- หน้าแรก
- ย้อนอดีตขีดชะตาท้าลิขิตฟ้า
- บทที่ 80 ขุมทรัพย์
บทที่ 80 ขุมทรัพย์
บทที่ 80 ขุมทรัพย์
ผ่านไปหลายวัน
ในที่สุดหลิวอันผิงก็ยอมเลิกราที่จะสืบข่าวว่าจางเจ๋อหนีไปไหน
ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากรู้ แต่เป็นเพราะหมดหนทางที่จะสืบหาจริงๆ
เมื่อวานนี้
หลิวอันผิงทนแรงแค้นในใจไม่ไหว บุกไปหาหวงลี่จวินถึงที่ว่าการอำเภอ
คำตอบที่ได้จากปากหวงลี่จวินคือ แม้แต่ท่านเลขาธิการเองก็ไม่รู้ว่าจางเจ๋อไปไหน รู้เพียงว่าจางเจ๋อหนีเข้าตัวเมือง แล้วนั่งรถออกจากเขตหลูหลิงไปแล้ว
ส่วนปลายทางสุดท้ายคือที่ไหน ไม่มีใครล่วงรู้
เมื่อรู้ว่าจางเจ๋อหนีออกจากหลูหลิงไปแล้ว หลิวอันผิงก็อัดอั้นตันใจ ไม่รู้จะระบายความโกรธแค้นไปที่ไหน
ชาติที่แล้ว เพราะการใส่ร้ายของจางเจ๋อ เขาต้องติดคุกฟรีถึงแปดปี
แต่ชาตินี้ พอได้โอกาสกลับมาเกิดใหม่ เป้าหมายในการแก้แค้นกลับอันตรธานหายไป ทำให้ความแค้นที่สุมอกไม่มีที่ลง
ในยุคสมัยนี้
ไม่มีระบบคอมพิวเตอร์ออนไลน์ให้ตรวจสอบ การจะตามหาคนหายสักคนจึงยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร
เว้นเสียแต่ว่า จางเจ๋อจะไปก่อคดีที่ไหนสักแห่ง จนมีประวัติบันทึกไว้ ถึงจะพอมีทางตามตัวเจอ
อีกอย่าง
หลิวอันผิงไม่ได้ทำงานในกรมตำรวจ การจะสืบหาคนข้ามเขตยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่
เย็นวันศุกร์หลังเลิกเรียน หลิวอันผิงตรงไปที่โรงงานปูนซีเมนต์ อาศัยรถไถกลับบ้าน
พอถึงบ้าน ไม่เห็นใครอยู่ หลิวอันผิงจึงเดินไปที่ไซต์งานก่อสร้างบ้านหลังใหม่
ถังเฟิ่งอิงและลูกสาวเห็นหลิวอันผิงหน้าตาซูบซีดดูหมดอาลัยตายอยาก ก็ตกใจ "ผิงเอ๋อ เป็นอะไรลูก ทำไมหน้าซีดอย่างนั้น ไม่สบายหรือเปล่า?"
ถังเฟิ่งอิงรีบเอามืออังหน้าผากลูกชาย แต่ตัวก็ไม่ได้ร้อน
"เปล่าครับแม่ ผมไม่ได้ไม่สบาย แค่เหนื่อยนิดหน่อย" หลิวอันผิงอ้างไปเรื่อย
จริงๆ แล้วเขาไม่ได้เหนื่อยกาย แต่ใจมันห่อเหี่ยวเพราะเรื่องจางเจ๋อหนีไปได้ต่างหาก
ถังเฟิ่งอิงมองลูกชายด้วยความห่วงใย "ถ้าเหนื่อยก็รีบกลับไปพักผ่อนเถอะลูก งานสร้างบ้านลูกก็ช่วยอะไรไม่ได้มากหรอก แม่ดูอยู่ตรงนี้ได้"
หลิวอันผิงจะกล้ากลับไปนอนได้ยังไง
ที่บ้านกำลังมีงานใหญ่ สร้างบ้านใหม่ทั้งที เขาเป็นลูกชายคนเดียวกลับไม่ได้ช่วยอะไรเลย แค่นี้ก็รู้สึกผิดจะแย่อยู่แล้ว
ถ้าไม่ใช่เพราะต้องไปโรงเรียน หลิวอันผิงคงมานอนเฝ้าไซต์งานยี่สิบสี่ชั่วโมง กลัวพวกบ้านใหญ่จะมาป่วน
ก่อนฟ้ามืด หลิวอันผิงเดินสำรวจรอบๆ โครงสร้างบ้านใหม่
ตามแบบที่เขาคิดไว้ บ้านหลังนี้จะเป็นบ้านสองชั้น
ผ่านไปหนึ่งอาทิตย์ ชั้นหนึ่งเริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว ปูนทรายเตรียมพร้อม รอแค่วันแดดดีๆ ก็จะเทปูนหล่อเสา
เห็นความคืบหน้า หลิวอันผิงก็พอใจมาก
ถึงไม่พอใจก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะเขาเองก็ไม่มีความรู้เรื่องก่อสร้าง
อย่างน้อยๆ ดูด้วยตาก็โอเค
ตกค่ำ ที่บ้านจัดเตรียมอาหารเลี้ยงช่าง
ยุคนี้ การสร้างบ้านต้องเลี้ยงข้าวช่างเป็นธรรมเนียม
สามมื้อต่อวัน ถึงจะไม่มีเนื้อสัตว์ทุกมื้อ แต่ต้องให้ช่างกินอิ่ม ต่อให้กินกับผักดองก็ต้องข้าวพูนจาน
แต่หลิวอันผิงกระเป๋าหนัก มื้อเย็นจัดหนักจัดเต็ม เนื้อสัตว์มาเป็นชามๆ ให้ช่างกินกันจุใจ
ตอนกินข้าว พวกช่างต่างพากันสรรเสริญเยินยอครอบครัวหลิวอันผิงกันยกใหญ่
ก็แน่ล่ะ มีเนื้อให้กินไม่อั้นขนาดนี้ ใครยังจะกล้าบ่นว่าไม่ดี ก็คงหาที่ไหนดีกว่านี้ไม่ได้แล้ว
วันเสาร์ หลิวอันผิงเฝ้าไซต์งานทั้งวัน
ถึงจะดูไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่การได้เห็นบ้านค่อยๆ ก่อร่างสร้างตัวขึ้นทีละนิด ก็ทำให้เขารู้สึกอุ่นใจ
พอถึงวันที่สาม หลิวอันผิงก็เริ่มอยู่ไม่สุข
หลังมื้อเช้า เขาให้พี่สาวขี่จักรยานไปส่งที่คอมมูน
"อันผิง เอาอันนี้ไปกินด้วยนะ" พอถึงคอมมูน หลิวไฉ่ฟางก็หยิบห่อผ้าที่ซ่อนไว้ออกมายื่นให้น้องชาย
หลิวอันผิงรับมาด้วยความงงๆ พอเปิดดูถึงรู้ว่าเป็นอะไร
ไข่เค็ม
หลิวอันผิงจำได้ว่า
เมื่อก่อน ทุกปีก่อนเทศกาลเช็งเม้งหนึ่งเดือน แม่จะดองไข่เค็มไว้เตรียมกินช่วงดำนาหลังเช็งเม้ง นี่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของที่บ้าน
ไข่เค็มสิบกว่าฟองในห่อผ้านี้ แม่คงอดออมเก็บไว้ให้เขา
เมื่อก่อนเพราะความจน ไข่เค็มพวกนี้ต้องเก็บไว้นานๆ ค่อยๆ กินทีละนิด บางทีลากยาวไปจนถึงเกี่ยวข้าวนาปีเลยด้วยซ้ำ
แต่ตอนนี้ พอมีรายได้จากการขายเห็ด ถังเฟิ่งอิงเห็นว่าลูกชายชอบกินไข่เค็ม เลยกำชับให้ลูกสาวคนโตแอบเอาส่วนที่เหลือมาให้ลูกชาย
หลิวอันผิงหิ้วห่อผ้าใส่ไข่เค็ม รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่บึ้งตึงมาตลอดทั้งสัปดาห์ "พี่ครับ ขากลับระวังตัวด้วยนะ ผมไปล่ะ"
หลิวอันผิงโบกมือลาพี่สาว แล้วกระโดดขึ้นรถไถของโรงงานปูนซีเมนต์มุ่งหน้าเข้าตัวอำเภอ
ธุรกิจรับซื้อเห็ดยุติลงแล้ว
จะไม่หยุดก็ไม่ได้ เพราะบนเขาแทบไม่เหลือเห็ดให้เก็บแล้ว
ต่อให้หาเจอ ปริมาณก็น้อยนิดจนไม่คุ้ม
หลิวอันผิงคิดไว้แล้ว
ช่วงนี้ที่บ้านยุ่งเรื่องสร้างบ้าน กำลังคนไม่พอ ก็พักเรื่องหาเงินไว้ก่อน รอให้บ้านเสร็จค่อยว่ากันใหม่
เงินในมือเขาก็มีไม่น้อย ไม่เดือดร้อนเรื่องเงินในช่วงสองเดือนนี้หรอก
ความคิดของหลิวอันผิงเรียบง่าย
รอให้บ้านสร้างเสร็จ เขาก็สอบเอนทรานซ์เสร็จพอดี
ถึงตอนนั้น เขาจะมีเวลาว่างเต็มที่ ค่อยพาแม่และพี่น้องหาลู่ทางทำมาหากินสุจริตอย่างอื่น
ไอ้ธุรกิจเก็งกำไรฉาบฉวย ทำแค่ครั้งสองครั้งก็พอแล้ว
ขืนทำบ่อยๆ เดี๋ยวมีคนอิจฉาไปฟ้องร้อง จะโดนข้อหาปั่นป่วนตลาดเอาได้ง่ายๆ
พอถึงตัวอำเภอ
หลิวอันผิงเอาของไปเก็บที่บ้านเช่า แล้วรีบเข็นจักรยานปั่นมุ่งหน้าไปยังคอมมูนกู่เฟิงทันที
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
หลิวอันผิงก็มาถึงหน้าบ้านเก่าตระกูลเหอ
ไขกุญแจเปิดประตู เดินเข้าไป แล้วรีบลงกลอนประตูไม้บานใหญ่แน่นหนา
สมบัติพวกนั้นซ่อนอยู่ตรงไหนกันนะ?
บรรพบุรุษตระกูลเหอคงไม่ขุดหลุมฝังสมบัติไว้เฉยๆ แล้วสร้างบ้านทับหรอกมั้ง
ถ้าเกิดร้อนเงินจะเอาออกมาใช้ ไม่ต้องรื้อบ้านทิ้งเลยหรือไง
หลิวอันผิงเดินสำรวจทั่วบ้านอยู่นานสองนาน แต่ก็มองไม่ออกว่าตรงไหนจะเป็นที่ซ่อนสมบัติ
ทันใดนั้น
สายตาของหลิวอันผิงก็หยุดนิ่ง
โอ่งหินขนาดใหญ่เส้นผ่านศูนย์กลางเมตรครึ่งที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางลานบ้านกลายเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่ง
ชาติที่แล้วได้ยินมาว่า เหอเหม่ยจวนบังเอิญเจอสมบัติใต้ดินตอนทำความสะอาดบ้าน หรือว่าจะอยู่ใต้โอ่งหินใบนี้?
หลิวอันผิงเดินหาห้องใต้ดินหรือประตูลับไม่เจอ เดินย่ำพื้นไม้หาเสียงกลวงก็ไม่มี เคาะผนังหาก็ไม่เจอช่องลับ
ความน่าจะเป็นเดียวที่เหลืออยู่ คือโอ่งหินใบยักษ์ตรงหน้านี้แหละ
ดูจากร่องรอย โอ่งหินใบนี้คงไม่ได้ขยับเขยื้อนมาหลายสิบปีแล้ว
หลิวอันผิงเดินวนรอบโอ่งหิน วิเคราะห์อย่างละเอียด มั่นใจว่าข้างใต้อาจมีช่องลับสำหรับซ่อนสมบัติ
เพราะเขาสังเกตเห็นว่า ร่องระบายน้ำที่พื้นลานบ้านมีความลาดเอียงผิดปกติ
หลิวอันผิงจำได้ว่า บ้านทรงโบราณที่มีลานกลางบ้านในหมู่บ้านซานสุ่ย หรือแม้แต่ศาลบรรพชน ร่องระบายน้ำจะไม่ทำลาดเอียงไปด้านเดียวแบบนี้ ส่วนใหญ่จะเจาะรูระบายออกด้านข้างทั้งสองฝั่ง
แต่ร่องระบายน้ำตรงหน้านี้กลับเป็นพื้นลาดเอียงแผ่นเดียว
เมื่อมั่นใจ
หลิวอันผิงก็โอบกอดโอ่งหินยักษ์
กลั้นหายใจ รวบรวมกำลังขาและเอว
"ฮึบ!"
โอ่งหินขยับเคลื่อนไปหนึ่งศอก
ทันใดนั้น
ภายใต้โอ่งหิน ก็ปรากฏปากหลุมดำมืดเผยออกมาให้เห็น