เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 49 : ไม่เอานะ...

บทที่ 49 : ไม่เอานะ...

บทที่ 49 : ไม่เอานะ...


บทที่ 49 : ไม่เอานะ...

"ฟึ่บ!"

เมื่อกระแสพลังในห้องศิลาค่อยๆสงบลง

ลู่เสวี่ยฉีค่อยๆลืมตาขึ้น นางระบายลมหายใจขุ่นมัวออกมาเบาๆสิ่งแรกที่นางทำหลังจากลืมตาคือการกวาดสายตามองหาคนรักทันที...

เพียงชั่วพริบตา สายตาของนางก็ปะทะเข้ากับร่างของเย่ฉางเฟิงที่นั่งอยู่เคียงข้าง

นางเงยหน้าขึ้นสบตาเด็กหนุ่มด้วยแววตาเปี่ยมสุข ราวกับจะบอกว่า "ข้าทะลวงด่านสำเร็จแล้วนะ!"

ดวงตาของดรุณีน้อยเป็นประกายวิบวับ นางยืดลำคอระหงขึ้นเล็กน้อย ส่งสายตาออดอ้อนราวกับเด็กน้อยที่รอคำชมเชย

"เสวี่ยฉีเก่งมาก!" เย่ฉางเฟิงยิ้มละมุน

เขาเอื้อมมือไปหยิกแก้มเนียนใสของนางเบาๆด้วยความหมั่นเขี้ยว แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือการค้อนวงโตอย่างน่าเอ็นดู

ลู่เสวี่ยฉีทำแก้มป่อง จ้องมองเย่ฉางเฟิงด้วยสายตาขุ่นเคืองเล็กน้อย

คนผู้นี้...ทำไมถึงชอบถึงเนื้อถึงตัวนักนะ?

"เอ๊ะ!?"

เย่ฉางเฟิงนึกสนุกขึ้นมาในใจ

ลู่เสวี่ยฉีคล้ายจะจับสัญญาณอันตรายจากเย่ฉางเฟิงได้

ดวงตาของนางเริ่มหลุกหลิก ไม่กล้าสบตาเขาตรงๆทว่าร่างกายกลับไม่ขยับหนี ยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม ความหมายนั้นช่างชัดเจน...

เมื่อเห็นสัญญาณอนุญาต เย่ฉางเฟิงก็ไม่รอช้าอีกต่อไป

เขาค่อยๆโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ สบสายตากับลู่เสวี่ยฉีในระยะประชิด

แพขนตายาวงอนของเด็กสาวสั่นระริก

ในสถานการณ์ที่อยู่กันตามลำพังสองต่อสองเช่นนี้ หัวใจดวงน้อยของนางเต้นระรัวจนแทบจะกระดอนออกมา ร่างกายอ่อนระทวยจนแทบจะละลายลงกองกับพื้น...

"เฮือก!"

ระยะห่างระหว่างทั้งสองลดลงเรื่อยๆ

ใกล้จนแทบจะได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน

ลมหายใจอุ่นร้อนที่รินรดลงบนพวงแก้ม ทำให้ลู่เสวี่ยฉีสั่นสะท้านไปทั้งร่าง นางอดไม่ได้ที่จะค่อยๆหลับตาลงอย่างช้าๆ...นี่มิใช่สัญญาณแห่งการเชื้อเชิญหรอกหรือ?

วินาทีนี้ เย่ฉางเฟิงไม่ลังเลอีกต่อไป

เขาประทับริมฝีปากลงไปอย่างแนบแน่น สัมผัสที่นุ่มนวลละเอียดอ่อนชวนให้หลงใหลจนยากจะถอนตัว นี่ไม่ใช่จูบแรกของพวกเขา

แม้เดิมทีลู่เสวี่ยฉีจะยังไร้เดียงสาอยู่บ้าง แต่เมื่อถูกเย่ฉางเฟิงชักนำบ่อยครั้งเข้า นางก็เริ่มจะคุ้นชินไปตามเขาเสียแล้ว

"อื้อ..."

ดรุณีน้อยผู้เย็นชาสั่นเทาเล็กน้อย

ในตอนแรก...นางเข้าใจว่านี่คงเป็นเพียงการแสดงความรักใคร่เฉกเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา

แต่ไม่นานนัก...นางก็ตระหนักได้ว่าตนเองคิดผิดถนัด

นางประเมินความหน้าด้านไร้ยางอายของเย่ฉางเฟิงต่ำเกินไป

ลำพังแค่มือซุกซนที่ค่อยๆกอบกุมยอดอกนั้นยังพอทำเนา แต่เขากลับ...

เขายังรุกคืบมากไปกว่านั้นอีก?

แม่นางน้อยผู้ใสซื่อรู้สึกมึนงงสับสน รู้สึกเพียงความเย็นวูบวาบที่ผิวกาย ก่อนจะพบว่าสายคาดเอวของตนถูกปลดออก และชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ก็ค่อยๆเลื่อนหลุดลงมา...

"พรึ่บ!"

ไหล่เนียนขาวดุจหิมะเผยโฉมออกมาสัมผัสอากาศ ไหปลาร้าอันงดงามประณีตขาวผ่องไร้ที่ติ ช่างดึงดูดสายตาให้จับจ้องยิ่งนัก

"อ๊ะ!"

ลู่เสวี่ยฉีเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก

ใบหน้างดงามไร้ที่ติของนางพลันแดงซ่านขึ้นมาทันตา ดวงตาคู่สวยที่เคยเย็นชาฉายแววประหลาดใจระคนตกตะลึง ดูเปิ่นๆน่าเอ็นดูขึ้นมาถนัดตา...

เห็นได้ชัดว่า...นางไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าเรื่องราวจะดำเนินมาถึงขั้นนี้

"ฉาง...ฉางเฟิง..." ดรุณีน้อยยกมือขึ้นผลักอกเย่ฉางเฟิงเบาๆท่าทีของนางดูขัดขืน

แววตาที่เคยนิ่งสงบสั่นไหวด้วยความหวาดหวั่น ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนระโหยโรยแรงว่า

"มะ...ไม่เอานะ..."

แม้ว่าลู่เสวี่ยฉีจะเริ่มเคลิบเคลิ้มไปบ้างแล้วก็ตาม

แต่นางก็ตระหนักดีว่า...สถานการณ์ในตอนนี้มันเริ่มจะเลยเถิดเกินขอบเขตไปแล้ว

จะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้

มิเช่นนั้น…

เมื่อได้ยินเสียงห้ามปราม เย่ฉางเฟิงชะงักไปเล็กน้อย

เขาจ้องมองดรุณีน้อยผู้เย็นชาที่อยู่ใกล้เพียงคืบ พยายามข่มกลั้นอารมณ์ความรู้สึกอันพลุ่งพล่านในใจลงไปอย่างยากลำบาก

"หึหึ..."

เด็กหนุ่มหัวเราะในลำคอเบาๆ น้ำเสียงของเขาฟังดูแหบพร่าอย่างเห็นได้ชัด

"เสวี่ยฉีของข้า...ช่างน่าหลงใหลเหลือเกิน"

เพียงประโยคสั้นๆง่ายๆกลับทำให้ความหวาดหวั่นในใจของลู่เสวี่ยฉีมลายหายไปเกินครึ่ง นางฟังแล้วก็เข้าใจความหมายที่แฝงอยู่ในถ้อยคำนั้นได้ทันที

เป็นเพราะนางงดงามเกินไป...เขาจึงมิอาจหักห้ามใจได้ไหว

เมื่อคิดได้ดังนั้น ใบหน้าของลู่เสวี่ยฉีก็แดงระเรื่อขึ้นมาอีกครั้ง

นางจ้องมองเด็กหนุ่มชุดครามตรงหน้า ลังเลใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจซุกกายเข้าหาอ้อมกอดของเขาโดยดุษณี

ดรุณีน้อยเงยหน้าขึ้น

นางกำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง แต่ทว่าเพียงไม่นานใบหน้างามก็แดงซ่านขึ้นมาอีกคำรบ

เพราะนางสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างในร่างกายของเย่ฉางเฟิง

เรือนร่างของลู่เสวี่ยฉีบิดไปมาด้วยความขัดเขิน

นางถลึงตามองเขาอย่างเอียงอาย แม้จะไม่เคยผ่านประสบการณ์เช่นนี้มาก่อน แต่มิได้หมายความว่านางจะไม่ประสาเสียทีเดียวว่ามันคือสิ่งใด...

"อะ แฮ่ม..."

เย่ฉางเฟิงกระแอมไอแก้เก้อ

จะโทษเขาฝ่ายเดียวก็ไม่ได้หรอกนะ

ชายหญิงอยู่กันตามลำพังสองต่อสอง แถมว่าที่ภรรยายังสวยหยาดเยิ้มปานนี้ ใครจะไปอดใจไหวกันเล่า...

ลู่เสวี่ยฉีเม้มริมฝีปากแน่น นางเห็นท่าทีอึดอัดขัดข้องของเย่ฉางเฟิง จึงเอ่ยถามเสียงเบาหวิว

"เจ้า...เจ้าทรมานมากไหม?"

เย่ฉางเฟิงส่ายหน้าปฏิเสธ แต่แล้วก็พยักหน้ายอมรับในทันที

"ก็...พอสมควร"

หากเป็นเวลาปกติ เขาก็คงข่มกลั้นผ่านไปได้

แต่ตอนนี้...สาวงามอยู่ในอ้อมกอด จะให้ทนไหวได้อย่างไร

ดวงตาของลู่เสวี่ยฉีไหววูบ สีหน้าฉายแววลังเลสับสน แต่สุดท้ายนางก็เลือกที่จะเงียบ แล้วซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของเย่ฉางเฟิงต่อไป...

อืม…มีบางอย่างทิ่มแทงนางอยู่

ดรุณีน้อยขยับสะโพกมนบิดไปมาเพื่อหามุมที่สบาย

ผลก็คือ...ถ้านางอยู่นิ่งๆก็คงไม่เท่าไหร่

แต่พอนางขยับตัวยุกยิกเช่นนี้ เย่ฉางเฟิงก็แทบจะทนไม่ไหวแล้ว

พูดตามตรง

เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องมาแอบกอดกันกลมอยู่ในห้องศิลาแห่งนี้ด้วย ทั้งๆที่ห้องข้างๆยังมีสมบัติรอให้ไปค้นหาอยู่แท้ๆ?

แน่นอนว่า...เย่ฉางเฟิงไม่มีทางเป็นฝ่ายเอ่ยปากชวนออกไปก่อนแน่

ในเมื่อว่าที่ภรรยายังไม่บ่นว่าจะไป เขาก็จะหน้าด้านกอดต่อไป

ได้กอดได้กำไรแบบนี้ ไม่ดีตรงไหนกัน

"เสวี่ยฉี..." เย่ฉางเฟิงก้มหน้าลงต่ำ

เขาขยับเข้าไปใกล้ใบหูของนาง ขบเม้มติ่งหูขาวผ่องนั้นเบาๆแล้วกระซิบเสียงพร่า "เจ้า...ช่วยข้าหน่อยได้ไหม?"

"เอ๊ะ?"

หัวใจของลู่เสวี่ยฉีกระตุกวูบ

สายตาของนางหลุกหลิกไม่กล้าสบตา เสียงที่ตอบกลับมานั้นเบาหวิวจนแทบไม่ได้ยิน

"จะ...จะให้ข้าช่วยยังไงเล่า?"

"ก็แค่..."

เย่ฉางเฟิงกระซิบแผ่วเบาบอกวิธีการ

ได้ยินดังนั้น ลู่เสวี่ยฉีถึงกับนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่

จากนั้น ใบหน้างดงามของนางก็แดงก่ำจนแทบจะระเบิดได้ในพริบตา

ดรุณีน้อยเงยหน้าขึ้น นางจ้องมองเย่ฉางเฟิงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอับอายระคนขุ่นเคือง ริมฝีปากบางขยับเตรียมจะเอ่ยต่อว่า

แต่ทว่า...เมื่อได้เห็นสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความคาดหวังของเขา สุดท้ายนางก็ได้แต่ทำหน้าเหมือนคนถูกรังแก แล้วจำยอมยื่นมือน้อยๆลงไปเบื้องล่างอย่างเงียบงัน...

...

ครึ่งชั่วยามผ่านไป

เย่ฉางเฟิงและลู่เสวี่ยฉีเดินจูงมือกันออกมาจากห้องศิลา

สีหน้าของเย่ฉางเฟิงนั้นราบเรียบ แววตาสงบนิ่ง ใบหน้าหล่อเหลา รูปร่างสูงโปร่ง ดูเป็นวิญญูชนผู้สง่างามไร้ที่ติ

แต่ทว่า...ลู่เสวี่ยฉีที่เดินอยู่ข้างๆกลับดูเหมือนภรรยาตัวน้อยที่เพิ่งถูกสามีรังแกมาหมาดๆ

นางเดินจูงมือกับเย่ฉางเฟิงด้วยท่าทางแง่งอน ใบหน้างดงามแดงระเรื่อลามไปจนถึงใบหู แถมยังสะบัดมือขวาไปมาเป็นระยะๆราวกับว่ามือข้างนั้นไปสัมผัสโดนสิ่งสกปรกโสมมอะไรมาอย่างนั้น

ทันใดนั้น ฝีเท้าของลู่เสวี่ยฉีก็ชะงักกึก

"เป็นอะไรไป?" เย่ฉางเฟิงหันกลับมามอง

ลู่เสวี่ยฉีไม่ตอบคำ นางเพียงก้มหน้าลงมองชุดกระโปรงช่วงหน้าอกของตนเองด้วยใบหน้าเรียบเฉย นอกจากเสื้อผ้าจะยับยู่ยี่แล้ว บนเนื้อผ้านั้น...ยังเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบสกปรกบางอย่าง...

"อะ แฮ่ม..."

เย่ฉางเฟิงรีบยกมือขึ้นช่วยเช็ดรอยเปื้อนบนอกเสื้อให้นางอย่างว่องไว

"!!!"

ดรุณีน้อยเงยหน้าขึ้นถลึงตาใส่เขา

ใบหน้างามแดงก่ำดุจลูกตำลึงสุก ดวงตาคู่สวยใสกระจ่างดั่งสายน้ำในฤดูใบไม้ร่วงทอประกายระยิบระยับ ชวนให้ผู้คนจินตนาการไปไกล

"เย่ฉางเฟิง!"

ลู่เสวี่ยฉีเอ่ยเรียกชื่อเต็มของเขาด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ

นี่นับเป็นครั้งแรกเลยที่นางเอ่ยเรียกชื่อเต็มของเขา

"หืม?"

"ข้าเพิ่งค้นพบเดี๋ยวนี้เอง...ว่าเจ้ามันเป็นคนเลวจริงๆ"

………

จบบทที่ บทที่ 49 : ไม่เอานะ...

คัดลอกลิงก์แล้ว