- หน้าแรก
- ย้อนอดีตขีดชะตาท้าลิขิตฟ้า
- บทที่ 11 เททิ้งเสียยังดีกว่าให้พวกแกกิน
บทที่ 11 เททิ้งเสียยังดีกว่าให้พวกแกกิน
บทที่ 11 เททิ้งเสียยังดีกว่าให้พวกแกกิน
ความรู้สึกไม่ลงรอยกันระหว่างหลิวอันผิงกับปู่หลิวเม่าเหวิน ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นเพียงวันสองวัน
ตั้งแต่จำความได้ หลิวอันผิงก็มีความคับแค้นใจต่อปู่คนนี้สะสมมาตลอด
ไม่ใช่แค่หลิวอันผิงเท่านั้น แต่ทุกคนในครอบครัว ยกเว้นพ่อผู้กตัญญู ต่างก็เอือมระอากับปู่คนนี้ทั้งสิ้น
หลิวอันผิงจำได้แม่น
เมื่อไม่กี่ปีก่อนตอนแบ่งสมบัติแยกบ้าน หลิวเม่าเหวินเชื่อคำยุยงของลูกสะใภ้คนรอง แบ่งข้าวเปลือกให้บ้านหลิวอันผิงเพียงแค่หนึ่งร้อยจิน
แต่พอตกเย็น ข้าวเปลือกหนึ่งร้อยจินนั้นกลับถูกหลิวเม่าเหวินบากหน้ามาทวงคืนไปครึ่งหนึ่ง โดยอ้างเหตุผลสวยหรูว่าเป็น 'ข้าวเลี้ยงดูพ่อแม่' ประจำปีนี้
ตอนนั้นเป็นช่วงข้าวยากหมากแพง ข้าวเปลือกแค่หนึ่งร้อยจินยังแทบไม่พอยาไส้คนห้าคนในครอบครัว แต่หลิวเม่าเหวินก็ยังหน้าด้านแย่งเอาไปอีกครึ่งหนึ่ง
ช่วงเวลานั้น ถังเฟิ่งอิงต้องบากหน้าไปขอยืมข้าวสารจากญาติพี่น้องและบ้านเดิมมาประทังชีวิต ถึงได้รอดตายกันมาได้
เท่าที่หลิวอันผิงรู้ ตอนแยกบ้าน ยุ้งฉางบ้านใหญ่มีข้าวเปลือกเก็บตุนไว้กว่าสามพันจิน แต่กลับแบ่งให้บ้านเขาแค่หนึ่งร้อยจิน
แน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง
นับตั้งแต่แยกบ้าน หลิวเม่าเหวินจะมาหาลูกชายคนโตที่บ้านทุกเดือน อ้างว่าเจ็บตรงโน้นปวดตรงนี้ บีบบังคับให้หลิวชุนเซิงจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาล
ถ้าให้เงินก็แล้วไป แต่ถ้าไม่ให้ เขาจะนั่งแปะอยู่หน้าประตูรั้วบ้าน ตะโกนด่าทอสาปแช่งเหมือนพวกแม่ค้าปากตลาด ด่าลูกชายว่าอกตัญญูบ้างล่ะ สารพัดคำหยาบคายที่สรรหามาพ่นไม่ซ้ำคำ
แม่ของหลิวอันผิงเป็นคนรักศักดิ์ศรี จึงยอมตัดรำคาญให้เงินไปทุกครั้ง
มากหน่อยก็แปดหยวนสิบหยวน น้อยหน่อยก็หนึ่งหรือสองหยวน
ส่วนเรื่องการปฏิบัติต่อหลานๆ อย่างพวกหลิวอันผิงนั้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
หลิวอันผิงจำได้ว่าตั้งแต่เกิดมา เขาไม่เคยได้รับ 'อั่งเปา' จากปู่คนนี้เลยแม้แต่เฟินเดียว
แต่กับหลานชายบ้านรอง หรือพวกหลานตาหลานสาวบ้านอื่น ปู่กลับใจป้ำแจกเงินทีละห้าเหมาหรือหนึ่งหยวน
ด้วยเหตุนี้ สามพี่น้องบ้านหลิวอันผิงจึงมีความน้อยเนื้อต่ำใจสะสมมานาน
และในวันนี้ ไก่ตัวผู้ตัวใหญ่ที่ตั้งใจจะเอาไปไหว้บรรพบุรุษในวันเช็งเม้ง กลับกำลังจะถูกหลิวเม่าเหวินที่รู้ข่าวรีบแจ้นมาแย่งเอาไปกิน หนำซ้ำยังด่าทอพี่สาวและน้องสาวของเขาจนยืนร้องไห้น้ำตาเช็ดหัวเข่า
หลิวอันผิงจะไม่โกรธได้อย่างไร
แต่ถึงจะโกรธแค่ไหน ตาแก่ตรงหน้าก็ยังได้ชื่อว่าเป็นปู่ หลิวอันผิงไม่อยากให้ตัวเองต้องกลายเป็นคนอกตัญญูทำร้ายปู่ เพราะเขายังใช้นามสกุลหลิวอยู่
หลิวอันผิงวางกะละมังเคลือบที่ใส่ไก่ต้มลงกับพื้น มองหลิวเม่าเหวินแล้วยิ้มแห้งๆ
"ปู่ครับ ปู่ลืมไปแล้วเหรอครับ ผมจำได้ว่าปีนี้เป็นปีครบรอบวันเกิดหนึ่งร้อยปีของทวด ดังนั้นบ้านผมเลยปรึกษากันว่าจะไหว้ทวดและบรรพบุรุษด้วยของคาวที่ปรุงสุกแล้ว ถึงแถวบ้านเราจะไม่ค่อยทำกัน แต่ทางเหนือเขาก็ใช้ไก่ต้มสุกไหว้กันทั้งนั้นนะครับ"
หลิวเม่าเหวินฟังคำแก้ตัวของหลิวอันผิงแล้วขมวดคิ้วมุ่น
"ไม่ได้ๆ ไหว้บรรพบุรุษต้องใช้ไก่เป็นสิ คนเป็นยังไม่ได้กิน ผีสางที่ไหนจะมากินได้ เอาไก่มาให้ปู่เดี๋ยวนี้ ปู่ไม่ได้กินเนื้อไก่มาสองเดือนแล้ว"
หลิวอันผิงเห็นข้ออ้างของตนใช้ไม่ได้ผลกับความตะกละของปู่ ในใจก็เดือดปุดๆ
ตาแก่นี่ ให้เกียรติแล้วไม่รับ
ถ้าไม่ใช่ปู่ พ่อจะตบให้คว่ำ
เฮ้อ!
หลิวอันผิงถอนหายใจในใจ แต่ใบหน้ายังคงปั้นยิ้มฝืนๆ
"ปู่ครับ วันนี้ไก่ตัวนี้ให้ปู่กินไม่ได้จริงๆ ผมจุดธูปบอกกล่าวหน้าหลุมศพบรรพบุรุษไปแล้ว จะผิดคำพูดกับบรรพบุรุษไม่ได้ อีกอย่าง บ้านอารองไม่ได้ไปไหว้บรรพบุรุษเหรอครับ พวกเขาไม่ได้เชือดไก่เหรอ บ้านอารองคงไม่ปล่อยให้ปู่อดอยากไม่มีไก่กินหรอกมั้งครับ"
คำพูดนี้ของหลิวอันผิง เชือดเฉือนหัวใจได้อย่างเลือดเย็น
หลิวชุนเซิงไปไหว้บรรพบุรุษทุกปี
แต่คนทางบ้านใหญ่ดูเหมือนจะไม่เคยโผล่ไปไหว้บรรพบุรุษเลยสักครั้ง
อย่างน้อย ในความทรงจำของหลิวอันผิง ก็ไม่เคยเห็นพวกเขาไป
อีกอย่าง บ้านใหญ่นั้นไม่เลี้ยงไก่สักตัว ถ้าอยากกินก็ต้องซื้อ
ยุคสมัยนี้ ไก่ทุกตัวมีค่าดั่งทองคำ ใครจะยอมขายง่ายๆ
แน่นอน ถ้าเงินถึงเขาก็ขาย
แต่หลิวอันผิงรู้นิสัยคนบ้านใหญ่ดี อาของเขาและคนในบ้านนั้นล้วนแต่เป็นพวก 'ไก่เหล็กขนไม่ร่วง' ไม่มีทางเสียเงินซื้อไก่มาไหว้เจ้าในวันเช็งเม้งแน่ ยิ่งซื้อให้พ่อตัวเองกินยิ่งไม่ต้องหวัง
หลิวเม่าเหวินถูกคำพูดของหลิวอันผิงตอกกลับจนหนวดกระดิก ตาถลน
แต่เขาเถียงไม่ออกแม้แต่คำเดียว
เพราะเขารู้อยู่เต็มอกว่าบ้านลูกชายคนรองไม่ได้ไปไหว้บรรพบุรุษ
ไอ้หลานเวรนี่ตั้งใจจะไม่ให้ข้ากินไก่ชัดๆ
ถ้าข้าจะแย่ง มันคงไม่ยอมให้แน่
ครั้นจะใช้วิธีที่สะใภ้รองเคยสอนมาร้องห่มร้องไห้ ถ้าไอ้เด็กนี่เอาไปป่าวประกาศ หน้าตาตระกูลหลิวของข้าคงป่นปี้หมด
หลิวเม่าเหวินจนตรอกด้วยคำพูดของหลิวอันผิง ใจร้อนรุ่มดั่งไฟสุม
ทันใดนั้น
เจ้าเยว่เอ๋อที่แอบซุ่มดูอยู่ข้างนอก เห็นท่าไม่ดีจึงเดินเข้ามา แสร้งทำหน้าซื่อตาใสเหมือนไม่รู้เรื่องราว
"พ่อคะ ป่านนี้แล้วทำไมมาอยู่ที่บ้านพี่ใหญ่ล่ะ ที่บ้านทำกับข้าวเสร็จแล้ว รีบกลับไปกินข้าวกันเถอะค่ะ"
พูดจบ เจ้าเยว่เอ๋อก็แกล้งทำเป็นเหลือบไปเห็นไก่ แล้วร้องทัก
"อุ๊ย อันผิง ที่บ้านเชือดไก่เหรอ ตายจริง ที่อาเคยพูดไว้ไม่ผิดเลย ปู่เขาบ่นอยากกินไก่อยู่พอดีสองวันนี้ พวกเธอนี่กตัญญูรู้ใจปู่จริงๆ"
พูดจบ เจ้าเยว่เอ๋อก็เดินเข้าไปหาหลิวอันผิง ก้มตัวลงจะยกกะละมังไก่
หลิวอันผิงตาไว รีบยกกะละมังหนีถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ใบหน้ายังคงเปื้อนยิ้ม
"อาสะใภ้รองครับ ไก่นี้สำหรับให้บรรพบุรุษกิน ถ้าปู่ อยากกิน อาสะใภ้ก็รีบไปซื้อมาต้มให้ปู่กินสิครับ เดี๋ยวผมต้องยกไก่นี้ไปไหว้บรรพบุรุษแล้ว"
พูดจบ หลิวอันผิงก็นั่งยองๆ ลงกับพื้น กอบเอาดินทรายขึ้นมาหนึ่งกำมือ แล้วโยนโครมลงไปในกะละมังไก่ต้ม ขยำคลุกเคล้ากับไก่จนเละเทะ ปากก็พึมพำเสียงดังฟังชัด
"บรรพบุรุษตระกูลหลิวครับ ผมหลิวอันผิงไร้ความสามารถ คงได้แต่ทำ 'ไก่คลุกโคลน' ให้พวกท่านกินแก้ขัดไปก่อน โปรดอย่าถือโทษโกรธเคืองเลยนะครับ ก็ลูกหลานคนอื่นๆ ของท่านขี้เหนียว ไม่ยอมเซ่นไหว้ ผมก็จนปัญญา ต้องทำแบบนี้แหละครับ"
การกระทำของหลิวอันผิง ทำเอาเจ้าเยว่เอ๋อยืนอึ้งตาค้าง แต่ในใจโกรธจนแทบจะระเบิด
อุตส่าห์ยุให้หลิวเม่าเหวินมาเอาไก่ แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นแบบนี้
ส่วนหลิวเม่าเหวินที่ยืนอยู่ข้างๆ ซึ่งโดนหลิวอันผิงตอกหน้าหงายไปรอบหนึ่งแล้ว พอได้ยินคำพูดประชดประชันของหลานชาย ก็โกรธจนตัวสั่น
คำพูดของหลิวอันผิง ด่ากระทบชัดๆ ว่าเขาและคนบ้านใหญ่เป็นลูกหลานอกตัญญู ด่ากราดคนแซ่หลิวฝั่งบ้านใหญ่จนครบโคตร
หลิวเม่าเหวินโกรธจัด สะบัดแขนเสื้ออย่างแรง แค่นเสียง "ฮึ!" แล้วเดินกระฟัดกระเฟียดออกจากบ้านหลิวอันผิงไปทันที
เจ้าเยว่เอ๋อเห็นว่าอดกินไก่แน่แล้ว ก็ได้แต่ถอนหายใจ
ก่อนจะกลับ เธอหันไปมองหลิวไฉ่ฟาง แล้วทิ้งระเบิดลูกใหญ่ไว้ด้วยรอยยิ้ม
"ไฉ่ฟาง เมื่อวานซืนปู่เขาดูตัวไว้ให้หลานคนนึง อีกสองสามวันหลานไปหาปู่ที่บ้านหน่อยนะ ไปดูตัวซะ ผู้ชายคนนั้นโปรไฟล์ดี บ้านรวยมีทุกอย่าง ถ้าได้แต่งเข้าไป หลานจะสบายไปทั้งชาติ พวกเราเองก็คงพลอยได้พึ่งใบบุญไปด้วย"