- หน้าแรก
- ย้อนอดีตขีดชะตาท้าลิขิตฟ้า
- บทที่ 81 นายไม่มีเงินใช่ไหม
บทที่ 81 นายไม่มีเงินใช่ไหม
บทที่ 81 นายไม่มีเงินใช่ไหม
หลิวอันผิงดีใจจนเนื้อเต้น
ดูเหมือนว่าฉันจะเดาถูก
ในบ้านเก่าหลังนี้ คงมีแค่ใต้โอ่งหินใบยักษ์นี่แหละที่เป็นที่ซ่อนสมบัติ
เขามองลอดผ่านปากหลุมดำมืดลงไป แต่ก็มองไม่เห็นว่าข้างล่างลึกแค่ไหน
หลิวอันผิงรวบรวมแรงอีกครั้ง ผลักโอ่งหินต่อไป
จนกระทั่งปากหลุมปรากฏชัดเจนต่อสายตา หลิวอันผิงจึงมองเห็นสภาพภายในได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ปากหลุมมีเส้นผ่านศูนย์กลางเกือบหนึ่งเมตร ซึ่งโอ่งหินสามารถปิดทับได้มิดชิดพอดี
ความลึกของหลุมประมาณสองถึงสามเมตร
กลิ่นอับชื้นผสมกลิ่นราลอยคลุ้งขึ้นมาเตะจมูก
หลิวอันผิงนั่งลงข้างๆ พักหายใจหอบแฮก รอให้อากาศภายในระบายออกมา ในใจก็กระหยิ่มยิ้มย่อง
คนออกแบบนี่สุดยอดจริงๆ
โอ่งหินกว้างตั้งเมตรครึ่ง แต่ปากหลุมกว้างแค่เมตรเดียว
ถ้าไม่มีแรงช้างสาร ลำพังคนหรือสองคนไม่มีทางขยับโอ่งใบนี้ได้แน่
แถมโอ่งยังตั้งอยู่กลางลานบ้าน ใครจะไปคิดว่าข้างใต้จะมีหลุมลับซ่อนอยู่
หลิวอันผิงประเมินน้ำหนักของโอ่งหินใบนี้น่าจะไม่ต่ำกว่าเจ็ดแปดร้อยจิน
โชคดีที่น้ำในโอ่งมีไม่มาก ถ้าใส่น้ำเต็มโอ่ง น้ำหนักคงปาเข้าไปเป็นพันจิน
ของหนักขนาดนี้เอามาปิดปากหลุมไว้ ถ้าไม่ระดมคนมาช่วยกัน ก็ไม่มีทางเปิดออกได้ง่ายๆ
ขนาดหลิวอันผิงเอง กว่าจะขยับโอ่งได้ ก็เล่นเอาเหนื่อยจนหอบเหมือนวัวควาย
หลิวอันผิงนึกขอบคุณที่ตัวเองยังหนุ่มแน่น แถมยังทำงานหนักมาตั้งแต่เด็ก ร่างกายเลยแข็งแรงมีพละกำลัง และยังได้วิชาต่อสู้จาก 'พี่แมว' ในชาติที่แล้วมาช่วยผ่อนแรงด้วยเทคนิคต่างๆ
ถ้าเป็นคนอื่น คงไม่มีปัญญาขยับโอ่งยักษ์ใบนี้ได้แน่นอน
สิบนาทีผ่านไป
หลิวอันผิงรู้สึกว่าอากาศในหลุมน่าจะถ่ายเทดีแล้ว จึงไปหาลำไม้ไผ่ขนาดเท่าชามข้าวมาพาดลงไป แล้วไถลตัวลงสู่ก้นหลุม
กลิ่นอับชื้นข้างล่างยังคงรุนแรง
พอเท้าแตะพื้น
ทางเดินกว้างเพียงหนึ่งเมตรทอดยาวไปทางทิศเหนือของตัวบ้าน
ภายในมืดสนิทจนมองไม่เห็นนิ้วมือตัวเอง
หลิวอันผิงเตรียมตัวมาดี เขาล้วงไฟฉายที่เหน็บเอวออกมาส่อง
โอ้โฮ!
หลิวอันผิงตะลึงตาค้าง
ในทางเดินนั้น มีหีบไม้เก่าแก่หลายใบวางเรียงรายอยู่
ขอบหีบเสริมความแข็งแรงด้วยแผ่นเหล็ก
แค่เห็นหีบไม้พวกนี้ หลิวอันผิงก็รู้ทันทีว่า ข้างในต้องเป็นสมบัติที่เขาเฝ้ารอคอยมาตลอด
หลิวอันผิงเดินเข้าไปที่หีบใบที่ใกล้ที่สุดด้วยความตื่นเต้นระคนคาดหวัง มือสั่นเทาขณะเปิดฝาหีบออก
ทันทีที่ฝาหีบเปิดออก หลิวอันผิงก็ตะลึงงันเป็นครั้งที่สอง
ทองคำแท่งขนาดใหญ่ หรือที่เรียกกันว่า 'ปลาเหลืองใหญ่' อัดแน่นอยู่เต็มหีบ
หลิวอันผิงส่องไฟฉายไปที่ทองคำเหลืองอร่าม สายตาจับจ้องไม่วางตา
ลมหายใจเริ่มถี่กระชั้น
ภาพตรงหน้าคือสิ่งที่เขาไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อนทั้งในชาตินี้และชาติที่แล้ว
อย่าว่าแต่หลิวอันผิงเลย คนบนโลกนี้เก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ก็คงไม่เคยเห็นทองคำมากมายขนาดนี้มาก่อน
หลิวอันผิงพยายามข่มความดีใจ หยิบทองคำแท่งหนึ่งขึ้นมาชั่งน้ำหนักในมือ
อย่างน้อยๆ ก็หกตำลึงไม่รู้ว่าในหีบนี้มีกี่แท่ง
ด้วยความตื่นเต้น หลิวอันผิงหยิบทองออกมานับทีละแท่ง
นับจนหมดหีบ พบว่ามีทองคำแท่งทั้งหมด 300 แท่ง
จากนั้น
หลิวอันผิงก็เริ่มสำรวจหีบใบอื่นๆ ในทางเดินต่อไป
พอยิ่งสำรวจลึกเข้าไป
เขาพบว่าสุดทางเดินมีห้องเล็กๆ อยู่ห้องหนึ่ง ภายในห้องนั้นมีหีบไม้แบบเดียวกันวางเรียงรายอยู่อีกนับสิบใบ
หลิวอันผิงมองหีบสมบัติตรงหน้า ความตื่นเต้นพุ่งทะลุปรอทจนหาคำบรรยายไม่ได้
สองชั่วโมงผ่านไป
หลิวอันผิงตรวจสอบหีบทุกใบเสร็จสิ้น เขาถอนหายใจยาวด้วยความทึ่ง
มิน่าล่ะ อีกสองปีข้างหน้า เหอเหม่ยจวนถึงได้ขึ้นแท่นเศรษฐีอันดับหนึ่งของอำเภอเหอชวน
สมบัติมหาศาลขนาดนี้ อย่าว่าแต่อันดับหนึ่งของอำเภอเลย ต่อให้เป็นอันดับหนึ่งของจังหวัดก็ยังได้สบายๆ
จากการตรวจสอบของหลิวอันผิง
มีทองคำแท่งใหญ่ 8 หีบ และทองคำแท่งเล็กอีก 5-6 หีบ
นอกจากทองคำแล้ว ยังมีเครื่องเพชรพลอยและของเก่าล้ำค่าอีกจำนวนมาก
หลิวอันผิงประเมินค่าของเครื่องเพชรและของเก่าไม่ถูก แต่แค่ทองคำอย่างเดียว รวมๆ แล้วก็น่าจะหนักเป็นพันกิโลกรัม
ทองคำพันกิโลกรัม ในยุคสมัยนี้มีมูลค่าถึง 40-50 ล้านหยวน
ถ้าเก็บไว้ขายในอีกหลายสิบปีข้างหน้า มูลค่าจะเพิ่มขึ้นเป็นสิบเท่า
อีกสองชั่วโมงต่อมา
หลิวอันผิงที่สงบสติอารมณ์ได้แล้ว ปีนกลับขึ้นมาจากหลุมลับ และออกแรงมหาศาลเพื่อดันโอ่งหินกลับไปปิดปากหลุมที่เดิม
หลังจากออกมาจากบ้านเก่าตระกูลเหอ หลิวอันผิงล็อคประตูแน่นหนา แล้วปั่นจักรยานกลับเข้าตัวอำเภอ
เมื่อถึงตัวอำเภอ
หลิวอันผิงแวะร้านอาหาร สั่งเมนูดีๆ ที่เมื่อก่อนไม่กล้ากินมาฉลองชุดใหญ่
เถ้าแก่ร้านเห็นเด็กหนุ่มท่าทางธรรมดา สั่งอาหารราคาแพงมาเต็มโต๊ะ ก็กลัวว่าจะไม่มีเงินจ่าย จึงคอยจับตามองไม่ห่าง
"พ่อหนุ่ม สั่งเยอะขนาดนี้ กินหมดเหรอ?" เถ้าแก่ร้านเดินมานั่งตรงข้าม ถามด้วยความเป็นห่วง
หลิวอันผิงได้ยินน้ำเสียงก็รู้ทันทีว่าเถ้าแก่คิดอะไรอยู่ "แค่นี้จิ๊บจ๊อยครับ กินได้แค่แปดส่วนอิ่มเองมั้ง"
พูดจบ หลิวอันผิงก็ควักธนบัตรใบละสิบหยวนออกมาตบลงบนโต๊ะดังปัง
เถ้าแก่เห็นเงินสิบหยวน ก็ยิ้มแก้มปริ รีบเปลี่ยนท่าทีทันควัน
"แหม... ดูท่าพ่อหนุ่มจะกินเก่งจริงๆ กินได้กินดี มีลาภปาก ถือเป็นวาสนาครับ"
พูดจบ เถ้าแก่ก็รีบลุกออกไป ไม่กล้ารบกวนอีก
หนึ่งชั่วโมงต่อมา
หลิวอันผิงกินอิ่มหนำสำราญ จ่ายเงินแล้วเดินออกจากร้าน
เถ้าแก่ร้านมองตามหลังหลิวอันผิงที่สวมเสื้อผ้าเก่าๆ มีรอยปะชุน แต่กลับมีเงินจ่ายค่าอาหารมื้อหรูสิบกว่าหยวนได้อย่างสบายๆ ด้วยความงุนงง
ในใจได้แต่บ่นพึมพำว่าโลกนี้มันชักจะแปลกประหลาดขึ้นทุกวัน
หลิวอันผิงปั่นจักรยานกลับที่พัก
ทันใดนั้น
ที่ริมถนนข้างหน้า เขาเห็นคนนอนนิ่งอยู่กับพื้น
เมื่อเข้าไปดูใกล้ๆ พบว่าเป็นชายชราคนหนึ่งนอนจมกองเลือด ใบหน้าเต็มไปด้วยเลือด ส่งเสียงร้องครางอย่างเจ็บปวด ไม่รู้ว่าเป็นลมโรคกำเริบหรือหกล้ม
ถ้าเป็นหลิวอันผิงในชาติก่อน เจอสถานการณ์แบบนี้ เขาคงเลือกที่จะปั่นผ่านไปเลย
แต่ในยุคสมัยนี้ ผู้คนยังจิตใจดีงาม คงไม่มีใครมาแกล้งเจ็บเพื่อตบทรัพย์ หลิวอันผิงจึงไม่ลังเลที่จะกระโดดลงจากรถเข้าไปช่วยเหลือ
สติของชายชราเริ่มเลือนราง หลิวอันผิงถามอะไรไปก็ได้แต่เสียงครางตอบกลับมา
เขามองซ้ายมองขวา ไม่เห็นใครผ่านมาสักคน และไม่รู้ว่าบ้านชายชราอยู่ที่ไหน
ดูอาการแล้วท่าทางจะไม่ดี
หลิวอันผิงตัดสินใจแบกชายชราขึ้นหลัง พาซ้อนท้ายจักรยาน แล้วรีบปั่นไปส่งโรงพยาบาลประจำอำเภอ
เมื่อถึงโรงพยาบาล หลิวอันผิงส่งตัวชายชราให้หมอ
หลังตรวจอาการเบื้องต้น หมอก็รีบแจ้ง "พ่อหนุ่ม อาการปู่ของเธอไม่ค่อยดีนะ ต้องผ่าตัดด่วน ตอนนี้เธอรีบไปจ่ายค่าผ่าตัดก่อนเถอะ เดี๋ยวหมอจะตรวจดูอาการแทรกซ้อนอื่นๆ ให้"
หลิวอันผิงอ้าปากค้าง
ปู่?
จ่ายค่าผ่าตัด?
เขาไม่ใช่ปู่ผมนะ ผมแค่ผ่านมาเจอเฉยๆ
แต่หมอไม่เปิดโอกาสให้หลิวอันผิงปฏิเสธ สั่งให้พยาบาลพาเขาไปจ่ายเงินทันที
"คุณพยาบาลครับ ผมไม่ใช่หลานของลุงคนนั้นนะครับ ผมแค่เห็นเขาเป็นลมข้างทางเลยพามาส่งโรงพยาบาล" หลิวอันผิงพยายามอธิบายกับพยาบาล
แต่พยาบาลกลับยิ้มเยาะ "พ่อหนุ่ม นายไม่มีเงินใช่ไหมล่ะ"