- หน้าแรก
- ย้อนเวลาฝ่าวิกฤตหิวโหย ฉันปลดล็อกทักษะพิทักษ์ชีพ
- ตอนที่ 41 แบ่งสามเจ็ด
ตอนที่ 41 แบ่งสามเจ็ด
ตอนที่ 41 แบ่งสามเจ็ด
ลู่ไหวอันถือแก้วน้ำเดินมาที่หน้าประตู เงยหน้ามองออกไป เป็นจริงดังคาด แถวเริ่มยาวเหยียดแล้ว ซูเลี่ยงยืนอยู่หัวแถวคนแรก ถ้าพูดเรื่องรับส่วนแบ่งเสบียง เขาแอคทีฟกว่าใครเพื่อน
ซูว่างยกมือขึ้นส่งสัญญาณให้ทุกคนเงียบ "กองพลของพวกเรายึดมั่นในความยุติธรรมและโปร่งใสมาโดยตลอด สำหรับการจัดสรรเสบียงในครั้งนี้ ผมได้หารือกับท่านเลขาธิการและคณะกรรมการตลอดช่วงบ่าย" "เราตัดสินใจว่าจะแบ่งเสบียงออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งแบ่งให้กองกำลังชาวบ้าน และอีกส่วนหนึ่งแบ่งให้คนที่ขึ้นเขาไปช่วยตามหาคนเมื่อวาน!" "เดิมทีตั้งใจจะแบ่งครึ่งต่อครึ่ง ห้าต่อห้า แต่ทางกองกำลังชาวบ้านพิจารณาถึงความยากลำบากของทุกคน จึงตัดสินใจแบ่งแบบ 'สามเจ็ด' พวกเขาเอาแค่สามส่วน อีกเจ็ดส่วนมอบให้พวกคุณไปแบ่งกัน!"
แต่ไม่ว่าจะใช้วิธีแบ่งแบบไหน ย่อมมีคนไม่พอใจเสมอ ซูว่างคิดว่านี่คือทางออกที่ดีที่สุดแล้ว แต่ก็ยังมีคนคัดค้าน
"หัวหน้ากองพล ทำไมไม่เอาเสบียงทั้งหมดมารวมกันแล้วหารเฉลี่ยเท่าๆ กันล่ะครับ? คืนนั้นพวกเราก็เสี่ยงชีวิตขึ้นเขาเหมือนกันนะ"
คนที่พูดขึ้นมาคือหม่าเสี่ยวอู๋ ปกติเป็นคนไม่เอาถ่าน ไม่ค่อยชอบทำงานทำการ แต่ดันเป็นคนใจกล้าบ้าบิ่น ชอบความเสี่ยง คืนนั้นพอได้ยินว่าจะขึ้นเขา นอกจากจะไม่หนีแล้ว เขายังตื่นเต้นอาสาไปคนแรกๆ แน่นอนว่าจุดประสงค์หลักไม่ใช่เพื่อไปช่วยคน แต่เพราะอยากรู้อยากเห็นว่าป่าตอนกลางคืนเป็นอย่างไร เขาคงคาดไม่ถึงว่าความคึกคะนองชั่ววูบ จะทำให้เขาได้ลาภลอยก้อนโตขนาดนี้ แถมยังได้เนียนรับเสบียงฟรีๆ โอกาสแบบนี้หาไม่ได้ง่ายๆ ครั้งหน้าจะมีอีกเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เขาเลยกะจะกอบโกยให้คุ้มที่สุดในรอบนี้
"หม่าเสี่ยวอู๋ งั้นแกลองว่ามาซิว่าต้องแบ่งยังไงแกถึงจะพอใจ?"
เห็นใบหน้าถมึงทึงของซูว่าง หม่าเสี่ยวอู๋ก็เริ่มใจฝ่อ "ผม... ผมก็บอกไปเมื่อกี้แล้วไง! เอามาหารเฉลี่ยเท่าๆ กันทุกคน ก่อนหน้านี้พวกคุณก็ไม่ได้บอกว่าจะแบ่งแบบนี้นี่นา แบบนี้มันหลอกให้พวกเราขึ้นเขานี่หว่า"
"ได้ ได้" ซูว่างหัวเราะด้วยความโมโห "งั้นเอาแบบนี้ คราวหน้าถ้าแกเข้าป่าไปล่าสัตว์พร้อมกับพวกเขา ของที่ล่าได้ทั้งหมดต้องเอามาแบ่งให้ทุกคนในหมู่บ้าน แกยอมไหม?"
"ไม่ยอมสิ! เรื่องอะไรล่ะ! พวกนั้นไม่ได้ออกแรงสักนิด ทำไมต้องแบ่งให้ด้วย?" ปฏิกิริยาแรกของหม่าเสี่ยวอู๋คือ เป็นไปไม่ได้! ไม่มีทางให้คนอื่นเด็ดขาด! ของที่เขาล่ามาได้จะไปแบ่งคนอื่นได้ยังไง ทางที่ดีควรจะแอบขนกลับบ้านไปกินคนเดียวสิถึงจะถูก
แต่พอพูดจบ เขาก็รู้ตัวว่าพลาดแล้ว ซูว่างจ้องหน้าเขาเขม็ง "แกก็รู้เหตุผลดีนี่หว่า? แล้วทำไมยังมาพูดจาหน้าด้านๆ ไร้สาระอยู่ตรงนี้อีก?"
"ข้า... ข้า..."
"จะบอกอีกครั้ง นี่คือผลสรุปจากการหารือร่วมกัน ไม่ว่าพวกแกจะเห็นด้วยหรือไม่ วันนี้ก็จะแบ่งกันแบบนี้!"
ตอนประชุมกัน ซูว่างก็โดนเกาผิงปั่นประสาทจนโมโหมาแล้วรอบหนึ่ง ตอนนี้อารมณ์ยังคุกรุ่น ใครกล้ามาแหยม เขาพร้อมจะซัดกลับทันที ข้างล่างเงียบกริบ!
พอเห็นว่าไม่มีใครคัดค้านแล้ว ซูว่างก็พอใจ น้ำเสียงจึงอ่อนลง "พวกคุณควรจะซาบซึ้งใจนะ ที่พวกเขาตกลงแบ่งแบบสามเจ็ด ก็เพราะพี่น้องกองกำลังชาวบ้านเขามีน้ำใจ! แต่อย่าเห็นว่าพวกเขาใจดี แล้วพวกคุณจะมารังแกเขาได้"
"กองพลตงเฟิงของเรามีความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวมาตลอด โดยเฉพาะกองกำลังชาวบ้าน! หน้านาต้องลงนา หน้าว่างต้องฝึกซ้อม! ยามมีภัยอันตราย พวกเขาก็ยืนอยู่ข้างหน้าพวกเรา! ตอนนี้ในยามวิกฤต พวกเขายังยอมเสียสละอย่างไม่เห็นแก่ตัว เพื่อช่วยให้ทุกคนผ่านพ้นความยากลำบากไปด้วยกัน มา! พวกเราปรบมือให้พวกเขากันหน่อย!"
เสียงปรบมือดังสนั่นหวั่นไหว จ้าคังคังที่ยืนอยู่ข้างลู่ไหวอันก็อดไม่ได้ที่จะปรบมือตามไปด้วย "รอให้ผมเรียนล่าสัตว์จนเก่ง ผมจะช่วยทุกคนเหมือนกัน!" "ผมจะเข้ากองกำลังชาวบ้าน ปกป้องทุกคน! ปกป้องกองพลตงเฟิง!"
"พรวด!" ลู่ไหวอันพ่นน้ำชาในปากออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ นึกไม่ถึงว่าซูว่างจะมีวาทศิลป์ในการกล่อมคนขนาดนี้ ปลุกใจจนฮึกเหิมกันไปหมด คนที่รู้สึกว่าไม่ยุติธรรมเมื่อครู่ ตอนนี้สงบปากสงบคำกันหมด เผลอๆ จะรู้สึกผิดด้วยซ้ำ หลายคนเริ่มมีความคิดคล้ายๆ จ้าคังคัง! ซูว่างรวบรวมใจคนได้ในพริบตาเดียว!
จ้าคังคังหันกลับมามองด้วยความสงสัย เกาหัวแกรกๆ ถามว่า "อาจารย์ เป็นอะไรหรือเปล่าครับ? หรือผมพูดอะไรผิด?"
ลู่ไหวอันโบกมือ "เปล่า เปล่า เจ้าพูดถูกแล้ว มีปณิธานที่ดี อาจารย์แค่ตกใจในความฮึกเหิมของทุกคนน่ะ!"
จ้าคังคังมองลู่ไหวอันด้วยดวงตาใสซื่อจริงใจ "อาจารย์ครับ จริงๆ แล้วอาจารย์ก็เก่งเหมือนพี่ๆ กองกำลังชาวบ้านเลย ไม่สิ ผมว่าอาจารย์เก่งกว่าพวกเขาอีก อาจารย์พาพวกเขาขึ้นเขา สอนพวกเขาล่าสัตว์ แถมยังช่วยแลกเสบียง สุดท้ายอาจารย์ก็ไม่ได้ขอส่วนแบ่งมากกว่าคนอื่นเลย!"
หาได้ยากนัก ไม่นึกว่าเจ้าตัวเล็กจะคิดถึงเขาด้วย! แถมยังเป็นคำชมที่ออกมาจากใจจริง ทำเอาลู่ไหวอันรู้สึกยืดขึ้นมาหน่อยๆ
การแจกจ่ายเสบียงที่กองพลดำเนินไปอย่างคึกคัก เสบียงสองร้อยหกสิบจิน แบ่งสามเจ็ด ส่วนสามส่วนนั้นคิดเป็นเกือบแปดสิบจิน แบ่งให้สมาชิกกองกำลังชาวบ้าน ตกคนละประมาณสิบจิน! เสบียงจำนวนนี้พอให้ประทังชีวิตไปได้อีกระยะหนึ่ง
แต่วางจื้ออู่ไม่ได้แบ่งเป็นแปดกอง เขาแบ่งเป็นเก้ากอง แถมกองที่เก้าดูเหมือนจะเยอะกว่ากองอื่นนิดหน่อยด้วย สมาชิกกองกำลังชาวบ้านยืนดูอยู่ข้างๆ ทุกคนต่างเห็นด้วยกับการแบ่งแบบนี้ "แบ่งให้ไหวอันเยอะหน่อย ถ้าไม่มีเขา พวกเราคงไม่ได้อะไรเลย!" "ใช่ ไหวอันบอกไม่เอา แต่เราจะไม่ให้ไม่ได้! แบบนั้นมันน่าเกลียดเกินไป!"
ส่วนเสบียงที่เหลืออีกร้อยแปดสิบจิน แบ่งให้คนห้าสิบกว่าคน ตกคนละสามจินกว่าๆ คนที่ได้รับเสบียงต่างยิ้มแก้มปริ หิ้วถุงเสบียงจับกลุ่มคุยกัน "ถังข้าวสารบ้านฉันว่างเปล่ามานานแล้ว หลายวันมานี้อยู่ได้ด้วยผักป่า! ในที่สุดก็ได้เติมอะไรลงไปในถังบ้างแล้ว"
"เฮ้ เหล่าซ่ง บ้านแกได้เสบียงเท่าไหร่? แกกับน้องชายไปกันทั้งคู่ อย่างน้อยต้องได้หกจินสิท่า!"
"ได้หกจิน ให้คนเอาไปเก็บที่บ้านแล้ว เอาไปให้แม่ดู ท่านจะได้กินข้าวอย่างสบายใจ" แม่เฒ่าตระกูลซ่งคือคนที่ประกาศจะอดอาหารตายก่อนหน้านี้
"งั้นแกต้องกล่อมแม่แกดีๆ นะ ตอนนี้เรามีวิธีหาเสบียงแล้ว ให้ท่านมีชีวิตอยู่ต่อเถอะ ไม่แน่ว่าฤดูใบไม้ผลิปีหน้าจะเป็นปีที่ดี!" คนพูดใบหน้าซูบซีดเหลืองอ๋อย โหนกแก้มสูงปรี๊ด จริงๆ แล้วโหนกแก้มเขาก็เท่าคนปกตินั่นแหละ เพียงแต่หน้าตอบจนแก้มบุ๋มลงไป ทำให้โหนกแก้มดูเด่นขึ้นมา พูดไม่กี่คำก็ต้องหยุดพักหายใจ เห็นได้ชัดว่าร่างกายอ่อนแอจากการขาดอาหารเต็มที แต่รอยยิ้มในตอนนี้กลับเปี่ยมไปด้วยความหวัง!
ซูเลี่ยงรวมกลุ่มกับลูกชายสองคน มองดูเสบียงสามจินในมือ ซูหมิง ลูกชายคนโตรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก "พ่อ ดูสิ ถ้าเมื่อคืนฉันกับเจ้าหลี่ขึ้นเขาไปด้วยจะดีแค่ไหน ลองคำนวณดูนะ! เก้าจิน! บ้านเราจะได้ตั้งเก้าจินเชียวนะ!"
ซูเลี่ยงเองก็เจ็บใจไม่แพ้กัน "หุบปากไปเลย! เก่งแต่หลังเกม เมื่อคืนทำไมแกไม่ยืนกรานจะไปให้ได้ล่ะ พ่อบอกไม่ให้ไป แกก็ไม่ไปเลยรึ? อีกอย่าง ใครจะไปรู้ว่ามันจะออกมาเป็นแบบนี้? ถ้ารู้ว่าจะแบ่งเสบียงกันแบบนี้ พ่อไม่แค่ให้พวกแกไปนะ จะเกณฑ์ทั้งแม่ทั้งน้องสาวแกไปให้หมดเลยคอยดู!"