- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในยุค เจ็ดศูนย์ เส้นทางพลิกชีวิตของสาวน้อยกำพร้า
- บทที่ 8 ส่งพัสดุ
บทที่ 8 ส่งพัสดุ
บทที่ 8 ส่งพัสดุ
บทที่ 8 ส่งพัสดุ
"หนูไม่เอาหรอกค่ะ ป้าหลิวเอากลับไปทานเองเถอะ ที่บ้านหนูมีของครบแล้ว"
เฉินเสี่ยวหลินไม่อยากรับของจากหลิวอ้ายหง เธอรู้ดีว่าฐานะทางบ้านของป้าหลิวก็ไม่ได้ดีอะไรนัก
"รับไปเถอะ! นี่เป็นของเหลือจากงานแต่งงานพี่เจี้ยนกั๋ว ป้าตั้งใจเอามาแบ่งให้หนูร่วมยินดีด้วย"
หลิวอ้ายหงรู้สึกว่าเฉินเสี่ยวหลินเกรงใจกันเกินไป ช่วงนี้เธอยุ่งวุ่นวายอยู่กับงานแต่งงานลูกชายจนไม่รู้สารทุกข์สุกดิบของเด็กสาวเลย เพื่อนรักทั้งสองของเธอจากไปแบบกะทันหันขนาดนั้น ไม่รู้ว่าเสี่ยวหลินจะร้องไห้เสียใจไปนานแค่ไหนแล้ว
"งั้นก็ได้ค่ะ! ป้าหลิว หนูไปก่อนนะคะ บ๊ายบาย!"
เฉินเสี่ยวหลินคิดว่าไว้กลับไปถึงบ้านเกิดเมื่อไหร่ ค่อยส่งพวกของขึ้นชื่อท้องถิ่นมาให้ป้าหลิวเป็นการตอบแทน เธอไม่รู้ว่าในถุงนี้มีอะไรบ้าง แต่รู้สึกว่ามันหนักอึ้งทีเดียว
พอกลับถึงบ้าน เฉินเสี่ยวหลินเปิดถุงที่หลิวอ้ายหงให้มา พบว่าข้างในมีลูกอมกระต่ายขาวหนึ่งชั่ง เนื้อรมควันครึ่งชิ้น และยังมีขนมมงคลกับลูกอมงานแต่งงานอีกหลายอย่าง
ฐานะทางบ้านของหลิวอ้ายหงไม่ได้ร่ำรวยอะไร แม้ทั้งเธอและสามีจะมีงานทำ แต่ลูกเต้าก็เยอะเหลือเกิน มีลูกชายตั้งสี่คน ลูกสาวอีกสองคน ลูกคนโตชื่อโจวเจี้ยนกั๋ว อายุยี่สิบปี เพิ่งแต่งงานไปหมาดๆ คนรองชื่อโจวอ้ายกั๋ว อายุสิบแปดปี มีคู่รักแล้ว คนที่สามชื่อโจวอวิ๋นอวิ๋น อายุสิบหกปี เท่ากับเฉินเสี่ยวหลิน คนที่สี่ชื่อโจวเจี้ยนตาง อายุสิบสองปี เรียนอยู่ชั้นประถมหก คนที่ห้าชื่อโจวอวิ๋นเยว่ และคนที่หกชื่อโจวอ้ายตาง เป็นฝาแฝดอายุแปดขวบ เพิ่งเข้าเรียนชั้นประถมหนึ่ง
โบราณว่า "ลูกชายวัยกำลังกินกำลังนอน กินจนพ่อแม่แทบหมดตัว" ลูกชายบ้านหลิวอ้ายหงแต่ละคนกินจุกันทั้งนั้น ทำให้หลิวอ้ายหงต้องเอาคูปองอาหารไปแลกกับคนอื่นทุกเดือน
เฉินเสี่ยวหลินมองดูเนื้อรมควันครึ่งชิ้นนั้น ก็รู้ทันทีว่าเป็นของที่คนบ้านโจวอุตส่าห์เจียดแบ่งมาจากปากท้องตัวเอง แม้เธอจะไม่ขาดแคลนเนื้อสัตว์ แต่ก็น้อมรับน้ำใจไมตรีนี้ไว้
เย็นวันนั้น เฉินเสี่ยวหลินอยากกินบะหมี่ จึงนำบะหมี่ทำมือออกมาจากมิติหนึ่งชั่ง ต้มกินกับไข่ไก่สองฟองสุดท้ายที่เหลืออยู่ในบ้าน กลายเป็นมื้อเย็นอันแสนอร่อย
โชคดีที่บ้านของเฉินเสี่ยวหลินใช้เตาถ่าน ไม่อย่างนั้นเธอคงจุดไฟไม่เป็นแน่ๆ
หลังมื้อเย็น เฉินเสี่ยวหลินรู้สึกว่างๆ เธอนั่งเหม่ออยู่พักหนึ่งก็นึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ตัวเองไม่มีวรยุทธ์ติดตัวเลย จึงตัดสินใจเข้ามิติไปหาคัมภีร์ยุทธ์มาฝึกฝน
เฉินเสี่ยวหลินขึ้นไปบนชั้นสองของบ้านพักในมิติ พบตำรา "หมัดหุนหยวน" และ "ย่างก้าวท่องคลื่น" ในห้องฝึกยุทธ์
เฉินเสี่ยวหลินใช้เวลาถึงสองชั่วโมงกว่าจะทำความเข้าใจเคล็ดวิชาหมัดมวยได้ เธอเคยเรียนเทควันโดในยุคปัจจุบัน และเจ้าของร่างเดิมก็มีพื้นฐานมวยทหารที่ดีพอสมควร เฉินเสี่ยวหลินจึงมั่นใจว่าจะเรียนรู้วิชานี้ได้สำเร็จ
เฉินเสี่ยวหลินลองร่ายรำกระบวนท่าตามตำราหนึ่งรอบ รู้สึกถึงความร้อนวูบวาบที่ท้องน้อย ราวกับมีกระแสปราณไหลเวียนไปทั่วร่างก่อนจะไปรวมตัวกันที่จุดตันเถียน วิชาหมัดหุนหยวนนี่มหัศจรรย์ขนาดนี้เชียวหรือ? ถึงขั้นฝึกกำลังภายในได้เลย
กว่าเฉินเสี่ยวหลินจะหยุดฝึกและออกมานอนพักผ่อน ก็ปาเข้าไปเที่ยงคืนแล้ว
เช้าวันรุ่งขึ้น หลังทานมื้อเช้าเสร็จ เฉินเสี่ยวหลินก็เริ่มเก็บของ เธอวางแผนจะส่งของที่ขนย้ายลำบากกลับไปบ้านเกิดทางไปรษณีย์ก่อน ไม่อย่างนั้นถ้ากลับไปตัวเปล่า จะหาข้ออ้างเอาของออกมาจากมิติได้ยังไง
เฉินเสี่ยวหลินมัดผ้านวมสองผืนจากห้องนอนและเสื้อผ้าฤดูหนาวรวมเป็นพัสดุขนาดใหญ่สองห่อ เธอยังยัดกระทะเหล็กใบใหญ่และหม้อดินเผาที่ซื้อมาเมื่อวาน รวมถึงกระติกน้ำร้อนใบใหม่และกระติกน้ำทหารที่พ่อให้ไว้ เข้าไปตรงกลางห่อผ้านวมเพื่อกันกระแทก
ส่วนเสื้อผ้าของพ่อแม่เจ้าของร่างเดิม เฉินเสี่ยวหลินเก็บใส่กล่องใบใหญ่แล้วนำเข้ามิติไปทั้งหมด
หลังจากจัดการเสื้อผ้าของพ่อแม่เสร็จ เฉินเสี่ยวหลินก็เจอว่ายังมีกล่องอีกใบซ่อนอยู่ในตู้เสื้อผ้า
เมื่อเปิดกล่องออกดู พบปึกคูปองต่างๆ เงินสดสามพันหยวน และที่ก้นกล่องมีโฉนดที่ดินสองฉบับ ฉบับหนึ่งเป็นของบ้านที่เธออาศัยอยู่ อีกฉบับเป็นของบ้านที่บ้านเกิด
มิน่าล่ะ เมื่อวานเฉินเสี่ยวหลินหาโฉนดไม่เจอ ที่แท้ก็มาซ่อนอยู่นี่เอง
ในตู้เสื้อผ้ายังมีผ้านวมอีกสี่ผืน สองผืนในนั้นเพิ่งตัดเย็บใหม่ปีนี้ เฉินเสี่ยวหลินเก็บผ้านวมทั้งหมดเข้ามิติ
หลังจากจัดห้องเสร็จ เฉินเสี่ยวหลินก็นึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ทำความสะอาดห้องครัวและห้องใต้ดินเลย ไม่รู้ว่าข้างในมีอะไรบ้าง
ในห้องครัวมีแป้งสาลีสิบชั่ง แป้งข้าวโพดห้าชั่ง และข้าวสารสองชั่ง เนื้อหมูกับเกลือเกือบจะหมดแล้ว เฉินเสี่ยวหลินไม่คิดจะเก็บไปด้วย กะว่าจะทิ้งไว้ให้ป้าหลิว
ห้องใต้ดินของบ้านเฉินเสี่ยวหลินอยู่ใต้ห้องเก็บของ ถ้าไม่มีความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม เธอคงหาทางเข้าไม่เจอแน่ๆ
ในห้องใต้ดินไม่มีของอะไรมาก มีแค่ข้าวเปลือกสองกระสอบ ข้าวโพดสองกระสอบ และเหล้าข้าวหมากอีกสองไห
เหล้าข้าวหมากพวกนี้แม่ของเจ้าของร่างเดิมหมักไว้เมื่อปีที่แล้ว แต่ยังไม่มีโอกาสได้ดื่ม
เฉินเสี่ยวหลินเก็บของทุกอย่างในห้องใต้ดินเข้ามิติ
ส่วนผักสวนครัวในแปลง เฉินเสี่ยวหลินขี้เกียจเก็บ ผักหลายอย่างยังโตไม่เต็มที่ เก็บไปตอนนี้ก็น่าเสียดาย เลยปล่อยทิ้งไว้ให้ป้าหลิวจัดการ
กว่าจะเก็บของเสร็จก็เที่ยงวันพอดี เฉินเสี่ยวหลินนำข้าวขาหมูออกมาจากมิติหนึ่งที่ กินเสร็จกะว่าจะงีบสักตื่น พอไปรษณีย์เปิดทำการช่วงบ่ายค่อยไปส่งพัสดุสองห่อนั้น และส่งโทรเลขไปบอกปู่กับย่า (นับแต่นี้ไป ญาติของเจ้าของร่างเดิมก็คือญาติของเฉินเสี่ยวหลิน)
เฉินเสี่ยวหลินตื่นมาอีกทีก็บ่ายสามโมงครึ่งแล้ว เห็นว่าสายแล้วจึงรีบคว้าพัสดุตรงดิ่งไปที่ไปรษณีย์ทันที
ที่ทำการไปรษณีย์ตั้งอยู่ด้านหลังสหกรณ์ร้านค้า เป็นตึกสองชั้นขนาดเล็ก
"สวัสดีค่ะ หนูมาส่งพัสดุ"
เฉินเสี่ยวหลินลากพัสดุหนักอึ้งสองห่อนั้นมาถึงไปรษณีย์ด้วยความทุลักทุเล เล่นเอาเหนื่อยแทบขาดใจ
"เอ้านี่ เขียนที่อยู่เอาเอง"
พนักงานไปรษณีย์โยนปากกากับใบนำส่งพัสดุให้เฉินเสี่ยวหลินอย่างหยาบคาย
เฉินเสี่ยวหลิน: "..." สมคำร่ำลือ พนักงานยุค 70 นี่มันสุดยอดจริงๆ ถ้าเป็นยุคปัจจุบันมาทำกิริยาแบบนี้ ใส่รีวิวหนึ่งดาวให้ยับไปแล้ว
เฉินเสี่ยวหลินกรอกที่อยู่เสร็จก็ยื่นให้พนักงานจอมหยิ่งคนนั้น
"กองผลิตชิงซาน คอมมูนธงแดง อำเภอหย่งผิง เมืองฮาร์บิน มณฑลเฮยหลงเจียง จะไปเป็นยุวปัญญาชนเหรอ?" พนักงานไปรษณีย์คิดในใจว่าแม่หนูคนนี้บ้านรวยจริงๆ ส่งของเยอะแยะไปไกลขนาดนั้น ค่าส่งปาเข้าไปสิบกว่าหยวนแล้ว
"เปล่าค่ะ นั่นบ้านเกิดหนู หนูจะส่งโทรเลขไปที่นั่นด้วยค่ะ" เฉินเสี่ยวหลินเขียนข้อความโทรเลขที่ต้องการส่งยื่นให้พนักงาน
"โอเค ทั้งหมดสิบห้าหยวนสามสิบเฟิน"
หลังจากจ่ายเงินเสร็จ เฉินเสี่ยวหลินก็เดินออกจากไปรษณีย์ เธอตั้งใจจะแวะไปสหกรณ์ร้านค้าอีกรอบ เพื่อซื้อของและใช้คูปองที่เพิ่งเจอเมื่อเช้าให้หมด
ประจวบเหมาะที่เวลานี้คนไม่ค่อยเยอะ เฉินเสี่ยวหลินเลยไม่ต้องไปเบียดเสียดกับใคร
"เอาของเท้าผ้าห้าคู่ รองเท้ายางสองคู่ รองเท้าบูทกันฝนสองคู่ แล้วก็ถุงมือผ้าสิบคู่ค่ะ" เฉินเสี่ยวหลินไม่อยากซื้อรองเท้าผ้าใบสีขาวหรือรองเท้าหนัง เพราะที่บ้านมีอยู่หลายคู่แล้ว รวมถึงรองเท้าหนังคู่เล็กที่ยังไม่ได้ใส่อีกสองคู่ด้วย