เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 413 - ไปกินมื้อดึกที่คฤหาสน์บุปผาชมพู

บทที่ 413 - ไปกินมื้อดึกที่คฤหาสน์บุปผาชมพู

บทที่ 413 - ไปกินมื้อดึกที่คฤหาสน์บุปผาชมพู


บทที่ 413 - ไปกินมื้อดึกที่คฤหาสน์บุปผาชมพู

อำเภอถงหลิน ลานดอกท้อ

ปุยหิมะดั่งขนนกโปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย โลกทั้งใบถูกปกคลุมด้วยสีเงินขาวงดงามจับตายิ่งนัก

ดอกท้อบนต้นท้อธรรมดาในลานดอกท้อร่วงโรยไปนานแล้ว ผลท้อก็ได้เข้าไปอยู่ในท้องของชาวบ้านชาวเขา บัดนี้บนพื้นดินและกิ่งก้านล้วนมีแต่หิมะขาวโพลนไปทั่วทั้งผืน

ลู่เจิงและหลิ่วชิงเหยียนเพิ่งจะย่างเท้าเข้าสู่เขตแดนของลานดอกท้อได้เพียงสองก้าว เบื้องหน้าใต้ต้นท้อก็ปรากฏร่างหนึ่งขึ้นมา

ชุดกระโปรงหางหงส์ผ้าไหมโปร่งสีชมพูแดงลากพื้น ปิ่นทองบุปผาร่วงพริ้วไหวเงาท้อพันท่วงท่า

อรชรอ้อนแอ้น งดงามพลิ้วไหว ลำคอระหงดั่งบทเพลง แย้มยิ้มดั่งบุปผาคลี่บาน ดวงตาดอกท้อคู่หนึ่งส่งสายตาพราวระยับราวคลื่นสารท ยามแต้มชาดที่ริมฝีปากก็ร้อนแรงสะกดวิญญาณ

“พี่ลู่ ชิงเหยียน พวกท่านกลับมาแล้ว!”

เสิ่นอิ๋งยืนอยู่ใต้ต้นท้อ มองดูพวกเขาทั้งสองด้วยรอยยิ้ม

“กลับมาแล้ว!”

หลิ่วชิงเหยียนถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างรู้งาน ลู่เจิงก้าวเข้าไปสวมกอดเสิ่นอิ๋ง

“ไป กลับบ้านกัน!”

พลางกินเลี้ยงต้อนรับที่เสิ่นอิ๋งเตรียมไว้ให้คนทั้งสอง พลางสนทนาถึงเรื่องราวที่พบเจอระหว่างทาง

เรื่องอื่นๆ ก็ยังพอว่า แต่การปรากฏตัวของเหล่าผู้ยิ่งใหญ่มากมายในงานเลี้ยงวิวาห์ของหูโจว รวมถึงร่องรอยของผู้บำเพ็ญเพียรสายมารที่ปรากฏขึ้นมาเป็นครั้งคราว ทั้งสองเรื่องนี้ทำให้เสิ่นอิ๋งตกใจอย่างแท้จริง

“ฟ้าดินช่างกว้างใหญ่ไพศาล ยอดฝีมือผู้ยิ่งใหญ่มีอยู่ทุกหนแห่ง พวกเราเป็นเพียงแค่หยดน้ำในมหาสมุทร ยังคงต้องบำเพ็ญเพียรให้มากขึ้น เพื่อที่จะได้ป้องกันตนเอง”

หลิ่วชิงเหยียนพยักหน้า “ก่อนหน้านี้ใช้ชีวิตไปวันๆ อย่างเลื่อนลอย ไม่เคยคาดหวังถึงอนาคต บัดนี้ในเมื่อมีความหวังแล้ว ก็สมควรที่จะต้องตั้งใจบำเพ็ญเพียรโดยแท้”

ทั้งสองมองไปยังลู่เจิง

เสิ่นอิ๋งก่อนหน้านี้กึ่งภูตกึ่งปีศาจ ทั้งไม่มีเบื้องหลัง ยังต้องรับมือกับการท้าทายของเหยียนเจียทุกเดือน ไม่แน่ว่าเมื่อใดก็อาจจะถึงแก่ความตายได้

หลิ่วชิงเหยียนแม้จะมีสายเลือดโบราณ แต่ก็ไม่มีเคล็ดวิชาและรากฐาน เป็นเพียงหมอรักษาคนไข้ ใช้แสงแห่งบุญบารมีสีทองปกปิดกลิ่นอาย ยังมีวิกฤตจากปีศาจหมาป่าดำที่พร้อมจะปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ

ชะตากรรมของคนทั้งสอง อาจกล่าวได้ว่าล้วนเปลี่ยนแปลงไปเพราะลู่เจิง

บัดนี้คนหนึ่งคือเทพธิดาดอกท้อผู้มีพลังเครื่องหอมไม่ขาดสาย อีกคนหนึ่งคือชิงอีเหนียงเหนียงผู้เปี่ยมล้นไปด้วยแสงแห่งบุญบารมีสีทอง พลังบำเพ็ญลึกล้ำ มีความหวังที่จะมีอายุยืนยาว อีกทั้งยังมีสามีที่รู้ใจคอยดูแลเอาใจใส่

ด้วยเหตุนี้ จึงได้จุดประกายความกระตือรือร้นในการบำเพ็ญเพียรของคนทั้งสองขึ้นมาโดยธรรมชาติ

ส่วนสายตาที่มองไปยังลู่เจิงนั้น ย่อมเต็มไปด้วยความรักใคร่ที่ลึกซึ้ง ร้อนแรงดั่งเปลวไฟ

ลู่เจิงที่เพิ่งจะยัดขนมกรงท้อขาวชิ้นสุดท้ายเข้าปาก ยกจอกขึ้นดื่มสุราหมักดอกท้อไปอึกเล็กๆ พลันรู้สึกใจเต้นขึ้นมา

ลู่เจิง: _?

“เหตุใดจู่ๆ ถึงมองข้าเช่นนี้?”

หลิ่วชิงเหยียนหยิบกาเครื่องปั้นดินเผาขึ้นมา รินสุราหมักดอกท้อให้ลู่เจิงอีกจอกหนึ่ง

ส่วนเสิ่นอิ๋งก็หยิบขนมกรงท้อขาวขึ้นมาชิ้นหนึ่ง คีบกับแกล้มดองอีกสองสามตะเกียบ ส่งให้ลู่เจิง “เห็นพี่ลู่กินอย่างเอร็ดอร่อย เช่นนั้นก็กินให้มากขึ้นเถิด”

ลู่เจิงพยักหน้า “ขนมกรงท้อขาวของฮูหยินนี้เป็นเลิศโดยแท้ ทั้งขาวทั้งนุ่มนวล เมื่อเข้าปากยังมีกลิ่นหอมของดอกท้ออบอวลอยู่ ทำให้ระลึกถึงไม่รู้ลืม กินแล้วก็อยากจะกินอีก”

ปากของลู่เจิงพูดไป แต่สายตาที่มองกลับมิใช่ขนมกรงท้อขาวในมือ

เสิ่นอิ๋งหัวเราะคิกคัก ส่งสายตาเย้ายวนราวกับเส้นไหมให้ลู่เจิงแวบหนึ่ง แล้วหันไปมองหลิ่วชิงเหยียน “น้องชิงเหยียน ตลอดทางไม่ได้ให้ท่านกินอิ่มหรือ?”

หลิ่วชิงเหยียนได้ยินดังนั้น ใบหน้าก็แดงระเรื่อ

ลู่เจิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “ชิงเหยียนหาได้เตรียมอาหารให้ข้าไม่ ตลอดทางเอาแต่กินไก่... ไก่ย่างที่ข้าเตรียมไว้ให้นาง”

สายตาของหลิ่วชิงเหยียนส่ายไปมาทั่วทิศ แก้มทั้งสองข้างยิ่งแดงก่ำจนแทบจะหยดน้ำออกมาได้ ในห้องพลันมีกลิ่นหอมกรุ่นอบอวลขึ้นมาอย่างแผ่วเบา

ยาแดงปลุกอารมณ์ กลิ่นหอมกรุ่นลึกลับ

เสิ่นอิ๋งยิ้มแย้ม คีบกับแกล้มชิ้นเล็กๆ ใส่ในถ้วยของลู่เจิงอีกตะเกียบหนึ่ง น้ำเสียงเย้ายวนเปี่ยมเสน่ห์แฝงไว้ด้วยความรู้สึกที่ไร้ขีดจำกัด “ท่านพี่ลู่โปรดตั้งใจกินข้าวก่อน ข้าน้อยจะทำให้ท่านพี่ลูกินอิ่มอย่างแน่นอน”

“ข้าเชื่อ!”

นอกหน้าต่างหิมะขาวโพลน โปรยปรายไม่ขาดสาย ในห้องม่านสีชมพูแดงระยับ เปิดใจสนทนากัน

“จริงสิ ครั้งนี้ที่ไปแดนใต้ ก็มีเก็บเกี่ยวมาได้บ้างเล็กน้อย ซินอวี้เหนียงผู้นั้นมอบคัมภีร์ [วิชาบัญชาภูตสื่อเทพจักรพรรดิปฐพีน้อย] มาเล่มหนึ่ง ข้าดูแล้ว อันที่จริงเจ้าก็บำเพ็ญเพียรได้ เมื่อใช้ร่วมกับ [คัมภีร์ชำระวิญญาณ] เล่มนั้น ก็จะช่วยส่งเสริมกันได้มาก”

“ยังสามารถถ่ายทอดให้เทพธิดาทั้งสิบแปดนางได้อีกด้วย คัมภีร์วิชานี้แม้จะจัดอยู่ในจำพวกนอกรีต แต่กลับมุ่งเน้นไปที่ภูตผีวิญญาณ เมื่อเสริมด้วยพลังเครื่องหอมเข้าไปอีก ไม่แน่ว่าเทพธิดาดอกท้อสิบแปดนางอาจจะก้าวหน้าไปอีกขั้นก็เป็นได้”

“ขอบคุณท่านพี่ลู่~”

ลู่เจิงได้อ่านคัมภีร์เล่มนี้ระหว่างทางแล้ว พอเปิดอ่านหน้าแรกก็ทำให้เขาตกใจ

[พระแม่ธรณีโฮ่วถู่ผู้สืบทอดฟ้าดินและบัญญัติกฎ]

ของสิ่งนี้เป็นเคล็ดวิชานอกรีตหรือ? เป็นสายตรงเกินไปแล้วมิใช่หรือ!

ทว่าเมื่อได้อ่านต่อไป จึงได้รู้ว่าเหตุใดซินอวี้เหนียงจึงจำไม่ได้

เพราะหนังสือเล่มนี้เห็นได้ชัดว่ามิใช่ฉบับเต็มหรือแม้แต่ฉบับดั้งเดิมที่สืบทอดมาจากพระแม่ธรณีโฮ่วถู่ แต่เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ถูกตีความออกมา ถือเป็นสาขาที่แตกแขนงออกมาจากต้นกำเนิด

เนื้อหาหลักคือการบำเพ็ญเพียรจิตวิญญาณ พร้อมด้วยเคล็ดวิชาบัญชาภูตรับมือศัตรูอีกมากมาย

ทว่าถึงอย่างไรก็เป็นการสืบทอดมาจากพระแม่ธรณีโฮ่วถู่ จึงมีความอัศจรรย์อยู่บ้าง ทั้งคนและภูตล้วนบำเพ็ญเพียรได้

ดังนั้นเขาสามารถเรียนได้ เสิ่นอิ๋งก็เรียนได้ เทพธิดาดอกท้อสิบแปดนางก็เรียนได้

เสิ่นอิ๋งเชี่ยวชาญในคัมภีร์วิชาจิตวิญญาณ บัดนี้ได้บำเพ็ญเพียร [คัมภีร์ไท่หยวนเสวียนซู] และ [คัมภีร์ชำระวิญญาณขั้นสูงแห่งไท่อิน] บัดนี้เมื่อได้ [วิชาบัญชาภูตสื่อเทพ] เล่มนี้เพิ่มเข้าไปอีก ก็ถือว่ามีรากฐานที่ลึกล้ำแล้ว

“จริงสิ ยังมีกล่องหยกและอัญมณีอีกหนึ่งกล่อง ชิงเหยียนเก็บไว้ตลอด บอกว่าจะเลือกพร้อมกับเจ้า พวกเจ้าก็ไปดูด้วยกันเถิด”

“ว้าย เพชรตาแมวสวยจัง ปีศาจแดนใต้ช่างร่ำรวยโดยแท้ ขอบคุณนะชิงเหยียน~”

“อันนี้สวย!”

“อันนี้ก็สวย!”

“หยกหงส์คู่โบยบินชิ้นนี้ ร้อยเชือกแดงผูกไว้หน้าอก งดงามยิ่งนัก”

“คิกๆ อันนี้ทำเป็นสร้อยข้อมือได้”

ลู่เจิงยิ้ม “ให้ข้าดูหน่อยว่าชิ้นไหนเข้ากับผิวหยกของพวกเจ้ามากกว่ากัน?”

“ว้าย—”

“อย่านะ—”

หลังจากพักอยู่ที่คฤหาสน์บุปผาชมพูหนึ่งคืน ลู่เจิงและหลิ่วชิงเหยียนจึงได้เดินทางกลับอำเภอถงหลิน

ฤดูหนาวมาถึงแล้ว ผู้คนที่สัญจรไปมาบนท้องถนนน้อยลงไปมาก ชาวบ้านจากหมู่บ้านและตำบลโดยรอบที่มาขายของป่าหรือมาจ่ายตลาดในเมืองอำเภอ รวมถึงชาวบ้านในเมืองที่ออกมาเดินเล่นอย่างสบายอารมณ์ ในฤดูหนาวหากไม่ออกจากบ้านได้ก็จะไม่ยอมออกจากบ้าน

“พี่สาว! พี่เขย!”

เพิ่งจะกลับถึงบ้าน หลิ่วชิงฉวนก็กระโดดไกลหนึ่งครั้ง จากโถงด้านหน้ากระโจนเข้าสู่อ้อมแขนของหลิ่วชิงเหยียนที่เพิ่งจะก้าวเข้าประตูมา แสดงให้เห็นถึงพลังกระโดดที่น่าทึ่งของนาง

“แดนใต้สนุกหรือไม่เจ้าคะ?”

“เจ้าสาวของหูโจวงดงามหรือไม่เจ้าคะ?”

“ที่นั่นมีของอร่อยอะไรบ้างเจ้าคะ?”

“มีของฝากให้ข้าหรือไม่เจ้าคะ?”

“เมื่อใดข้าจะไปเที่ยวได้บ้างเจ้าคะ?”

หลิ่วชิงเหยียนยื่นมือไปลูบศีรษะเล็กๆ ของหลิ่วชิงฉวน แล้วยื่นห่อของที่ถืออยู่ในมือให้หลิ่วซาน

“ข้างในเป็นของดีประจำเมืองหย่งโจวในมณฑลหลิงหนาน เป็นเห็ดแห้งนานาชนิด ต้มซุปดื่มแล้วสดชื่นเป็นพิเศษ”

“ได้เลยขอรับ!” หลิ่วซานรับมาพลางยิ้ม “เที่ยงวันนี้พวกเราก็ต้มซุปกัน!”

หลิ่วอู่กล่าว “ข้าจะไปเรียกท่านผู้เฒ่า ให้กลับมากินข้าวด้วยกันตอนเที่ยง”

หลิ่วชิงเหยียนเอ่ยขึ้นหนึ่งประโยค “ให้เยว่เหยาก็มาด้วย”

“ได้เลยขอรับ!” หลิ่วอู่รับคำ แล้วรีบเดินจากไป ออกจากประตูไปยังร้านเหรินซินถัง

ขณะนั้นฮูหยินหลิ่วเพิ่งจะเดินออกมาจากสวนหลังบ้าน มาถึงเบื้องหน้าทุกคน

“ท่านแม่!”

“ท่านป้า!”

“กลับมาก็ดีแล้ว แดนใต้เดินทางเป็นหมื่นเป็นพันลี้ กลับมาอย่างปลอดภัยก็ดีแล้ว” ฮูหยินหลิ่วกล่าว

หลิ่วชิงเหยียนยิ้ม “ที่เขตแดนเมืองหย่งโจวและหมู่บ้านในแดนใต้ เครื่องประดับบางชิ้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากเจ้าค่ะ ยังมีสหายท่านหนึ่งมอบหยกและอัญมณีมาให้บ้าง ท่านแม่มาดูสิเจ้าคะ”

หลิ่วชิงฉวนชูมือเล็กๆ ขึ้นสูง “ข้าก็อยากได้!”

“เด็กน้อยเอ๋ย ให้โมราเจ้าสองเม็ดทำเป็นจี้ห้อยคอก็แล้วกัน” หลิ่วชิงเหยียนลูบศีรษะเล็กๆ ของหลิ่วชิงฉวน

ยามเที่ยง ท่านผู้เฒ่าหลิ่วและตู้เยว่เหยากลับมา ทุกคนก็ครึกครื้นกันอีกครั้ง

ตอนบ่ายท่านผู้เฒ่าหลิ่วยังคงไปรักษาคนไข้ต่อ ส่วนตู้เยว่เหยาก็อยู่ต่อ พร้อมกับหลิ่วชิงฉวนคอยถามนั่นถามนี่กับคนทั้งสองอย่างสงสัยใคร่รู้

ตอนเย็น ลู่เจิงก็กินข้าวที่บ้านสกุลหลิ่วอีกมื้อหนึ่ง จากนั้นจึงได้กลับบ้าน ปลอบโยนลุงหลี่และป้าหลิว แล้วกลับเข้าห้องนอน

ขณะที่กำลังจะกลับไปยังยุคปัจจุบัน ลู่เจิงก็รู้สึกว่าป้ายไม้ท้อที่เอวสั่นเบาๆ

หลับตลงทั้งสองข้าง ก็เข้าสู่ความฝันในทันที ก็เห็นท่ามกลางไอหมอกสีชมพู เสิ่นอิ๋งยืนอยู่อย่างสง่างาม ชายเสื้อปลิวไสว ทั้งสง่างามและเปี่ยมเสน่ห์ ราวกับความฝัน

ชุดกระโปรงผ้าโปร่งสีชมพูคล้ายจริงคล้ายฝัน พลิ้วไหวไปตามไอหมอก กลิ่นหอมของดอกไม้ลอยวนอยู่ปลายจมูก แทรกซึมเข้าไปในหัวใจทีละน้อย

อายแชโดว์สีชมพูเฉียงขึ้นไปยังขมับ ริมฝีปากสีชาดค่อยๆ เข้ามาใกล้หูของลู่เจิง “ท่านพี่ลู่ ข้าน้อยเตรียมมื้อดึกไว้บ้าง ท่านจะมากินหรือไม่?”

ลู่เจิง: ()

จบบทที่ บทที่ 413 - ไปกินมื้อดึกที่คฤหาสน์บุปผาชมพู

คัดลอกลิงก์แล้ว