- หน้าแรก
- ย้อนอดีตขีดชะตาท้าลิขิตฟ้า
- บทที่ 9 อธิบายลำบาก
บทที่ 9 อธิบายลำบาก
บทที่ 9 อธิบายลำบาก
เจ้าเยว่เอ๋อถูกหลิวอันผิงตอกกลับจนหน้าม้าน ทนอยู่ต่อไม่ไหว ต้องรีบเดินหนีออกจากบ้านหลิวอันผิงไปอย่างรวดเร็ว
หลิวอันผิงรีบเชิญชาวบ้านที่มามุงดูเรื่องสนุกให้ออกไปจากบ้าน พอทุกคนกลับไปหมดแล้ว เขาถึงได้รู้สึกว่าโลกนี้สงบสุขเสียที
หลิวอันผิงนั่งลงกลางลานบ้าน มองดูจักรยานสองคันที่จอดอยู่ พลางกุมขมับด้วยความปวดหัว
เฮ้อ ดันมาเจอเจ้าเยว่เอ๋อเข้าจนได้
ถ้าไม่ใช่เพราะนาง ฉันก็คงไม่ต้องโกหกว่าจักรยานพวกนี้ยืมเพื่อนมา
ต่อจากนี้ถ้าต้องขี่จักรยานไปไหนมาไหนทุกวัน จะบอกว่ายืมเพื่อนมาแล้วไม่คืนก็คงฟังไม่ขึ้น
ช่างเถอะ ผ่านด่านนี้ไปก่อนค่อยว่ากันใหม่
หลิวอันผิงตั้งใจจะลงไปช่วยที่บ้านดำนา แต่พอเงยหน้ามองฟ้าก็เห็นว่าเย็นมากแล้ว จึงเปลี่ยนใจเข้าครัวไปช่วยทำกับข้าวแทน
เด็กบ้านนอกส่วนใหญ่ทำอาหารเป็นกันทุกคน
หลิวอันผิงและพี่น้องอีกสองคน ต่างก็หัดทำกับข้าวเป็นกันตั้งแต่แปดเก้าขวบ
ส่วนเรื่องรสชาตินั้น... ในยุคสมัยนี้ ขอแค่มีข้าวกินอิ่มท้องก็ถือว่าดีถมถืดแล้ว ใครจะมาสนเรื่องรสชาติกัน
"อันผิง กลับมาแล้วเหรอลูก?" พอฟ้ามืด ถังเฟิ่งอิง แม่ของหลิวอันผิงกลับมาเห็นลูกชายอยู่บ้าน ใบหน้าก็เปื้อนไปด้วยรอยยิ้มแห่งความดีใจ
หลิวอันผิงผัดผักในกระทะไปพลางตอบแม่ไปพลาง
"ครับแม่ พอดีช่วงนี้หน้างานยุ่ง แถมพรุ่งนี้ก็วันเช็งเม้ง โรงเรียนเลยหยุดให้สิบวันครับ"
ภายนอกหลิวอันผิงดูสงบนิ่ง แต่ภายในใจกลับตื้นตันจนสั่นสะท้าน
ชาติที่แล้วเขาไม่มีหน้ากลับมาสู้หน้าครอบครัว
ชาตินี้สวรรค์ประทานโอกาสให้เขาได้กลับมาใช้ชีวิตใหม่อีกครั้ง พอได้ยินเสียงแม่ เขาก็แทบไม่กล้าหันไปมอง เพราะกลัวว่านี่จะเป็นเพียงความฝัน
แต่สุดท้าย หลิวอันผิงก็อดใจไม่ไหว หันกลับไปมองครอบครัวที่อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา ความรู้สึกหวานล้ำราวกับกินน้ำผึ้งก็แผ่ซ่านไปทั่วหัวใจ
เขาปฏิญาณกับตัวเองในใจว่า พ่อครับ แม่ครับ พี่สาว น้องสาว ชาตินี้ผมหลิวอันผิงจะไม่หนีปัญหาอีกแล้ว ผมจะทำให้ทุกคนมีความสุข มีชีวิตที่ดีให้ได้
ถังเฟิ่งอิงไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติของลูกชาย เธยวางอุปกรณ์ทำนาลงแล้วพยักหน้าหงึกๆ "นั่นสิเนอะ วันเช็งเม้งแล้ว เมื่อวานแม่ยังคุยกับพ่อเราอยู่เลยว่าลูกน่าจะกลับมาได้แล้ว"
ยังไม่ทันที่หลิวอันผิงจะตอบกลับ เสียงน้องสาวของเขาก็ดังขึ้นมาจากลานบ้าน
"พี่คะ ที่บ้านมีแขกมาเหรอ? ทำไมมีจักรยานตั้งสองคัน?"
"พี่ไปยืมเพื่อนมาน่ะ"
หลิวอันผิงตอบส่งๆ ไป แล้วหันไปเติมฟืนใส่เตา
ทุกคนในครอบครัว ยกเว้นถังเฟิ่งอิง ต่างพากันมามุงดูจักรยานสองคันนั้น จับๆ ลูบๆ ด้วยความสนใจ
คนที่ดูจะตื่นเต้นที่สุด คงหนีไม่พ้น 'หลิวไฉ่ฟาง' พี่สาวของหลิวอันผิง
หลิวไฉ่ฟางแก่กว่าหลิวอันผิงสองปีกว่า ตอนนี้อายุยี่สิบสองแล้ว สำหรับหมู่บ้านซานสุ่ย อายุขนาดนี้ถือว่าเป็นสาวทึนทึก
จริงๆ ไม่ใช่แค่ในหมู่บ้านซานสุ่ย แต่ทั้งคอมมูนเป่ยไหว สาวอายุยี่สิบสองที่ยังไม่ออกเรือนนั้นหาได้ยากยิ่ง
เมื่อสองปีก่อน เคยมีคนมาทาบทามสู่ขอหลิวไฉ่ฟาง แต่เพราะเธอเรียกร้องสินสอดเป็นจักรยานหนึ่งคัน ฝ่ายชายฐานะยากจนและเสียดายเงิน การแต่งงานครั้งนั้นจึงล้มเลิกไป
ความฝันสูงสุดในใจของหลิวไฉ่ฟาง คือการได้เป็นเจ้าของจักรยานสักคัน ปั่นทะยานไปบนถนนลูกรังในชนบท
แต่ความฝันนั้น จนถึงตอนนี้ในวัยยี่สิบสองปี ก็ยังไม่เป็นจริง
บ้านสกุลหลิวจนเกินไป จนถึงขนาดไม่มีปัญญาซื้อจักรยานสักคัน
แต่ตอนนี้ ที่บ้านกลับมีจักรยานจอดอยู่ถึงสองคัน
แม้จะได้ยินน้องชายบอกว่ายืมเพื่อนมา แต่ดวงตาของหลิวไฉ่ฟางก็ยังเป็นประกายวาววับ "อันผิง พี่ขอลองขี่สักรอบได้ไหม?"
คำพูดของหลิวไฉ่ฟาง บาดลึกเข้าไปในใจของหลิวอันผิง
ผ่านมาปีกว่าแล้ว พี่ก็ยังปล่อยวางเรื่องนั้นไม่ได้
หลิวอันผิงรู้ดีว่า เพราะเรื่องสู่ขอครั้งนั้น จักรยานจึงกลายเป็นปมในใจของพี่สาว
และในหมู่บ้านซานสุ่ย พวกปากหอยปากปูก็มักจะเอาเรื่องที่หลิวไฉ่ฟางทำลายงานแต่งตัวเองเพราะอยากได้จักรยานไปนินทาอยู่บ่อยๆ
"พี่ครับ พี่ชอบคันไหนก็เอาไปขี่เลย ต่อไปนี้จักรยานคันนั้นเป็นของพี่แล้ว" หลิวอันผิงถือตะหลิว ยืนอยู่ที่ประตูครัว มองหน้าพี่สาวแล้วพูดโพล่งออกมา
คำพูดประโยคนี้เอง ทำให้ถังเฟิ่งอิงและคนอื่นๆ หันขวับมามองหลิวอันผิงเป็นตาเดียว
"อันผิง เมื่อกี้ลูกบอกว่าจักรยานยืมเพื่อนมาไม่ใช่เหรอ?"
"พ่อ แม่ เดี๋ยวค่อยคุยกันตอนกินข้าวครับ ขอผมผัดผักให้เสร็จก่อน"
หลิวอันผิงทิ้งท้ายไว้แค่นั้น แล้วกลับเข้าไปในครัว
ถังเฟิ่งอิงและคนอื่นๆ ร้อนใจอยากรู้ความจริงจนแทบนั่งไม่ติด เหมือนมีแมวมาข่วนในใจ
โชคดีที่กับข้าวเสร็จพอดี
ระหว่างกินข้าว หลิวอันผิงก็หยิบสัญญาซื้อขายจักรยานที่พวกพี่เตาเซ็นไว้ให้ดู
ถังเฟิ่งอิงอ่านหนังสือไม่ออก หลิวชุนเซิง พ่อของหลิวอันผิงรับไปอ่านดูอย่างละเอียด แล้วมองลูกชายด้วยความตกตะลึง
ถังเฟิ่งอิงเห็นท่าทางสามีเป็นแบบนั้น ก็รีบคว้าสัญญามาส่งให้ลูกสาวคนโต "ลูกอ่านให้แม่ฟังหน่อยสิ มันเขียนว่าอะไรทำไมพ่อทำหน้าแบบนั้น"
"ข้าพเจ้าทั้งสี่คน ยินยอมขายจักรยานจำนวนสี่คัน ให้แก่หลิวอันผิง ในราคาคันละหนึ่งเฟิน จึงทำสัญญาไว้เป็นหลักฐาน และจะไม่กลับคำโดยเด็ดขาด"
หลิวไฉ่ฟางอ่านจบ ก็ไม่ลืมอ่านรายชื่อคนเซ็นสัญญาที่ลงท้ายไว้ด้วย
ถังเฟิ่งอิงและคนอื่นๆ ในเวลานี้มีสภาพไม่ต่างจากหลิวชุนเซิง ต่างอ้าปากค้าง มองหลิวอันผิงที่กำลังก้มหน้าก้มตากินข้าวด้วยความช็อก ตกตะลึงจนพูดไม่ออกไปพักใหญ่
พอตั้งสติได้ หลิวอันผิงก็ต้องหาข้ออ้างมาอธิบายยกใหญ่ "พ่อ แม่ วางใจเถอะครับ สัญญาก็เซ็นกันแล้ว ต่อให้พวกมันไปแจ้งความ หรือจะฟ้องร้องขึ้นศาล จักรยานพวกนี้ก็ไม่มีใครเอาไปได้หรอกครับ"
พูดจบ
หลิวอันผิงก็ลุกขึ้นเดินกลับไปที่ห้อง หยิบเงินที่ได้จากการขายจักรยานออกมาจากกระเป๋าหนังสือ
"แม่ครับ นี่เงินจากการขายจักรยานสองคัน แม่เก็บไว้ให้ดีนะ อย่าให้ใครบางคนหลอกเอาไปล่ะ" หลิวอันผิงพูดจบก็ปรายตามองไปทางพ่อของเขา
หลิวชุนเซิงทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ก้มหน้ากินข้าวต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ถังเฟิ่งอิงรับเงินสองร้อยสี่สิบหยวนมาถือไว้ด้วยความมึนงง แววตาเต็มไปด้วยความกังวลและตื่นเต้น
หลิวอันผิงต้องใช้เวลาอธิบายอยู่นานสองนาน กว่าจะกล่อมแม่และทุกคนในบ้านให้สงบใจลงได้ และกำชับเรื่องที่ต้องบอกคนอื่นว่าจักรยานยืมเพื่อนมาอย่างหนักแน่น
ถังเฟิ่งอิงและทุกคนพยักหน้ารับคำ
เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากเสร็จงานช่วงเช้า หลิวชุนเซิงก็พาหลิวอันผิงไปไหว้บรรพบุรุษ
หลิวชุนเซิงแบกพลั่ว มือหิ้วกาเหล้า ส่วนหลิวอันผิงหิ้วไก่ตัวผู้ตัวใหญ่ที่เลี้ยงไว้ที่บ้าน ข้อมือคล้องตะกร้าใส่ของไหว้ เดินตามหลังพ่อขึ้นเขาไปช้าๆ
พอถึงหน้าหลุมศพ หลิวชุนเซิงก็ถางหญ้าและตัดหนามรกๆ ออก
จุดประทัดพวงเล็ก ฆ่าไก่เซ่นไหว้ และทำพิธีคารวะ
"พ่อครับ เมื่อกี้ผมเห็นเห็ดสนขึ้นอยู่แถวนั้น เราเก็บกลับไปกินกันหน่อยไหมครับ ไม่ได้กินเห็ดสนมาตั้งนานแล้ว ถือโอกาสซื้อเนื้อหมูมาทำกินด้วย" ตอนเดินขึ้นเขา หลิวอันผิงก็คอยสอดส่องมองหาเห็ดตามใต้ต้นสนอยู่ตลอด
ก่อนออกจากบ้าน เขาก็วางแผนไว้แล้ว ถึงขนาดพกถุงกระสอบมาด้วยตั้งสองใบ
หลิวชุนเซิงตอนแรกกะว่าจะไหว้บรรพบุรุษเสร็จแล้วรีบกลับไปดำนาต่อ อีกทั้งการทำเห็ดกินมันเปลืองน้ำมัน แต่พอนึกถึงเงินสองร้อยกว่าหยวนที่ลูกชายเอามาให้เมื่อวาน คิดไปคิดมาก็พยักหน้า
"เอ้า ก็ได้ ไปเก็บกันสักหน่อย"
สองพ่อลูกวางของไหว้ไว้หน้าหลุมศพบรรพบุรุษ แล้วมุดเข้าไปในป่าสน