- หน้าแรก
- ย้อนเวลาฝ่าวิกฤตหิวโหย ฉันปลดล็อกทักษะพิทักษ์ชีพ
- ตอนที่ 35 รับตัวคนกลับมาแล้ว
ตอนที่ 35 รับตัวคนกลับมาแล้ว
ตอนที่ 35 รับตัวคนกลับมาแล้ว
ผลลัพธ์เป็นไปตามคาด เลขาธิการเฒ่าหน้าดำคร่ำเครียด ขี้เกียจจะเสวนากับเขา เขาเองก็ไม่กล้าพูดมากอีก ได้แต่คิดในใจ 'ช่างเถอะ ในเมื่อพวกคุณไม่เชื่อฟัง งั้นก็รอเป็นเพื่อนพวกคุณไปก็แล้วกัน!'
ส่วนบนเขา ในที่สุดสองทีมก็มาบรรจบกัน!
"พ่อ! พวกเรากลับมาแล้ว!"
พ่อของเจ้าหู่ถลันเข้าไปคว้าตัวลูกชาย มองซ้ายทีขวาทีด้วยความเป็นห่วง "เป็นไงบ้าง? เจ้าหู่! ไม่บาดเจ็บใช่ไหม?"
"ไม่ครับ! จะบาดเจ็บได้ไง? อ้อ! ไม่สิ!"
พ่อของเจ้าหู่ตื่นตระหนกทันที "เป็นอะไร? บาดเจ็บจริงเหรอ? ตรงไหน? ให้พ่อดูหน่อย!"
"หน้าเป็นแผลนับไหม? โดนหนามข่วนน่ะ!" หน้าเจ้าหู่มีรอยขีดข่วนจากหนามจริงๆ แต่ถ้าไม่สังเกตดีๆ ก็แทบมองไม่เห็น
สองพ่อลูกที่เมื่อกี้ยังซาบซึ้งใจกันอยู่หยกๆ เริ่มลงไม้ลงมือกันทันที ผู้เป็นพ่อเตะก้นลูกชายไปหนึ่งป้าบ "ไอ้เด็กบ้า กล้าล้อเล่นกับพ่อเรอะ? ไสหัวไปเลยไป!"
พี่ชายคนโตตระกูลเฉินก็เข้ามาดูน้องชายทั้งสอง พอเห็นว่าปลอดภัยดีก็โล่งใจ
ลู่ไหวอันเดินอยู่ข้างซูว่าง "ไหวอัน วันนี้ไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้นใช่ไหม!"
"คุณอาวางใจเถอะครับ! ทุกคนปลอดภัยครบสามสิบสอง!"
ซูว่างอยากจะบอกว่า ถ้าเกิดอันตรายจริงๆ เจ้าต้องจำไว้ว่าให้รักษาชีวิตตัวเองก่อน แต่สถานการณ์ตอนนี้พูดออกไปไม่ได้แน่ "งั้นก็ดี รีบลงเขากันเถอะ ถึงตรงนี้จะไม่ใช่ป่าลึก แต่ก็ไม่ควรอยู่นาน!"
ซูเลี่ยงสนใจเรื่องผลลัพธ์มากที่สุด พอทุกคนทักทายกันเสร็จ เขาก็สบโอกาสแทรกขึ้นมา "ไหวอัน พวกเจ้าเข้าป่าไปตั้งนาน วันนี้ต้องได้ของดีเยอะแน่ใช่ไหม!"
เจ้าหู่แม้เพิ่งโดนพ่อเตะก้นมา แต่แรงเตะแค่นั้นสำหรับเขาก็เหมือนเกา เขาอายุน้อยที่สุดในกองกำลังชาวบ้าน เก็บความลับไม่เก่งที่สุด พอได้ยินคำถาม ก็ตอบด้วยความลำพองใจทันที "แน่นอนสิครับ ตามพี่ไหวอันไปแล้วไม่ได้อะไรกลับมา มันจะเป็นไปได้ยังไง? ของอยู่ในตะกร้าสะพายหลังหมดแล้ว! คนข้างล่างรออยู่ใช่ไหมครับ? เดี๋ยวลงไปถึงจะเปิดให้ดู!"
ซูเลี่ยงพูดขึ้น "ของพวกนี้ให้พวกเราดูก็พอ ไม่ต้องไปให้พวกนั้นดูหรอก ยังไงก็ไม่ได้แบ่งให้พวกนั้นอยู่แล้วนี่?"
"หา? หมายความว่าไงครับ? ก่อนขึ้นเขาเราตกลงกันแล้วว่าจะเอาของที่ได้ไปแลกเสบียงมาแบ่งให้ทุกคนเท่าๆ กันไม่ใช่เหรอ?"
"เหอะ พวกแกอยากจะเป็นพ่อพระ แต่บางคนเขาไม่เห็นค่าหรอกนะ"
"หมายความว่าไง?"
"หมายความว่าไงก็ถามพ่อแกดูสิ!"
พ่อของเจ้าหู่อธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังอย่างละเอียด ทุกคนถึงได้เข้าใจ! จะว่ายังไงดีล่ะ! พวกเขาเป็นกองกำลังชาวบ้านของกองพล ในใจมีแต่ความเป็นห่วงเป็นใยทุกคน แต่ในใจทุกคนอาจจะไม่ได้มีพวกเขาอยู่ด้วย! ทันใดนั้น ความตื่นเต้นดีใจก็เหมือนถูกน้ำเย็นสาดโครมใส่! โดยเฉพาะกับคนหนุ่มอย่างเจ้าหู่
วางจื้ออู่ได้ยินแล้วกลับรู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะ 'คนไม่เห็นแก่ตัว ฟ้าดินลงโทษ' นี่นะ! อีกอย่างเขารู้นิสัยคนในกองพลดี! สถานการณ์แบบนี้ มีคนยอมขึ้นเขามาช่วยตั้งเยอะขนาดนี้ ก็ถือว่าเหนือความคาดหมายของเขาแล้ว เพียงแต่ลูกน้องบางคนของเขา คงต้องได้รับการอบรมสั่งสอนกันหน่อยหลังจากนี้!
ชั่วขณะหนึ่ง ขบวนลงเขาก็เงียบลงถนัดตา ความปีติยินดีจากผลงานการล่าสัตว์ลดน้อยลง เดิมทีพวกเขากะว่าจะเอาไปอวดให้เต็มที่แท้ๆ
มีแต่ซูเลี่ยงที่ยังพูดจาปลอบใจ "โธ่เอ๊ย พวกแกยังเด็กกันอยู่ ไม่เคยเป็นหัวหน้าครอบครัว ไม่รู้หรอกว่าฟืนไฟข้าวสารมันแพงแค่ไหน คนหารน้อยลง ส่วนแบ่งของพวกเราก็มากขึ้นไง! นี่มันเรื่องดีชัดๆ! ทำไมทำหน้าเศร้ากันอยู่ได้!"
ที่ตีนเขา จ้าคังคังจ้องมองทิศทางของแสงคบเพลิงไม่วางตา เป็นเวลานานที่แสงไฟไม่ขยับไปไหน วนเวียนอยู่แค่จุดเดิม จนกระทั่งเมื่อกี้! "ไฟขยับแล้ว! พวกเขากลับมาแล้ว!" จ้าคังคังตะโกนสุดเสียง!
เลขาธิการกองพลรีบเงยหน้ามอง จริงด้วย กลับมาแล้ว! เขาเดินวนไปวนมาด้วยความกระวนกระวาย ไม่รู้ว่าข่าวที่นำกลับมาจะเป็นข่าวดีหรือข่าวร้าย
ทุกคนชะเง้อคอมองขึ้นไปบนเขา แต่ฟ้ามืดเกินไป บวกกับต้นไม้ใบหญ้ารกทึบ มองไม่เห็นคนเลย เห็นแต่แสงไฟวูบวาบ จ้าคังคังอาศัยจังหวะที่ไม่มีใครสนใจ แอบมุดเข้าไปในพงหญ้า แถวนี้เขาคุ้นเคยดี แป๊บเดียวก็หายลับไป ไม่มีใครสังเกตเห็น
หูของลู่ไหวอันไวมาก แม้จะมีเสียงคุยกันของชาวบ้านดังอยู่ข้างหู แต่เขาก็ยังจับสัมผัสได้ว่ามีบางอย่างกำลังเคลื่อนที่เข้ามาทางซ้ายหน้า เสียงดังไม่เบาเลย! แต่เสียงหายใจแผ่วเบา ไม่เหมือนสัตว์ใหญ่! เดี๋ยวนะ! หรือจะเป็นคน?
"ใคร? ใครอยู่ตรงนั้น?" ซูว่างยกมือขึ้นทันที "ทุกคนหยุดก่อน เป็นอะไรไปไหวอัน? ตรงไหนมีคน?"
ลู่ไหวอันชี้ไปทางซ้ายหน้า "ตรงนั้นครับ เดี๋ยวผมไปดูเอง"
จากนั้น ทุกคนก็เห็นลู่ไหวอันใช้มือเดียวหิ้วเจ้าตัวเล็กออกมาจากพงหญ้า เจ้าตัวเล็กทำหน้าตาน่าสงสาร ไม่กล้าขัดขืน ถูกหิ้วตัวลอยตุ่องแต่ง
ซูว่างโกรธจนด่าเปิง "จ้าคังคัง ไอ้เด็กบ้า เมื่อกี้บอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าไม่ให้ขึ้นมา? ไม่ฟังกันใช่ไหม รู้ไหมว่ามันอันตรายแค่ไหน? ยังกล้าวิ่งขึ้นมาคนเดียวอีก? ถ้าหลงทางไปใครจะรู้?"
จ้าคังคังเถียงข้างๆ คูๆ "ผมจำทางได้ ไม่หลงหรอก!"
ลู่ไหวอันรู้สึกว่าต้องสั่งสอนเจ้าเด็กดื้อนี่สักหน่อย ถึงเจตนาจะดี เป็นห่วงความปลอดภัยของพวกเขา แต่พฤติกรรมแบบนี้ยอมรับไม่ได้เด็ดขาด เขาฟาดก้นเด็กน้อยไปหลายที ค่อนข้างแรง แรงมือลู่ไหวอันไม่ใช่เล่นๆ นะ
เด็กน้อยแทบไม่อยากเชื่อ เอามือกุมก้นหันกลับมามองลู่ไหวอัน ลู่ไหวอันนึกว่าเขาไม่ยอมรับผิด "เป็นอะไร? ไม่ใช่ความผิดเจ้าหรือไง?"
"ใช่... ผมผิดเอง!" จ้าคังคังพูดเสียงสะอึกสะอื้น
"ผิดก็ผิดสิ ร้องไห้ทำไม? เจ็บเหรอ? คราวหน้าจะกล้าอีกไหม?"
จ้าคังคังส่ายหน้า "ไม่กล้าแล้วครับ ไม่เจ็บ!"
ที่เขาร้องไห้ไม่ใช่เพราะโดนลู่ไหวอันตี แต่เป็นเพราะหลายปีมานี้ไม่มีใครตีสั่งสอนเขาแบบนี้เลย เมื่อก่อนตอนเด็กๆ เวลาดื้อ พ่อจะคอยสั่งสอน ก็เหมือนลู่ไหวอันนี่แหละ แค่ตีให้หลาบจำ ไม่ได้ตีให้เจ็บจริง พอพ่อจากไป แม่ก็นอนป่วย น้องสาวก็รอให้เขาดูแล เขาต้องเป็นเสาหลักของบ้าน ไม่กล้าดื้อซนอีก และถึงดื้อก็ไม่มีใครมาตีสั่งสอนเขาอีกแล้ว ตอนเด็กๆ โดนตีเขายังไม่ยอมรับ แต่เมื่อกี้พอลู่ไหวอันตี เขาถึงเพิ่งรู้ว่าตอนเด็กๆ เขามีความสุขแค่ไหน!
ลู่ไหวอันก็ไม่รู้ว่าไอ้หนูนี่คิดอะไรอยู่ รู้แต่ว่าตลอดทางมันมองเขาด้วยสายตาเทิดทูนบูชา มือน้อยๆ จับมือเขาแน่นไม่ยอมปล่อย เขาก้มลงมองเด็กน้อย รู้สึกสังหรณ์ใจว่าในอนาคตอาจจะมีตังเมเหนียวหนึบมาเกาะติดเขาแน่ๆ!
"กลับมาแล้ว กลับมาแล้ว! พวกเขากลับมาแล้ว!" "โอ้โฮ! กองกำลังชาวบ้านก็กลับมาด้วย! กลับมาพร้อมกันเลย!"
เกาผิงร้องเสียงหลง "อะไรนะ? กองกำลังชาวบ้านก็กลับมาด้วย? ไปรับกลับมาได้จริงๆ เหรอ?"