี้มันกัดกินคุณลึกขนาดนี้ ผมไม่กล้ารับประกันว่าจะช่วยได้ร้อยเปอร์เซ็นต์"
กฎของโรงรับจำนำอักษรเสียคือ ถ้ารับงานแล้วต้องทำให้ถึงที่สุด แต่สภาพของลูลู่ตอนนี้ เขาไม่มั่นใจเลยว่าจะเอาอยู่
ลูลู่รีบพูดสวน "ขอแค่คุณช่วยฉันได้ จะให้ทำอะไรฉันก็ยอม!"
"ผมไม่ได้หมายความแบบนั้น" ลู่เฟยคิดอยู่ครู่หนึ่ง "ความจริงแล้ว แค่เก็บสร้อยไปก็ไม่มีประโยชน์ เครื่องรางพี่สาวมักจะมีหิ้งบูชาตั้งอยู่ที่บ้าน อันนั้นต่างหากที่เป็นหัวใจสำคัญ"
"ใช่ๆๆ หิ้งบูชาอยู่ที่ห้องฉัน ฉันเอาของที่เธอชอบถวายทุกวัน กลัวว่าถ้าขาดไปวันเดียว ฉันจะตายเร็วขึ้น" ลูลู่พยักหน้ารัวๆ
"เอาอย่างนี้ คุณไปเอาป้ายวิญญาณมาที่นี่ด้วย ถ้าดูแล้วพอจะรับมือไหว ผมจะพยายามช่วย" บทเรียนครั้งก่อนสอนลู่เฟยว่าอย่าตัดสินใจสุ่มสี่สุ่มห้า ต้องรู้ที่มาที่ไปของวัตถุอัปมงคลให้ชัดเจนก่อน
"เอ่อ... ฉันไม่กล้าไปแตะต้องป้ายวิญญาณสุ่มสี่สุ่มห้า หรือว่า... พวกคุณไปดูที่ห้องฉันได้ไหมคะ?"
"ก็ได้ครับ"
"ขอบคุณมากค่ะ! ขอบคุณจริงๆ!"
ลูลู่เริ่มยิ้มออก เช็ดน้ำตา แล้วสวมหมวกและหน้ากากกลับเข้าไปใหม่ รีบเร่งให้ลู่เฟยกับหู่จึไปที่บ้านเธอเดี๋ยวนี้
ตลอดทาง เธอทำท่าทางลับๆ ล่อๆ เหมือนขโมย พอออกจากร้านก็กางร่มกันแดดทันที
การทำตัวแบบนี้ยิ่งทำให้เป็นจุดสนใจเข้าไปใหญ่ เพราะตอนนี้เข้าหน้าร้อนแล้ว คนทั่วไปใส่เสื้อแขนสั้นหรือกระโปรงกันทั้งนั้น จู่ๆ มีคนแต่งตัวมิดชิดเหมือนมนุษย์มัมมี่โผล่มา ใครจะไม่หันมามอง?
ลู่เฟยสังเกตเห็นว่า การที่ลูลู่ห่อตัวมิดชิดขนาดนี้ ดูเหมือนจะไม่ใช่แค่กลัวคนจำได้ แต่เหมือน... เหมือนเธอกลัวแสงอาทิตย์มากกว่า
เพราะไม่มีผิวหนังส่วนไหนของเธอที่สัมผัสโดนแสงแดดเลยแม้แต่นิดเดียว
ออกจากถนนค้าของเก่า ลูลู่เรียกรถแท็กซี่ พาพวกลู่เฟยตรงไปที่ห้องพักของเธอ
ภายในรถแท็กซี่ที่แคบและอับ ลู่เฟยได้กลิ่นเหม็นเน่าที่ซ่อนอยู่ใต้กลิ่นน้ำหอมฉุนกึกอีกครั้ง ดูเหมือนจะรุนแรงกว่าคราวก่อนเสียอีก
กลิ่นเหม็นเน่านี่มันคืออะไรกันแน่?
คงเป็นผลจากการที่โดนของตีกลับนั่นแหละ
ตลอดทาง ลูลู่นั่งไม่ติดที่ คอยเร่งคนขับให้เร็วขึ้น
เธอไม่รู้ว่าตัวเองจะหมดสติไปอีกเมื่อไหร่ ต้องรีบหาคนช่วยตอนที่ยังพอมีสติอยู่
"ถึงแล้วค่ะ"
แท็กซี่เบรกเอี๊ยด
ลูลู่รีบลงจากรถ
เธอพักอยู่ที่อพาร์ตเมนต์หรูสไตล์โรงแรม ได้ยินว่าห้องพักที่นี่กว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์ปล่อยเช่าให้พวกเน็ตไอดอล
เลยได้ชื่อว่าเป็น 'อพาร์ตเมนต์เน็ตไอดอล'
ลูลู่ก้มหน้าก้มตาเดินจ้ำอ้าวผ่านประตูใหญ่ จนกระทั่งเข้าสู่ร่มเงาที่แสงแดดส่องไม่ถึง ถึงได้ยอมผ่อนฝีเท้าลง
ลิฟต์พาขึ้นไปที่ชั้น 14
พอประตูห้องเปิดออก กลิ่นที่ยากจะบรรยายก็พุ่งออกมาปะทะหน้า
เป็นกลิ่นเหม็นเน่าผสมกับกลิ่นคาวเลือด และกลิ่นน้ำหอมฉุนกึก ตีกันมั่วไปหมด
ภายในห้องรกเป็นรังหนู เสื้อผ้าและข้าวของเครื่องใช้ถูกทิ้งเกลื่อนกลาด เหมือนกองขยะย่อมๆ
"เมื่อก่อนห้องฉันไม่ได้เป็นแบบนี้นะคะ" ลูลู่แก้ตัวอย่างขัดเขิน แต่เธอไม่มีเวลาอธิบายมากนัก รีบพาลู่เฟยตรงไปที่หิ้งบูชาเครื่องรางพี่สาว
ตรงมุมห้องที่แสงแดดส่องไม่ถึง มีโต๊ะบูชาเล็กๆ ตั้งอยู่ บนโต๊ะเต็มไปด้วยเครื่องสำอาง น้ำหอม และเครื่องประดับต่างๆ วางเรียงราย
ลู่เฟยไม่รู้จักยี่ห้อเครื่องสำอางพวกนั้นหรอก รู้แค่เคยเห็นโลโก้ผ่านตาในทีวี ราคาคงแพงหูฉี่
และท่ามกลางของแบรนด์เนมเหล่านั้น มีกล่องไม้สีดำทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าตั้งตระหง่านอยู่เหมือนดาวล้อมเดือน
นี่น่าจะเป็นโกศใส่เถ้ากระดูกของวิญญาณพี่สาว
ข้างในคงบรรจุเถ้ากระดูก เส้นผม หรือไม่ก็น้ำมันพราย
"เถ้าแก่ลู่ เป็นยังไงบ้างคะ?" ลูลู่ถามอย่างร้อนรน
"รอเดี๋ยว"
ลู่เฟยยังไม่ลงมือทำอะไร เพียงหรี่ตามองพิจารณากล่องไม้ใบจิ๋วนั้น แล้วเขาก็สังเกตเห็นความผิดปกติของเนื้อไม้
สีดำสนิทดุจถ่าน แต่กลับมีความมันวาวแบบเนื้อไม้ รอบๆ กล่องมีไอหยินแผ่ออกมา แต่ไอหยินนี้ไม่ได้มาจากของข้างใน แต่มาจากตัวกล่องไม้เอง
"ไม้ที่มีไอหยินในตัว หรือว่าจะเป็น..." ลู่เฟยไม่อยากจะเชื่อสายตา "ไม้ตะเคียนดำ?!"